
สุข สนุก สำเร็จ แนวคิดหลักของ ราม รัตนะพร
ราม รัตนะพร หนุ่มเท่วัย 38 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิวส์ คอร์ปอเรชั่น ในเครือซีเอ็มโอ กรุ๊ป
โดย...ภาดนุ ภาพ... ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง
ราม รัตนะพร หนุ่มเท่วัย 38 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิวส์ คอร์ปอเรชั่น ในเครือซีเอ็มโอ กรุ๊ป เป็นออร์แกไนเซอร์หรือนักจัดอีเวนต์มือดีอันดับต้นๆ คนหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งจัดงานใหญ่ๆ ระดับประเทศมาหลายงาน แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ชายหนุ่มมีเส้นทางก้าวสู่อาชีพนี้อย่างไรบ้าง
“ผมเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่เลือกเรียนสถาปัตย์ เพราะผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นก็เลยอยากเป็นสถาปนิกออกแบบสร้างบ้าน เพราะรู้สึกว่ามันเท่ดี แต่พอเรียนอยู่ปี 3 ก็ชักเริ่มไม่อยากเป็นสถาปนิกล่ะ เพราะรู้สึกว่าถึงแม้ผมจะคิดคอนเซ็ปต์งานได้ดี แต่เมื่อต้องลงมือทำจริง งานสถาปนิกต้องทั้งเขียนแบบ ออกแบบ และทำโมเดลขึ้นมา ซึ่งผมจะขี้เกียจและฝีมือแผ่วลงในช่วงท้ายๆ ผมเลยอยากทำงานที่โฟกัสลงไปในเรื่องความคิดอย่างอาชีพครีเอทีฟซะมากกว่า”
ราม บอกว่า ช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 และกำลังไม่แน่ใจในอาชีพ วันหนึ่งก็มีแมวมองมาติดต่อให้เขาไปออดิชั่นเป็นนักร้องหน้าใหม่ที่ค่ายจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ เพราะเขาเล่นกีตาร์ ร้องเพลง และตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ อยู่แล้ว เมื่อผ่านการออดิชั่นเขาจึงได้ออกผลงานเพลงมา 1 อัลบั้มชื่อว่า “รามดีอยู่แล้ว” ในปี 2540 แต่ด้วยความที่มีนิสัยค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง เมื่อต้องไปเดินแบบหรือไปแสดงภาพยนตร์ เพื่อเป็นการโปรโมทอัลบั้มอย่างที่ศิลปินยุคนั้นทำกัน รามจึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เขาจึงหันไปเอาดีทางด้านการเล่นดนตรีกลางคืน ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ
“ผมเริ่มทำงานประจำโดยเป็นครีเอทีฟของบริษัท ซี เอ็ม ออร์กาไนเซอร์ เป็นที่แรก หน้าที่หลักก็คือ คิดและสร้างสรรค์งานอีเวนต์ต่างๆ และนำไอเดียไปขายให้กับลูกค้า ต้องบอกว่าการจัดอีเวนต์เป็นงานที่รวมศาสตร์หลายๆ แขนงไว้ด้วยกัน มีทั้งงานวิดีโอ งานกราฟฟิก งานพรินติ้ง และงานโชว์บนเวที ซึ่งครีเอทีฟมีหน้าที่คิดองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดของงานและควบคุมคอนเซ็ปต์ทุกอย่างให้เป็นไปตามที่วางไว้ หลังจากนั้นก็จะมีฝ่ายโปรดักชั่นเข้ามาสานต่องานในส่วนอื่นๆ ต่ออีกที
ผมทำงานที่บริษัท ซี เอ็ม อยู่ 7 ปีจนได้เป็นซีเนียร์ แมนเนเจอร์ ซึ่งอีเวนต์ใหญ่ที่ผมโชคดีมีโอกาสได้ทำก็คือ นิทรรศการฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เมื่อ 10 ปีที่แล้ว) โดยผมรับผิดชอบในส่วนของ ‘ห้องทรงพระเยาว์’ ซึ่งเป็นห้องนิทรรศการที่จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงตอนทรงพระเยาว์ โดยสร้างสรรค์เป็นกล่องดนตรีแสดงพระราชประวัติขนาดใหญ่แบบไขลานที่หมุนได้ขึ้นมา ผู้ที่เข้าชมก็จะเห็นพระราชประวัติหมุนไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งมีดนตรีประกอบ อีกห้องหนึ่งคือ ‘พระคู่พระบารมี’ ห้องนี้จะจัดแสดงพระราชประวัติความรักของในหลวงกับพระราชินี ซึ่งก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนที่ได้เข้าชมอีกเช่นกัน”
ครีเอทีฟหนุ่มย้ายไปทำงานให้บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ซึ่งเป็นบริษัทรับจัดอีเวนต์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยในตำแหน่ง ครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ ซึ่งที่นี่เขามีความมุ่งมั่นที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานอย่างเต็มที่
“เมื่อมาทำงานที่อินเด็กซ์ฯ ขอบเขตความรับผิดชอบในเรื่องงานของผมก็กว้างขึ้นโดยปริยาย แถมยังได้งานที่สเกลใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งที่นี่จะมีวิธีทำงานที่แตกต่างจากที่แรกพอสมควร ผมจึงได้ประสบการณ์และความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น โดยนำความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มาบวกกับความสามารถและความเป็นตัวตนของผมซึ่งผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
อีเวนต์ใหญ่ๆ ที่ผมมีส่วนได้ทำและหลายคนน่าจะรู้จักก็คือ งานบีโอไอแฟร์ 2012 (BOI Fair 2012) ซึ่งจัดขึ้นบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี และถือเป็นงานระดับประเทศหรือระดับเอเชียที่มีผู้เข้าชมเยอะมาก งานนี้ผมมีส่วนในการสร้างสรรค์และร่วมออกแบบหมู่บ้านเอสซีจี (SCG Pavilion) ซึ่งเป็นโซนที่โชว์นวัตกรรมของเมืองในอนาคตที่อยู่คู่กับโลกของเราอย่างยั่งยืน จนได้รับรางวัล Best Pavilion, Popular Vote และ ECO Pavilion ถึง 3 รางวัล ตอนนั้นก็รู้สึกภูมิใจมากที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จนี้”
หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่อินเด็กซ์ฯ ได้ 2 ปี รามก็มาทำงานที่บริษัท ฟีล คอร์ปอเรชั่น อีกพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ มิวส์ คอร์ปอเรชั่น ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายว่าจะรับจัดงานอีเวนต์ที่มีความยูนีกและเป็นที่น่าจดจำของผู้คนให้มากที่สุด
“ขอยกตัวอย่างงานอีเวนต์ของคิง เพาเวอร์ ในปี 2014 ที่ผมเคยทำให้ ซึ่งโจทย์ของเขาก็คือ คิง เพาเวอร์ เปิดมาครบ 25 ปีแล้ว จึงต้องการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมองว่ามีความเวอร์วังอลังการมาสู่ภาพลักษณ์ที่มีความโมเดิร์นมากขึ้น แต่ยังคงความลักซ์ชัวรี่ไว้ ซึ่งที่จริงแล้วเขาจ้างให้เราทำอีเวนต์ให้เท่านั้น แต่ผมกลับคิดว่าแค่ทำอีเวนต์มันยังไม่ค่อยตอบโจทย์ซักเท่าไหร่ ผมจึงเสนอไอเดียในรูปแบบแคมเปญระยะยาวขึ้นมา ซึ่งจะมีเวลาในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พอเสนอไอเดียไป ผู้บริหารก็รู้สึกสนใจ
ผมจึงเสนออีกว่า ควรหาบุคคลรุ่นใหม่ที่เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ใหม่ของคิง เพาเวอร์ ให้มาร่วมแคมเปญนี้ ซึ่งช่วงนั้น แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข กำลังดัง แล้วเขาดูเข้าถึงผู้คนได้ง่าย แถมมีภาพลักษณ์ต่างไปจากเดิมๆ เราจึงให้แสตมป์มาแต่งเพลงเพื่อทำแคมเปญให้คิง เพาเวอร์ อยู่ 1 ปีเต็ม ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร หรือแม้แต่การที่ต้องไปดีลกับ บก.นิตยสารชื่อดัง เพื่อทำแคมเปญว่า คิง เพาเวอร์ เข้าใจนักเดินทางได้ดี โดยให้ บก.ท่านนั้นมาคุมธีมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ให้กับนิตยสารของคิง เพาเวอร์ ซึ่งก็ได้ผลดีอีกเช่นกัน แม้มันจะไม่ใช่มุมอีเวนต์โดยตรง แต่เราก็สามารถต่อยอดสิ่งที่แตกต่างให้กับลูกค้าได้”
ราม เสริมว่า หลังจากตั้งบริษัทของตัวเองมาได้ 1 ปี เขายังมีโอกาสได้ทำอีเวนต์ให้กับ “มิวเซียม ออฟ สยาม” ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ในการจัดงานคือ “ไนต์ ออฟ เดอะ มิวเซียม” ในช่วงศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ของเดือน ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมาด้วย โดยโจทย์ที่ได้รับมาก็คือ เรื่อง “เสียง” เขาและทีมงานจึงช่วยกันคิดธีมเรื่องการฟังเสียงต่างๆ หลากหลายรูปแบบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันขึ้นมา เพื่อให้รู้ว่าการฟังนั้นมีผลยังไงต่อชีวิตของคนเราบ้าง
“ผมและทีมงานได้ช่วยกันคิดและจัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับเสียงต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมได้ลองฟังว่ามีเสียงอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่การเอาหูแนบผืนดินเพื่อฟังเสียงกองทัพข้าศึก ในยุคต่อมาก็มีการฟังเสียงการส่งรหัสมอส ว่ามีความหมายว่าอะไร หรือในยุคปัจจุบันก็จะมีเสียงไลน์ เมสเซจ เป็นต้น พูดง่ายๆ ก็คือ จัดนิทรรศการแสดงถึงวิวัฒนาการต่างๆ ของเสียงที่มีผลกับชีวิตมนุษย์ขึ้นมา ซึ่งก็มีผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจพอสมควร
อีเวนต์ที่เพิ่งผ่านมาก็คือ งาน “สิงห์ คราฟต์ : ประดิษฐ์มากัน” ซึ่งเป็นงานขายบัตรเข้าชมงาน 2 วัน ในราคา 500 บาท โดยเราจะเรียกกลุ่มคนที่มางานนี้ว่า ยักกี้ (Young Urban Creative) ซึ่งถือเป็นภาคต่อจากกลุ่มฮิปสเตอร์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ความหมายของยักกี้ก็คือ กลุ่มคนที่ต้องประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องมีคาแรกเตอร์ ต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองเพื่อหาเงินได้ ซึ่งภายในงานก็มีกลุ่มคนเหล่านี้มาออกร้านขายเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และอาหาร ที่เน้นว่าต้องคิดหรือประดิษฐ์สินค้าเหล่านี้ขึ้นมาเองเท่านั้น
สำหรับเร็วๆ นี้ ผมกำลังจะจัดอีเวนต์ใหญ่อีกงาน คือ คอนเสิร์ตใหญ่ของ ปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ที่เมืองทองธานี ในวันที่ 26 มี.ค. นี้ ซึ่ง ปู พงษ์สิทธิ์ มีแฟนคลับทุกเพศทุกวัยล้านกว่าคนได้ แต่สถานที่ชมคอนเสิร์ตจุคนได้รอบละ 6,000 คน โปรเจกต์นี้จึงถือว่าท้าทายมากๆ และในอนาคตอันใกล้นี้เราน่าจะมีอีเวนต์ที่น่าสนใจตามมาอีกแน่นอนครับ”
ราม ทิ้งท้ายว่า ปรัชญาในการทำงานของเขายึดหลัก 3 ข้อ คือ สุข สนุก สำเร็จ ข้อแรก ต้องมีความสุขกับการทำงาน ข้อสอง ต้องทำงานด้วยความสนุก และข้อสาม ต้องเลือกงานที่นำความสำเร็จมาให้ทีมงานได้ ที่สำคัญต้องทำงานหนักจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องสนุก แม้จะมีปัญหาอะไรเข้ามาก็ต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ถ้ายึดแนวทางแบบนี้ก็จะประสบความสำเร็จได้เอง







