
วันพิพากษาลูกหนังไทย สมยศ vs ชาญวิทย์
โดย...ราชันเบอร์23
โดย...ราชันเบอร์23
เดินหน้าเลือกตั้งประมุขสูงสุดฟุตบอลไทย หลังจากศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคุ้มครองการเลือกตั้งชั่วคราว ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ หมายความว่า คณะกรรมการกลาง สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ (FAT NC) ที่มี “เสธ.โต” พล.ร.อ.สราวุฒิ มหารมณ์ เป็นประธานคณะกรรมการกลาง จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามที่ฟีฟ่ากำหนดได้
หลังจากก่อนหน้านี้ “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ยื่นฟ้องการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คณะกรรมการกลาง สมาคมฟุตบอลฯ และสมาคม
ฟุตบอลฯ หลังมองว่าทั้ง 3 จำเลยมีการทำผิดกฎข้อบังคับที่ให้ผู้สมัครนายกสมาคมสองรายอย่าง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไปลงสมัครที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเพียงสถานที่เดียว
นอกจากนี้ ยังมี พ.ต.ท.ชัยทรัพย์ ธรัช ฤทธิ์เต็ม อีกหนึ่งผู้สมัครที่ยื่นฟ้องในคดีเดียวกัน และ พล.อ.จีรศักดิ์ บุตรเนียร ในนามประธานสโมสรมุกดาหาร ลำโขง ยื่นฟ้องร้องเรื่องสิทธิตัวแทน 30 เสียง โดยทั้ง 3 คดี มีการขอให้คุ้มครองการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายศาลปกครองไม่รับคำร้องดังกล่าว
“เป็นการวินิจฉัยของศาล ผมยอมรับได้ เพราะผมคิดว่าคู่กรณีอย่าง FAT NC เป็นองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้งจากฟีฟ่า อำนาจของศาลไม่น่าจะลงไปถึง และก็เป็นอย่างที่ผมคาดเดา” บิ๊กหอย กล่าวหลังจากทราบคำสั่งศาล
แม้จะมีผู้สมัครลงรับเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ถึง 6 ราย ประกอบด้วย เบอร์ 1 ธวัชชัย สัจจกุล เบอร์ 2 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เบอร์ 3 พินิจ สะสินิน เบอร์ 4 ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน เบอร์ 5 ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และเบอร์ 6 พ.ต.ท.ชัยทรัพย์ ธรัช ฤทธิ์เต็ม
ส่องกล้องมองเกมแล้ว การเลือกตั้งวันนี้มีตัวเต็งเพียง 2 รายเท่านั้น ที่จะนั่งแท่นประมุขลูกหนัง เต็งหนึ่ง พล.ต.อ.สมยศ ที่ผลโพลสำรวจคนกรุงเทพฯ จำนวน 1,112 คน และมีแฟนบอลถึง 42.6% อยากได้ “บิ๊กอ๊อด” เป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนใหม่มากที่สุด
รองลงมาคือ ดร.ชาญวิทย์ (28.2%) และอันดับ 3 ธวัชชัย (23.8%) และยิ่งเพิ่มน้ำหนักสอดคล้องกับผลสำรวจ เมื่อผลการเลือกตัวแทน 30 เสียง จากลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เป็นฝั่ง พล.ต.อ.สมยศ ล้วนๆ ที่กุมฐานเสียงในระดับจังหวัด
หากเป็นเช่นผลสำรวจเท่ากับว่า อดีต ผบ.ตร.จะนั่งแท่นนายกสมาคมฟุตบอลฯ ป้ายแดง โดยชูนโยบาย แฟร์ (FAIR) เป็นตัวชูโรง ในแง่การบริหารงานที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม แฟร์ทั้งเรื่องเงินทองและสิทธิประโยชน์ โดยจะให้ตัวแทนจากทั้ง 18 สโมสร เข้ามาร่วมบริหารงานในบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก และต้องมีการปฏิรูปวงการผู้ตัดสิน การเข้ามาทำหน้าที่ครั้งนี้จะต้องนำสิ่งดีๆ มาให้วงการฟุตบอลไทย คำว่าผลประโยชน์ หรือบารมีที่เกือหนุนผลประโยชน์ต่อกันจะต้องหมดไป ทุกอย่างต้องแฟร์
แต่ถ้าสโมสรสมาชิกเทคะแนนไปฝั่ง “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ที่ใช้ยุทธศาสตร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือการทำประชารัฐ เพื่อให้เกิดความปรองดอง
ไม่ว่า 72 สโมสรสมาชิกจะเลือกใครมานั่งกุมบังเหียนฟุตบอลไทย ถือเป็นมิติใหม่ของวงการ เพราะจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน







