
จีเอ็มโอ นวัตกรรมแห่งความกังขา
รายงานกว่า 40 หน้า ซึ่งเอ่ยถึงผลกระทบจากพืชจีเอ็มโอของกรีนพีซ
โดย...โยธิน อยู่จงดี
รายงานกว่า 40 หน้า ซึ่งเอ่ยถึงผลกระทบจากพืชจีเอ็มโอของกรีนพีซ นับตั้งแต่ถั่วเหลืองจีเอ็มโอต้นแรกของโลกเติบโตในแปลงเปิดของเกษตรกรชาวอเมริกันเมื่อปี 2539 ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทในเวลานั้นต่างยกย่องว่า สิ่งนี้คือทางออกของผลผลิตอาหารแห่งโลกอนาคตและคาดการณ์ว่ากระแสการต
่อต้านพืชจีเอ็มโอจะสร่างซาและค่อยๆ ได้การยอมรับมากขึ้นในอนาคต
ทว่า 20 ปีถัดมา ในรายงานของกรีนพีซแสดงให้เราเห็นว่า ทั่วโลกต่างพร้อมใจกันต่อต้านอาหารจีเอ็มโอ ด้วยเหตุผลหลากหลายมิติที่เราควรรับฟัง
จีเอ็มโอคืออะไร
ก่อนจะไปดูรายงานกรีนพีซ เรามาย้อนหลังทำความเข้าใจเกี่ยวกับจีเอ็มโออีกสักนิด จีเอ็มโอ (GMO : Genetically Modified Organism) หรือสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เป็นกระบวนการดัดแปลงสิ่งมีชีวิตต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีของพันธุวิศวกรรม สามารถดัดแปลงพืชและสิ่งมีชีวิตเช่นสัตว์ต่างๆ ให้มีความสามารถพิเศษที่ผิดไปจากธรรมชาติเดิม
เทคโนโลยีจีเอ็มโอถูกนำเข้ามาในประเทศไทยราวปี 2538 และที่ทำให้เรารู้จักพืชจีเอ็มโอมากที่สุดก็คือการปนเปื้อนพืชจีเอ็มโอในมะละกอในปี 2540 ครานั้นส่งผลกระทบให้มะละกอของประเทศไทยถูกแบนจากกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นในทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งการใช้เป็นส่วนผสมในโยเกิร์ตรสผลไม้รวม ซึ่งจุดกระแสการต่อต้านอาหารจีเอ็มโอนับแต่นั้นมา
มายาคติจีเอ็มโอ
วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่า ใน 20 ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอได้สร้างมายาคติจีเอ็มโออันเป็นเท็จไว้หลายประการ
“สิ่งที่เราอยากจะบอกกับทุกคนก็คือ คำกล่าวอ้างถึงเรื่องความสามารถของพืชจีเอ็มโอว่าสามารถเพิ่มผลผลิต ทนแล้ง ทนดินเค็ม ทนทุกสภาพอากาศ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศได้ดี และมีนักวิชาการออกมาสนับสนุนข้อมูลต่างๆ มากมาย แต่ข้อมูลความจริงอีกด้านจากการเก็บข้อมูลของเราก็คือ พืชจีเอ็มโอเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าปกตินั้น ความจริงแล้วเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถก็สามารถพัฒนาสายพันธุ์เพิ่มผลผลิตได้ด้วยตัวเอง
อีกทั้งเมื่อเทียบกับพื้นที่การปลูกทั่วโลกแล้วมีแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั่วโลก อีกทั้งคุณสมบัติของพืชจีเอ็มโอโดยมากออกแบบมาเพื่อทนทานต่อยาฆ่าแมลงและแมลงต่างๆ มากกว่าจะเพิ่มผลิตทางการเกษตร
กว่าร้อยละ 90 ของพืชจีเอ็มโอในสหรัฐ เป็นพืชที่ตัดต่อยีนต้านทานยาปราบวัชพืช ทำให้การปลูกพืชจีเอ็มโอต้องมีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชไกลโฟเสทจากบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพืชจีเอ็มโอเดียวกันเพิ่มขึ้น แต่กลับพบวัชพืชดื้อยาจาก 5 ชนิดเป็น 14 ชนิดหลังมีการใช้สารกำจัดวัชพืชเหล่านี้ และสารไกลโฟเสทนี้เป็นสารก่อมะเร็งที่หลายประเทศเริ่มแบนการใช้สารนี้แล้ว อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์กว่า 300 คน ร่วมลงนามว่าพืชจีเอ็มโอยังไม่มีความแน่นอนเรื่องความปลอดภัยที่จะทำมาใช้กับมนุษย์ เมื่อไม่มีความไม่แน่นอน ก็อย่าเพิ่งเอามาใช้จะดีกว่า”
พืชจีเอ็มโอในไทย
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี เสริมต่อประเด็นพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทยพบพืชจีเอ็มโอปลูกในแปลงแน่นอนแล้วแล้ว 4 ชนิด
1.มะละกอจีเอ็มโอ พบในพื้นที่การปลูกบริเวณกรุงเทพฯ ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่พื้นที่ทั้งประเทศคาดการณ์ว่ามีไม่ตำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นผลจากการหลุดลอดออกมาจากแปลงทดลองเมื่อปี 2540
2.ฝ้ายจีเอ็มโอ มีแพร่กระจายถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด แต่ฝ้ายนั้นไม่น่าห่วงเพราะฝ้ายจีเอ็มโออ่อนแอต่อแมลง เกษตรกรเองก็ไม่นิยมปลูกฝ้ายเหมือนพืชชนิดอื่นๆ ที่สำคัญคือฝ้ายถูกนำมาผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่ม จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์มากนัก
3.ข้าวโพดจีเอ็มโอ ตรวจเจอข้าวโพดจีเอ็มโอเป็นระยะๆ โดยพบในสัดส่วนประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อการตรวจ 1 ครั้ง และพบมากสุดใน จ.พิษณุโลก บริเวณรอบโรงงานบริษัทแห่งหนึ่ง
4.ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ประเทศไทยไม่เคยมีการอนุญาตให้มีการทดลองปลูกถั่วเหลืองจีเอ็มโอเลย แต่เมื่อ 4 ปีก่อนเราพบ 2-3 ตัวอย่างทางภาคเหนือ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามาจากการนำเข้าและมีบางส่วนนำไปปลูก
“ผมคิดว่าทางออกสำหรับมาตรการป้องกันผลกระทบของพืชจีเอ็มโอต่อผู้บริโภค ที่ได้ผลที่สุดนั้นเราจะต้องประกาศห้ามการนำเข้าและปลูกพืชจีเอ็มโออย่างชัดเจน เหมือนเช่นประเทศในทวีปยุโรปจึงจะได้ผลดีที่สุด เพราะในต่างประเทศความล้มเหลวของจีเอ็มโอ คือ ปลูกแล้วไม่ได้ผลจริงดังคำที่ตั้งความหวัง ที่จะเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าก็ไม่จริง แถมยังมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่ามีความปลอดภัยต่อมนุษย์ ในประเทศไทยความล้มเหลวเดียวของจีเอ็มโอก็คือการที่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถควบคุมพืชจีเอ็มโอทดลองจนมีการแพร่กระจายปนเปื้อนออกมาในปัจจุบัน”
เกษตรกรกับจีเอ็มโอ
โจน จันได ศูนย์พันพรรณ เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต เล่าว่า ผลกระทบของจีเอ็มโอในมุมของเกษตรกรอย่างเขานั้นมีเยอะมาก “ครั้งหนึ่งผมเดินทางไปรัฐไอโอวา สหรัฐ มีโอกาสไปดูแปลงปลูกจีเอ็มโอของเกษตรกรที่นั้น จึงทราบว่าแทบจะ 99 เปอร์เซ็นต์ ของเกษตรกรที่ปลูกข้าวเป็นข้าวโพดจีเอ็มโอทั้งหมด ผมถามเขาว่าทำไมไม่ปลูกพืชชนิดอื่นบ้างเขาบอกว่าไม่มีทางเลือก และถ้าไม่ปลูกข้าวโพดจีเอ็มโอพวกเขาก็จะโดนฟ้อง
“ผมถามต่อว่าเราเชื่อกันว่าเกษตรกรชาวอเมริกันนั้นร่ำรวย ถามว่ารวยขนาดไหน เขาบอกว่ามีพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ มีไซโลและเครื่องเก็บเกี่ยวขนาดใหญ่ แต่ว่าพวกเขาก็มีหนี้สินที่ต้องชดใช้ไม่หมดเช่นกัน เมื่อถามว่าราคาพืชจีเอ็มโอดีกว่าพืชธรรมดาไหม เขาบอกว่าราคาก็เหมือนๆ กันหมด จีเอ็มโอมีต้นทุนสูงแต่พวกเขาอยู่ได้เพราะมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลถ้าไม่มีเงินอุดหนุนพวกเขาอยู่ไม่ได้ อเมริกาเป็นประเทศที่ลงทุนด้านเกษตรกรรมสูงสุด แต่ขายผลผลิตถูกที่สุดในโลกใบนี้ คำถามคือการเกษตรแบบนี้อยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ถ้าวันหนึ่งไม่มีเงินจากรัฐบาลมาอุดหนุนพวกเขาจะอยู่ได้อย่างไร
การบอกว่าจีเอ็มโอให้ผลผลิตสูงแล้วเกษตรกรจะรวย แต่ในความจริงแล้วเกษตรกรจะรู้ดีว่าอะไรที่ให้ผลผลิตสูงจะมีต้นทุนที่สูงตาม แต่ก่อนเราเลี้ยงไก่บ้านปล่อยกินตามธรรมชาติ 3 เดือน ไก่หนึ่งตัวได้น้ำหนัก 1 กก. แต่วันหนึ่งเกษตรอำเภอเอาไก่ฟาร์มมาให้เลี้ยง ทำคอกให้อยู่อย่างดีกว่าไก่บ้าน เลี้ยงอาหาร 3 มื้อ ผ่านไปหนึ่งเดือนน้ำหนักยังไม่ถึงครึ่งกิโล แต่ถ้าเอาอาหารกระสอบจากบริษัทเลี้ยงไก่ 28 วัน น้ำหนักไก่ได้ 8 ขีด ส่วนมากไก่ที่เรากินทุกวันนี้คือไก่ที่มีอายุเพียง 28 วัน ถ้าโชคดีหน่อยอาจจะได้กินไก่อายุ 40 วัน ไก่พวกนี้โตเร็วมาก
ไม่ใช่เฉพาะสัตว์จีเอ็มโอเท่านั้นที่กินมาก พืชจีเอ็มโอถ้าอาหารไม่ถึงก็ไม่โตเช่นกัน ดังนั้น พืชจีเอ็มโอให้ผลผลิตสูงก็จริง แต่ก็มีต้นทุนสูงมากเช่นกัน และมีเกษตรกรต้องฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถรับภาระต้นทุนและหนี้สิน ผู้บริโภคเองก็ถูกจำกัดความหลากหลายทางอาหาร ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบมหาศาลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเรา เพราะการคุกคามของอาหารจีเอ็มโอที่คืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ”







