
ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล จุดประกายความหวังคนไร้บ้าน
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
จากความฝันอยากเป็นศิลปินตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ป๊อก หรือ ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล จึงเริ่มบ่มเพาะฝีมือการวาดรูปของตัวเองมาตั้งแต่นั้น เพื่อสานฝันในสิ่งที่รัก เขาเคยแอบที่บ้านไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป์ เคยตั้งใจเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตรกรรมที่ซานฟรานซิสโก เพื่อหวังจะไปในเส้นทางที่ฝันให้สุดทาง แต่สุดท้ายเขาเองเลือกที่จะหยุดชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยมาใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนกับคนไร้บ้านที่สิ้นหวัง และใช้การวาดรูปเพื่อแต่งแต้มความหวังให้เกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้อีกครั้ง
แม้ 90% ของคนไร้บ้านที่เขาใช้ศิลปะเข้าไปเยียวยา จะไม่ได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เหนือกว่าการแบ่งปันความหวังให้คนที่สิ้นหวัง ไพโรจน์บอกว่า อย่างน้อยเขาได้ทำให้คนในสังคมเริ่มหันมามองเห็นคนกลุ่มนี้บ้างแล้ว
จากนักเรียนนอกสู่ศิลปินข้างถนน
หนุ่มมาดเซอร์เปิดฉากเล่าถึงเส้นทางชีวิตก่อนจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ว่า เมื่อ 6 ปีก่อน เขาเดินทางไปนิวยอร์ก เพื่อไปฝึกฝนภาษาควบคู่ไปกับการทำงานศิลปะที่เขารัก แรกเริ่มเขาตั้งใจจะอยู่ที่นิวยอร์ก 1 ปี จนวันหนึ่งเขาได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่โด่งดัง และได้รับคำชักชวนให้ไปช่วยงานที่พิพิธภัณฑ์ เขาจึงตัดสินใจว่าอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐต่อ และเรียนปริญญาโทควบคู่ไปด้วย
“ผมตัดสินใจเรียนต่อด้านจิตรกรรม ที่มหาวิทยาลัยอะคาเดมี ออฟ อาร์ต ซานฟรานซิสโก แต่เรียนได้ไม่นาน ผมตัดสินใจลาออก เพราะไม่อยากรบกวนค่าใช้จ่ายจากที่บ้าน บวกกับไม่ได้มองว่าอนาคตของผมคือการมีผลงานไปโชว์อยู่ในแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งชื่นชม แต่ผมอยากให้ผลงานของผมเข้าถึงทุกคน”
แม้การเดินทางมาซานฟรานซิสโกครั้งนี้ เขาจะไม่สามารถคว้าปริญญากลับไปได้ แต่ก็ได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ติดตัวกลับไปด้วย
“มีอยู่คืนหนึ่ง ประมาณตี 2 ผมกำลังจะกลับบ้าน เดินผ่านซอยแห่งหนึ่ง มองเข้าไปผมเห็นคุณลุงซึ่งเป็นคนไร้บ้าน อายุราว 70 ปี กำลังถูกรุมทำร้าย ตอนนั้นผมกลัวมาก ผมคิดว่าจะเข้าไปช่วยดีมั้ย ด้วยความกลัวผมไม่ได้เข้าไปช่วยคุณลุงและเดินกลับบ้านไปพร้อมความรู้สึกผิด ผมเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่า ทำไมถึงไม่เข้าไปช่วยคุณลุงจนถึง 6 โมงเช้า ผมจึงตัดสินใจกลับไปที่จุดเกิดเหตุ ปรากฏว่าไม่เจอคุณลุงแล้ว วินาทีนั้นทำให้ผมเกิดคำถามใหญ่ในใจว่า ในขณะที่คนอื่นในสังคมสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ แล้วศิลปินอย่างเขาจะช่วยอะไรสังคมนี้ได้บ้าง”
จากวันนั้น ไพโรจน์บอกกับตัวเองว่า เขาจะเริ่มต้นช่วยคนไร้บ้านด้วยการใช้ฝีมือการวาดรูปที่เขามี แม้จะต้องถูกเรียกว่าเป็น ขอทาน หรือศิลปินที่ทำเพื่อสร้างภาพก็ตาม
เรียกผมว่า ‘Thai Street Artist’
หลังจากตั้งปณิธานในใจ ไพโรจน์บอกว่า 6 เดือนแรกของการเริ่มต้นภารกิจนั้นไม่ง่ายเลย เกือบทุกวันที่เขาต้องแบกอุปกรณ์ออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อไปตามหาคนไร้บ้านที่เขาถูกใจเพื่อขอวาดภาพ หลายครั้งได้รับคำปฏิเสธ หรือถ้าโชคเข้าข้างได้วาดรูปสมใจเขาก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงต่อการวาดภาพ 1 คน เพื่อขลุกอยู่กับคนแปลกหน้าที่สังคมมองข้าม จนบางครั้งคนที่ผ่านไปมา พลอยคิดว่าเขาเองเป็นขอทานด้วยซ้ำ
“ที่บอกว่าต้องเลือกคนที่ถูกใจ เพราะไม่ใช่ว่าเจอคนไร้บ้านคนไหนผมก็จะวาด สำหรับผมจะเลือกคนสูงอายุ อายุ 60 ขึ้นไปยิ่งดี คนพิการ หรือเป็นเด็กที่มาหาเงินเพื่อเรียนหนังสือ แต่ใช่ว่าเจอคนที่ถูกใจ เขาจะตกลงยินยอมกับเรา ผมต้องเข้าไปทำความรู้จัก ขออนุญาตวาดรูป บางคนไม่ยอมแถมดูถูกเราด้วยซ้ำว่าเป็นพลเมืองชั้นสาม ดูจนกว่าเขาอีก จะมาช่วยอะไรเขา บางคนพอเราวาดรูปให้เสร็จก็ฉีกทิ้ง บอกว่าไปซื้อข้าวหรือพิซซ่ามาให้ดีกว่า เพราะรูปภาพมันกินไม่ได้”
ถามถึงความรู้สึกตอนที่รูปที่ตั้งใจวาดถูกทิ้งหรือทำลายอย่างไม่มีเยื่อใย ศิลปินหนุ่มวัย 33 ปี บอกว่า แน่นอนว่าเสียใจ แต่เพราะโดนปฏิกิริยาตอบกลับแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนก็เลยเริ่มชาชิน
“6 เดือนที่ซานฟรานซิสโก ผมตระเวนวาดรูปคนไร้บ้าน ภายใต้คอนเซ็ปต์ Help (ช่วยเหลือ) จนกระทั่งกลับมาที่นิวยอร์ก ผมเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่เป็น Hope (ความหวัง) เพราะผมอยากให้นายแบบและนางแบบของผมทุกคนมีความหวังในการใช้ชีวิตและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง พร้อมกันนี้ยังนำไอเดียกระดาษม้วนขนาดใหญ่ๆ ของจีนที่ใช้วาดรูปเพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ มาเป็นสมุดวาดภาพเล่มโตของผมในการบันทึกเรื่องราวของคนไร้บ้าน โดยเรียกโปรเจกต์นี้ว่า “The Positivity Scrolls ด้วย”
ไพโรจน์เล่าว่า ทุกครั้งที่จะออกไปปฏิบัติภารกิจ เขาต้องแบกม้วนกระดาษขนาดใหญ่ ความสูงเกือบเท่าความสูงของเขา ความยาวของกระดาษอยู่ที่ 20 เมตร น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม พร้อมข้าวกล่องและน้ำ 2 ขวด เพื่อไปมอบให้นายแบบนางแบบข้างถนนของเขา พอพบเป้าหมาย เขาไม่รีรอจะเข้าไปทำความรู้จัก ด้วยการถามชื่อ ถามเหตุผลที่ทำให้กลายเป็นคนไร้บ้าน (ส่วนใหญ่เป็นเหยื่อระเบิดจากสงครามเวียดนาม และตกงานจากวิกฤตเศรษฐกิจ เหตุการณ์ 911) ถามไถ่ถึงครอบครัว ความหวัง และความฝันของเขา
เหตุผลที่ต้องตั้งคำถามมากมาย เพราะไพโรจน์อยากนำเรื่องราวทั้งหมดในชีวิตของคนเหล่านี้มาบอกเล่าผ่านภาพวาด แทนที่จะวาดแค่ภาพเหมือนของบุคคลเหล่านั้น
“ผมไม่ได้แค่มาวาดรูปให้คนไร้บ้าน แต่ผมอยากให้คนในสังคมมองเห็นคนกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ลงมือวาดรูป ผมจะกางกระดาษม้วนใหญ่ออกมา เตรียมอุปกรณ์ ผมจะใช้พื้นที่ประมาณหนึ่ง บางครั้งก็กีดขวางพื้นที่สาธารณะบางส่วน จุดประสงค์เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้เห็นถึงคนกลุ่มนี้ หลายครั้งที่ผมโดนตำรวจไล่ ต้องไปเสียค่าปรับก็มีนะ แต่ก็ไม่เป็นไร ผมพยายามเชิญชวนให้ผู้คนที่ผ่านไปมาเข้ามามีส่วนร่วมกับสิ่งที่ผมทำ ไม่จำเป็นว่าต้องร่วมบริจาคเท่านั้น แต่จะมาช่วยกันแต่งแต้มสีสันลงในภาพวาดของผม ผมก็ยินดี ช่วงแรกๆ ที่ผมทำ บางคนหาว่าผมสร้างภาพ อยากดัง แต่ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำคืออะไร ภาพ 300 กว่าภาพที่ผมวาด ผมไม่เคยนำไปขาย ผมจะมอบให้คนไร้บ้าน ถ้าเขาไม่เอา ผมก็เก็บไว้”
ไพโรจน์บอกว่า ครั้งหนึ่งผลงานของเขาถูกนำไปจัดแสดงที่ New Museum แล้วขายได้ เขาก็มอบเงินทั้งหมดให้ศูนย์ช่วยเหลือคนไร้บ้าน ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ก็ช่วยด้วย จากตอนแรกที่เขาจะหักรายได้ 40% จากการขายตามกฎ แต่พอรู้ว่าจะนำไปบริจาค ทางพิพิธภัณฑ์เลยไม่หัก และถือว่ามอบเงินส่วนนี้สมทบไป”
จากม้วนกระดาษขนาด 20 เมตร ที่ไพโรจน์บรรจงจัดสรรให้บรรจุภาพของคนไร้บ้าน 20 คน บนพื้นที่ 1 เมตรเท่าๆ กัน เพื่อสะท้อนถึงความเท่าเทียมของมนุษย์ มาถึงวันนี้ กระดาษม้วนโตนั้นได้ขยายเป็น 50 เมตร น้ำหนักถึง 90 กิโลกรัมแล้ว ศิลปินหนุ่มบอกว่า การออกเดินทางไปวาดรูปในแต่ละครั้งของเขาไม่ใช่เรื่องง่ายอีกแล้ว เพราะนอกจากกระดาษ อุปกรณ์ ข้าวและน้ำที่ต้องเตรียม บางครั้งเขายังต้องแบกเสื้อผ้าที่คนใจบุญฝากให้เขานำไปให้คนไร้บ้านอีกด้วย
“หลังจากทำมาสักระยะ ผ่านช่วงที่ยากลำบาก ผู้คนเริ่มเห็นสิ่งที่เราทำ หลังๆ การเข้าไปขอวาดรูปกับคนไร้บ้านก็ง่ายขึ้น บางคนก็ชักชวนเพื่อนมาเป็นแบบ บางคนก็ได้เพื่อนข้างถนนเกลี้ยกล่อมยอมให้ผมวาด ทุกวันนี้บรรดาคนไร้บ้านเรียกผมว่า Thai Street Artist จากนี้ผมเองตั้งเป้าว่าจะวาดให้ครบ 911 คน เพื่อสะท้อนถึงเหตุการณ์ 911 ตอนนี้ผมวาดไปแล้ว 300 กว่าคน แต่หลังจากนี้ผมตั้งใจว่าจะไม่จำกัดกรอบแค่คนไร้บ้าน แต่จะบันทึกเรื่องราวของทุกชีวิตที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนแทน”
มาช่วยกันวาดโลกใบนี้ให้น่าอยู่
ทุกวันนี้ไพโรจน์ใช้ชีวิตในนิวยอร์กด้วยการทำงานในร้านอาหารไทย 2 วัน/สัปดาห์ และออกมาตระเวนวาดภาพอีก 2-3 วัน/สัปดาห์ เขามักพูดเสมอว่า การที่เขาวาดภาพคนไร้บ้าน ไม่ใช่แค่ต้องการช่วยคนไร้บ้านให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเท่านั้น เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา 90% ของคนไร้บ้านที่เขาสัมผัส ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่เขาต้องการเป็นอีกปากเสียงให้คนในสังคมมองเห็นอีกหลายชีวิตข้างถนน
“ไม่ว่าผมจะเดินทางไปไหน ไปรัฐอื่นของสหรัฐ หรือตอนนี้ผมกลับมาเมืองไทย ผมก็จะตามหาคนไร้บ้าน เพื่อบันทึกเรื่องราวของพวกเขา สำหรับผม ภาพวาดที่ออกมาไม่ได้อยู่ที่ว่ามีราคาเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าถ้ามีส่วนช่วยสังคมได้ผมก็จะทำ
ผมเชื่อว่าโลกใบนี้เราวาดได้ อยู่ที่จะวาดออกมาให้เป็นยังไง ทุกวันนี้ผมทำงานเก็บเงินซื้อสี ซื้อกระดาษเอง กินข้าววันละมื้อ แต่ผมคิดว่าผมอยู่ได้ และสิ่งที่ผมทำไม่ได้ยิ่งใหญ่ ผมมีศิลปินหลายท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ผม ยกตัวอย่าง ชัค โคลส เขาเป็นศิลปินที่ได้ชื่อว่าวาดภาพพอร์เทรตได้เหมือนที่สุดในโลก ทุกวันนี้อายุ 90 ปี ต้องใช้เหล็กดามแขนในการวาดรูป แต่เขาก็ยังวาด หรืออย่าง เดวิด ฮอคนีย์ อายุ 90 ปีแล้ว ทุกวันเขายังถือพู่กันเดินไปวาดรูปแถบเซ็นทรัล ปาร์ก เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมทำแล้วไม่มากเลยสักนิด” ศิลปินหนุ่มผู้มุ่งมั่นกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับใครที่อยากติดตามภารกิจของไพโรจน์ ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก Big Apple Big Help







