
Open Sesame!
ในปีที่ผ่านมาคงหาคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อของ แจ็ค หม่า ผ่านหูนั้นยากมาก นอกเสียจากว่าบ้านไม่มีจอโทรภาพ หมู่บ้านไฟฟ้ายังไม่เข้า
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี
ในปีที่ผ่านมาคงหาคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อของ แจ็ค หม่า ผ่านหูนั้นยากมาก นอกเสียจากว่าบ้านไม่มีจอโทรภาพ หมู่บ้านไฟฟ้ายังไม่เข้า ไม่มีสัญญาณสามจีอินเทอร์เน็ตบนมือถือ หรือไม่เคยอ่านข่าวสารความเป็นไปของโลกใบนี้เลยสักนิด เพราะชายชาวจีนแผ่นดินใหญ่คนนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 22 ของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในปี 2015 (ในลิสต์นี้มีชื่อที่คุ้นหูกันดีอย่าง วลาดิมีร์ ปูติน, อังเกลา แมร์เกิล, บารัก โอบามา, พระสันตะปาปาฟรานซิส, สีจิ้นผิง, บิล เกตส์, แลร์รี เพจ, มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก…) ก็คงไม่แปลกใจถ้าบอกว่าธุรกิจมูลค่ากว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท สูงกว่าตัวเลข GDP ของประเทศไทยในปีที่ดีที่สุด 2013 เกือบ 500 เท่า) ทำให้ชายคนนี้ร่ำรวยเป็นอันดับ 33 ของโลกนั้นเป็นที่จับตามองของใครหลายคน ไม่เว้นแม้แต่ทนายความแถวหน้าที่ทำเรื่องฟ้องร้องเขาข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้า และขายสินค้าลอกเลียนแบบอยู่แทบตลอดเวลา
ชาวเอเชียโดยเฉพาะคนไทยเราคุ้นเคยกับสินค้ามิลเลอร์เกรดห้าเอพรีเมียมเป็นอย่างดี มันมีกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และทุกคนก็รู้ดีเหมือนกันว่าต้นน้ำแหล่งผลิตของสินค้าเหล่านี้ก็สถิตในแผ่นดินมังกร ในสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้ครองโลกและการซื้อขายสินค้ายัง “Limited” อยู่ในวงแคบๆ เมื่อโรงงานผลิตสินค้าแบรนด์เนมปลอมออกมานำส่งไปขายบริเวณชายแดนที่กฎหมายข้อบังคับคลุมเครือเป็นสีเทา มีการยัดจ่ายใต้โต๊ะติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้ปิดตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บ้างไม่มากก็น้อย
สินค้าเหล่านี้ก็ผ่านต่อไปยังลูกค้าที่ชื่นชอบของเลียนแบบคุณภาพใช้ได้กันอยู่ตลอด แต่วันหนึ่งชายที่ชื่อ แจ็ค หม่า ก็เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของการซื้อขาย “ของเลียนแบบ” ไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาก่อตั้งเว็บไซต์ทำธุรกิจแบบ Business-to-Business เพื่อให้บริษัทในประเทศอเมริกาและที่อื่นๆ ในโลกติดต่อซื้อของจากซัพพลายเออร์ในประเทศจีนโดยตรงชื่อว่า Alibaba ในปี 1999 และหลังจากนั้นเมื่อเศรษฐกิจของจีนขยายตัวใหญ่ขึ้นเขาก็เปิดตัว Taobao (อ่านว่า “เถาเป่า” แปลว่า “หาสมบัติ” ในภาษาจีน) ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ (คล้าย Ebay แต่มีมูลค่าสูงกว่าเกือบห้าเท่าในปีที่ผ่านมา) และช่องทางนี้เองที่ร้านค้าปลีกเริ่มนำสินค้าแบรนด์เนมเกรดห้าเอมาปล่อยขายให้แก่ลูกค้า “ทั่วโลก” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บางพื้นที่บางส่วนที่กฎหมายไม่รุนแรงตะเข็บชายแดนเพียงเท่านั้น
ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัทแบรนด์ดังผมคงเกลียดชัง แจ็ค หม่า เข้าไส้ แม้ว่าเขาไม่ได้เป็นพ่อค้าขายของปลอมบนเว็บไซต์ Taobao แต่เขาเป็นผู้ริเริ่มเปิดตลาดซื้อขายออนไลน์มูลค่าหลายแสนล้านแห่งนี้ขึ้น แม้ทุกอย่างที่ถูกวางขายไม่ได้เป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ แต่บริษัทชั้นนำทั้งหลายก็เชื่อเหลือเกินว่ากว่า 80% ของสินค้าติดตรายี่ห้อของตนนั้นถูกปลอมแปลงอย่างโจ่งแจ้ง และวางขายอย่างจงใจ การขาดดุลทางการค้าในแต่ละปีนั้นเป็นเม็ดเงินมหาศาลหลายแสนล้าน แต่ว่ากันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อมี Demand ก็ต้องมี Supply ตลาดขายของเหล่านี้เคยมีอยู่แล้ว แค่เข้าถึงได้ยาก แต่ในการพัฒนาของเทคโนโลยีแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน แม้ Jack Ma ไม่สร้างตลาดนี้ขึ้นมา ก็ต้องมี Jack Ma อีกคนที่สร้างมันขึ้นมาอยู่ดี ผมไม่ได้บอกว่ามัน “โอเค” หรือ “ถูกต้อง” ในการซื้อขายสินค้าเหล่านี้ (เพราะเบื้องหลังการทำสินค้าปลอมแปลงนั้นโหดร้ายและทารุณอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้แรงงานเด็กแบบผิดกฎหมาย) แค่อยากให้ผู้อ่านเข้าใจว่า Jack Ma เป็นเพียงเป้าหมายที่ใหญ่และง่ายต่อการจู่โจมเพียงเท่านั้น
ลองมองพลิกกลับกันมาอีกด้านหนึ่ง ในส่วนของพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของเหล่านี้ มีแม่ค้าคนหนึ่งบอกว่าเธอได้รับสินค้ามาจากโรงงานเดียวกันกับ เฟนดิ, ปราด้า, และบาเลนเซียกา แต่เป็นสินค้าที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ (QA) ของบริษัท จึงถูกนำมาขายทางด้านหลังโรงงานในราคาที่ถูกแสนถูก เธอไปรับมาแล้วก็นำมาขายบน Taobao อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ถึงขั้นลาออกจากงานประจำเพื่อมาขายของปลอมแบบฟูลไทม์ ร้านของเธอถูกปิดลงเพราะขายของที่ผิดกฎของเว็บไซต์ แต่ไม่นานนักเธอก็เปิดร้านใหม่ขึ้นมาแทนที่ของเดิมอย่างรวดเร็ว มีพ่อค้าอีกคนหนึ่งที่บอกว่าเขาเองก็รับของที่ออกแบบ “คล้าย” กับสินค้าแบรนด์ราคาแพง แต่ไม่ได้เป็นของผิดกฎหมายแต่อย่างใด บ่อยครั้งที่เขาเองก็ถูกเพ่งเล็งจากบริษัทต่างๆ และได้รับอีเมลจาก Taobao เพื่อให้แก้ไขรายละเอียดของสินค้าเป็นประจำ ร้านของเขาเองก็ขายดีพอสมควร แม้ไม่ได้ร่ำรวยจนเหลือกินเหลือใช้ แต่สำหรับเขาแค่ครอบครัวมีอาหารกินครบสามมื้อก็เพียงพอมากแล้ว
ในมุมมองของธุรกิจ ผู้ที่เสียประโยชน์คือเจ้าของสินค้าลิขสิทธิ์ที่ถูกลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ไปขายอย่างหน้าตาเฉย ผู้ที่ได้ประโยชน์คือร้านค้าปลีกต่างๆ ที่ขายสินค้าแบรนด์หรูด้วยราคาเพียงเศษเสี้ยวของสินค้าจริง ก็ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมหลายบริษัทอย่าง กุชชี, นิวบาลานซ์, อเมริกัน แอพพาเรล, เฟนดิ, ปราด้า, หลุยส์ วิตตอง, บาเลนเซียกา และอีกมากมายคอยบีบให้ แจ็ค หม่า ออกมารับผิดชอบในความหละหลวมของบริษัท ปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในประเทศจีนนำสินค้าปลอมเหล่านี้มาวางขายอย่างโจ่งแจ้ง แม้ว่า แจ็ค หม่า นั้นให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่าทางบริษัทได้มีกฎหมายบังคับห้ามขายสินค้าปลอมแปลงอย่างเด็ดขาด สินค้าบางอย่างก็ถูกดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ อย่างกระเป๋าที่ปั๊มตรา Gucci ก็เปลี่ยนตัว “G” เป็น “D” แทน แถมจำนวนผู้ขายที่มาก เมื่อร้านหนึ่งถูกสั่งปิด อีกร้านหนึ่งก็เปิดขึ้นมาใหม่แทนที่แทบทันที
บริษัทหรูอาจเรียก แจ็ค หม่า ว่า “โจรฉวยโอกาส” แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าเขาถูกเรียกว่า “ผู้ช่วยให้รอด” เขาเป็นคนกลางที่ต้องคอยไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายนั้นประนีประนอมกัน เขาออกกฎหมายปราบปรามและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับบริษัทชั้นนำทุกครั้งที่มีปัญหา ถึงขั้นสร้าง War Room ขึ้นมาเพื่อตรวจจับร้านค้าที่ขายของผิดกฎหมายโดยเฉพาะ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้บีบพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นจนเกินไปจนไม่ได้หายใจหายคอค้าขายไม่ได้ ไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในการเปิดร้านใหม่เมื่อร้านเก่าถูกปิดลงเพราะทำผิดกฎ ผมเองไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วในใจเขาเองนั้นคิดยังไงกับเรื่องนี้ หรือแท้จริงแล้วเขาอาจจะไม่ใช่ทั้งโจรหรือคนดีที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นเลยทั้งนั้น บางทีเขาเป็นเพียงนักธุรกิจหัวใสที่มือซ้ายนับเงินส่วนมือขวาปิดตา เป็นผู้ชายที่ร่ำรวยมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงเท่านั้น
ถ้าใครเคยได้ยินนิทานเรื่อง อาลีบาบา แล้วละก็ ตัวเอกนั้นต้องต่อกรกับปัญหาต่างๆ มากมาย คอยต่อสู้กับโจร 40 คน และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือน้องชายผู้โลภมากอีกด้วย แต่ตอนสุดท้ายของเรื่อง ชายคนเดียวที่รู้คาถาในการเปิดประตูถ้ำที่เต็มไปด้วยทองคำคืออาลีบาบาเพียงเท่านั้น
แจ็ค หม่า คงร่ายคาถาเมื่อสร้างเว็บไซต์ Alibaba ในปี 1999 ว่า “Open Sesame!”







