
รักตัวเองกับหลงตัวเอง
นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล
โดย...นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล
...
ทุกวันนี้พวกเรา “รักตัวเอง” กันเป็นหรือเปล่า
คนที่รักตัวเองเป็นจะ...
1. มีความหวังดีต่อตนเอง พยายามพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นดีขึ้น ไม่ทำตัวในทางเสื่อมเสีย
2. มีความยับยั้งชั่งใจ ไม่ประพฤติในสิ่งผิด ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน
3. รู้จักการปล่อยวาง คือยอมรับผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราทำดีสุดความสามารถแล้ว
4. ให้อภัยตนเองได้ เมื่อดำเนินชีวิตผิดพลาดและเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดในครั้งต่อไป
...
เพราะฉะนั้นการแสดงความรักต่อตัวเองไม่ใช่การปรนเปรอตนเองด้วยการเสพหรือแสวงหาวัตถุ ไม่ใช่การช่วงชิงทรัพยากรจากคนอื่นมาเพื่อประโยชน์ของตน...แต่เป็นการพัฒนาคุณค่าจากภายใน มองดูตัวเองแล้วมันชื่นใจ พูดจายกย่องตนเองได้ เพราะเห็นว่าตัวเรามี “ดีและเก่ง” อะไรบ้าง
ที่สำคัญคือความดีและความเก่งของเรานั้นต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ความนับถือและศรัทธาจึงตามมา...ท่านอาจารย์พุทธทาสใช้คำว่า “ยกมือไหว้ตัวเองได้”
คำว่า “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จะเรียกการหลงตัวเองว่าเป็นความรักอย่างปลอมๆก็ได้ เพราะลึกๆแล้ว ตัวเองก็เห็นว่ายังด้อย แต่กลัวความด้อยถูกเปิดเผยให้อับอาย เลยต้องปิดบังซ่อนเร้นด้วยภาพลักษณ์และถ้อยคำที่เสกสรรปั้นแต่งให้ตัวเองดูดี
...
ผมขอแยกแยะให้เห็นชัดเจนระหว่างคนสองกลุ่ม เป็นข้อๆดังนี้
1. คนรักตัวเองรู้มาก แต่พูดน้อยเท่าที่จำเป็น...คนหลงตัวเองรู้น้อย แต่ชอบคุยโม้โอ้อวดเพื่อกลบเกลื่อนความไร้สามารถในเรื่องอื่นๆ
2. คนรักตัวเองเห็นความดีและความสามารถทั้งของตนเองและผู้อื่น พูดชื่นชมคนอื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง...คนหลงตัวเองชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น หยิบยกความผิดของคนอื่นมาบดบังความชั่วร้ายของตัวเอง
3. คนรักตัวเองเห็นความบกพร่องของตนเอง และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข...คนหลงตัวเองมองข้ามความบกพร่องของตัวเอง แต่เชี่ยวชาญในการจับผิดเรื่องคนอื่น
4. คนรักตัวเองมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นที่ด้อยกว่าตัวเอง อยากช่วยเหลือ...คนหลงตัวเองถนัดในการซ้ำเติมความผิดของผู้อื่น ชอบเอาปมด้อยของคนอื่นมาล้อเลียน
5. คนรักตัวเองมีมุทิตาจิต เมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จก็ชื่นชมยินดี...คนหลงตัวเองช่างอิจฉาริษยา เห็นคนอื่นได้ดีแล้วตัวเองเจ็บปวด
6. คนรักตัวเองอ่อนน้อม ถ่อมตน สุภาพและให้เกียรติผู้อื่น...คนหลงตัวเองมักก้าวร้าว เย่อหยิ่ง ยโสโอหัง พูดจาขวานผ่าซาก ไม่รักษาน้ำใจคน
7. คนรักตัวเองอยากเรียนรู้จากคนอื่นในเรื่องที่ตัวเองยังไม่รู้ เปิดใจรับฟัง...คนหลงตัวเองชอบทำตัวเหนือกว่าคนอื่น รับไม่ได้ว่าผู้อื่นเขาเก่งกว่าเราในบางเรื่อง
8. คนรักตัวเองจะแก้ไขปัญหาอย่างสันติและสร้างสรรค์...คนหลงตัวเองมักใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
9. คนรักตัวเองมีความเสียสละ คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก...คนหลงตัวเองเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบผู้อื่นเมื่อมีโอกาส
10. คนรักตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดความสุขของผู้อยู่ใกล้ชิดได้ฟังมธุรสวาจา...คนหลงตัวเองเป็นมลพิษของคนรอบข้าง ใครอยู่ใกล้มักอึดอัด รำคาญ ได้ยินแต่เรื่องร้ายๆ
11. คนรักตัวเองมีรัศมีแห่งความเมตตา...คนหลงตัวเองมีรังสีอำมหิต
12. คนรักตัวเองจะคิดว่า I am OK, You are OK…คนหลงตัวเองจะคิดว่า I am OK but You are not OK.
...
การหลงตัวเองกลายเป็น “นิสัยประจำชาติ” ของคนไทย และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ
องค์กรหลายแห่งเต็มไปด้วยบัตรสนเท่ห์ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย เลื่อยขาเก้าอี้ แย่งชิงตำแหน่ง เพราะสังคมเรามี “คนหลงตัวเอง” มากกว่า “คนรักตัวเอง” การทำงานเป็นทีมเลยไปไม่รอด กลายเป็นวัฒนธรรมต่างคนต่างทำ จึงขาดการรวมพลังของคนเก่งคนดี
นิสัยดูถูกคนจน ชาวบ้านที่มาจากต่างจังหวัด คนที่ระดับการศึกษาน้อยกว่า มีฐานะทางสังคมต่ำกว่า แล้วถือตัวว่ามีชาติตระกูลที่เหนือกว่า เรียนสูงจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียง ทำให้เราไม่ละเลยการเรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังมิได้มีการบันทึกไว้ในตำราเรียน
เพราะเราเจอคนที่เก่งกว่าเลยทำให้รู้สึกด้อย แทนที่จะมองว่าคนเราเก่งคนละด้านหรือแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างหลากหลาย...เมื่อรู้สึกว่าตัวเองแย่ เลยต้องคอยมองหา “ข้อลบ” ของคนอื่นๆ เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเอง “เหนือกว่า” ไม่เคยมองเห็น “ความบกพร่อง” ของตนเอง...ที่สุดแล้วก็ไม่มีการพัฒนา มีแต่ปัญหาทะเลาะกัน นี่เพราะรักตัวเองไม่เป็นกันทั้งนั้น
................................................
...........................................
(บทความนี้เขียนไว้หลายปีแล้ว ไม่ได้ลอกตำราฝรั่งมาอนุญาตให้เผยแพร่ได้ครับ กรุณาอ้างอิงชื่อผู้เขียนด้วย
...
ท่านใดมีความเห็นอย่างไร ก็เขียน comment ได้ครับ เนื้อหาบทความยังสามารถปรับปรุงเรื่อยๆครับ)
ที่มา https://www.facebook.com/wisukamo/posts/1039758146082148







