posttoday
การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเกิดไม่ได้หากเราให้ความสำคัญกับดอกไม้ในห้องประชุมมากกว่าทุ่นจอดเรือ?

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเกิดไม่ได้หากเราให้ความสำคัญกับดอกไม้ในห้องประชุมมากกว่าทุ่นจอดเรือ?

11 กุมภาพันธ์ 2559

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเกิดไม่ได้หากเราให้ความสำคัญกับดอกไม้ในห้องประชุมมากกว่าการดูแลรักษาธรรมชาติที่ต้องรองรับผู้คนมหาศาล

โดย...ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเกิดไม่ได้หากเราให้ความสำคัญกับดอกไม้ในห้องประชุมมากกว่าการดูแลรักษาธรรมชาติที่ต้องรองรับผู้คนมหาศาล ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อประชดประชันหรือต้องการหาความกับใคร แต่บางทีมันก็อดน้อยใจไม่ได้ ระหว่างที่ปัญหาในทะเลมีมากหลาย แล้วทำไมดอกไม้ถึงสำคัญกว่าทุ่นจอดเรือ?

ผมขอเท้าความอีกครั้ง เรื่องเริ่มเมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวฯ รับเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง นี่เป็นการจัดครั้งที่ 3 โดยก่อนหน้านั้นจัดในสมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์และคุณยิ่งลักษณ์ ผลการประชุมสำเร็จลงด้วยดี แต่ที่มีผลต่อเนื่องจนเป็นข่าวดังมากกว่า คืองบประมาณที่ใช้ในการจัดประชุมสูงถึง 1.8 ล้านบาท ทำให้หลายคนสงสัยว่าเราต้องใช้งบสูงระดับนั้นเชียวหรือ

ผมไม่พูดเรื่องงบสูงเกินไปหรือไม่ แต่ผมกำลังจะพูดเรื่องประเทศไทยจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมหรือเปล่า อะไรคือหัวใจที่แท้จริงของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน?

ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ผมลงไปทำงานที่อุทยานหมู่เกาะพีพีอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่ผมพบคือเรามีงบประมาณ “ไม่เพียงพอ” ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว และดูแลเรื่องภาพลักษณ์ อันเป็นสิ่งสำคัญสุดของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

“ไม่เพียงพอ” ในที่นี้คือไม่พอจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องป้ายประกาศ คู่มือสำหรับไกด์ ทุ่นจอดเรือ ทุ่นบอกเขต ฯลฯ ที่หลายฝ่ายต้องขายเสื้อ ขายโปสต์การ์ด ขายนี่นั่นเพื่อช่วยหาเงินไปสนับสนุน เนื่องจากไม่สามารถทนรอคอยโครงการต่างๆ ที่ส่งขึ้นไปแล้วยังไม่ได้รับอนุมัติสักที รวมทั้งไม่สามารถรอคอยการสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเกิดไม่ได้หากเราให้ความสำคัญกับดอกไม้ในห้องประชุมมากกว่าทุ่นจอดเรือ?

 

ขอยก 3 ตัวอย่างให้คุณเห็นภาพ 1.เมื่อเกิดเหตุนักดำน้ำโดนเรือชนที่อ่าวมาหยา เจ้าหน้าที่อุทยานไม่มีเรือรีบไปช่วย เพราะทั้งอุทยานมีเรือตรวจการณ์เพียง 1 ลำ และติดภารกิจอื่น (ความปลอดภัย)

2.ทะเลแหวกอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีน มีเรือมาจอดเรียงรายเกะกะบนนั้นไม่รู้กี่ปี เมื่อเราขอให้เรือออกไป เราต้องวางทุ่นบอกเขตและทุ่นสำหรับให้เรือไปจอด แต่กว่าจะได้มาแทบเลือดตากระเด็น ถึงตอนนี้ก็ยังได้เพียงบางส่วน (ภาพลักษณ์)

3.เรือนับร้อยทิ้งสมอลงปะการังทุกวัน แม้แต่ในแนวปะการังแห่งสุดท้ายของเกาะพีพี ด้วยเหตุที่เราไม่มีทุ่นจอดเรือและทุ่นบอกเขต ทั้งที่อุทยานเสนอให้เป็นเขตสงวนแล้ว (ทรัพยากร)

ความจริงผมมีอีกหลายตัวอย่าง เพียงแต่ 3 ตัวอย่างครอบคลุมแล้ว คราวนี้ผมจะแจงงบให้ดูว่า 1.8 ล้านทำอะไรได้บ้าง

เงินล้านแปดสามารถซื้อเรือยางได้ 2 ลำ พร้อมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ช่วยเจ้าหน้าที่แก้ปัญหาในกรณีฉุกเฉินและออกตรวจการณ์สร้างความอุ่นใจให้นักท่องเที่ยว

เงินล้านแปดสามารถซื้อทุ่นบอกเขตยาว 1,000 เมตร พร้อมทุ่นจอดเรืออีกไม่ต่ำกว่า 60 ลูก แก้ปัญหาที่ทะเลแหวกได้เบ็ดเสร็จ

เงินล้านแปดสามารถทำทุ่นจอดเรือได้เกือบ 200 ลูก แต่ละลูกช่วยชีวิตปะการังได้อย่างน้อยวันละ 4-5 ก้อน จากการทิ้งสมอ หมายถึงเราช่วยปะการังได้วันละนับพันก้อน

เงินล้านแปดสามารถใช้ในการตกแต่งสถานที่ อาหารว่าง และจัดดอกไม้ในที่ประชุมนาน 4 ชั่วโมง

หากเรามีเงินใช้อย่างเหมาะสม มันไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่เรามีเงินล้านแปดสำหรับการประชุม แต่ไม่มีเงินจำนวนนั้นสำหรับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ขณะที่เราโปรโมทจนมีนักท่องเที่ยวอีกมหาศาลที่จะเข้ามาเที่ยวในปีนี้และถัดไป

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเกิดไม่ได้หากเราให้ความสำคัญกับดอกไม้ในห้องประชุมมากกว่าทุ่นจอดเรือ?

 

หากเปรียบเมืองไทยเป็นบริษัท เราเห็นช่องทางในการค้า เราทุ่มงบโปรโมททำตลาดมหาศาล เราโฆษณาว่าจะออกผลิตภัณฑ์อย่างดีจับตลาดกลุ่มบน แต่เรากลับละเลยฝ่ายผลิต เครื่องจักรเก่าโทรมของบซ่อมก็ไม่มี คนงานก็มีเพียงไม่กี่ราย ยี่สิบสามสิบปีแล้วไม่เคยเพิ่มอัตราเพิ่มประสิทธิภาพ คำถามคือบริษัทเช่นนี้จะบรรลุเป้าหมายไหม?

สุดท้ายเมื่อมีโครงการขึ้นมา หนึ่งคือของบซ่อมแซมเครื่องจักรที่ปุปะเต็มทน อีกหนึ่งคือของบเพื่อจัดประชุมผู้บริหาร เราเทงบไปที่ประชุม เราแช่เรื่องขอซ่อมเครื่องจักรไว้ 3-4 เดือน ก็ยังไม่มีแววว่าจะได้

คำถามเดิม บริษัทเช่นนี้จะบรรลุเป้าหมายไหม?

แน่นอนว่าการบริหารประเทศยากเย็นกว่าบริษัท หน่วยงานของราชการมีมหาศาล แม้ผู้บริหารจะมีแนวคิดและวิสัยทัศน์ แต่ผลสุดท้ายกลับไม่เกิด เครื่องจักรก็เก่า คนงานก็ซังกะตายอยู่ไปวันๆ สั่งอะไรมาก็อิดโรยไม่อยากทำงาน เพราะมันไม่มีใจเสียแล้ว

ผมยังเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ เราหวังปฏิรูปประเทศ เราต้องการพลิกผันหลายอย่างที่มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ให้เป็นระบบเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นให้ได้ แน่นอนว่ามันยากและเราต้องช่วยกันต่อไป แต่บางอย่างมันเจอแล้วหมดแรงหมดใจ เรากำลังช่วยกันจริงหรือ?

ก็คงได้แค่ฝากไว้ ขอแค่ให้ความสำคัญกับดอกไม้ในห้องประชุมให้น้อยลง ให้ความสำคัญกับเรื่องจริงในทะเลให้มากขึ้น และการให้ความสำคัญมันคงไม่ใช่เป็นการประชุมเพิ่มขึ้นอีกหลายหน ไม่สำคัญว่าเกิดมาตรการหรือการสั่งการใดๆ ในห้องประชุม

ผลลัพธ์ทั้งหมดนั้น ตัดสินกันในทะเลครับ!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท