อัศวิน พาณิชย์พงศ์พัฒน์ ทำธุรกิจอะไรต้องรู้ลึกรู้จริง
จากผู้ชายที่ชอบรถสปอร์ตโดยเฉพาะ ฟอร์ด มัสแตง ซึ่งเป็นที่หลงใหลของ “โจ้-อัศวิน พาณิชย์พงศ์พัฒน์” เจ้าของเต็นท์รถมือสอง
โดย...วรธาร ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์
จากผู้ชายที่ชอบรถสปอร์ตโดยเฉพาะ ฟอร์ด มัสแตง ซึ่งเป็นที่หลงใหลของ “โจ้-อัศวิน พาณิชย์พงศ์พัฒน์” เจ้าของเต็นท์รถมือสอง ไมดาส ออโต้ ที่เกษตร-นวมินทร์ และหุ้นส่วนร้านเป่าซิงสุกี้ ย่านสาธุประดิษฐ์ ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของรถคันงามยี่ห้อนี้สักคันในชีวิต ทว่า ณ ตอนนี้ไม่มี คงได้แต่สะสมโมเดลรถมัสแตงในดวงใจไปพลางๆ เป็นความสุขที่หาได้ง่ายที่สุดจากรถ
แม้ธุรกิจร้านเป่าซิงสุกี้จะไปได้สวย ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในย่านสาธุประดิษฐ์ ถนนจันทน์ พระราม 3 ขณะเดียวกันโจ้ก็มีแผนขยายสาขาร้านเพิ่มในปีนี้ในอนาคตอันใกล้ด้วย ทว่าด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ ชอบความท้าทาย อยากลองธุรกิจใหม่ๆ เผื่อเวิร์ก จึงทำธุรกิจรถมือสองช่วงรัฐบาลที่แล้ว เริ่มจากขายรถที่ตัวเองใช้อยู่เพื่อเป็นทุนซื้อรถมือสองมาขาย
“จุดเริ่มของการทำรถมือสองมาจากเพื่อนสมัยที่เคยเรียนอัสสัมชัญด้วยกัน ซึ่งทำงานอยู่โชว์รูม BMW ชวนทำรถมือสองเพราะเขารู้ว่าผมชอบรถ และด้วยความที่ชอบรถอยู่แล้วจึงลองทำดู พอมีลูกค้าเอารถมาเทิร์นที่โชว์รูมเพื่อนก็จะให้ผมเข้าไปดู แต่ตอนแรกดูรถยังไม่เป็น เพื่อนก็ดูไม่เป็น เพื่อนก็พยายามสกรีนจากลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่มาให้ก่อน ซึ่งก็จะเป็นรถที่ค่อนข้างโอเค”
อัศวิน เล่าว่า การทำธุรกิจช่วงแรกๆ เป็นช่วงเวลาของการลองของจริงๆ เพราะไม่มีความพร้อมในหลายๆ อย่าง ทั้งเงินทุนในการซื้อรถ ที่สำคัญคือ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถเลย ประกอบกับช่วงนั้นรัฐบาล (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ออกรถคันแรก ซึ่งถือเป็นช่วงวิกฤตของคนทำธุรกิจรถมือสองอย่างมาก
“ช่วงนั้นเจ้าของเต็นท์รถมือสองแต่ละคนเจ็บระนาว หลายเต็นท์ต้องปิดตัวลงเพราะเจอรถมือหนึ่งภายใต้รถคันแรกของรัฐบาลถล่ม ไม่มีใครมาซื้อรถมือสอง เพราะหันไปซื้อรถใหม่กันหมด ซึ่งใครจะไม่ซื้อ เพราะได้ทั้งรถใหม่ แถมได้เงินคืนมาตั้งแสนบาท สำหรับผมที่ตัดสินใจทำก็มีคนทักท้วงเหมือนกันว่า ทำไมต้องทำรถมือสอง ทั้งที่คนอื่นๆ ก็ขายไม่ได้ แต่ผมกลับมองว่าธุรกิจนี้กำลังซื้อยังพอมี มันขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และเทคนิคการขายด้วย อีกอย่างตอนแรกๆ ไม่มีทุนก็ใช้วิธีซื้อมาใช้แล้วขายไปด้วย”
รถมือสองคันแรกที่เขาซื้อมาเป็นเบนซ์ E200 ตรากลม โดยเงินที่ซื้อก็มาจากการขายรถที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทว่าพอซื้อมาแล้วขายไม่ออก เนื่องจากไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถที่จะอธิบายให้ลูกค้าฟังทั้งที่มีลูกค้าโทรติดต่อเข้ามา 60-70 สาย ต้องขับอยู่เป็นเดือนจึงขายได้แต่ก็ไม่ใช่ด้วยฝีมือการขายของเขา เป็นการเอาไปฝากที่เต็นท์รถของรุ่นพี่ขายให้
“คันแรกที่ผมซื้อคือ เบนซ์ E200 เป็นรถที่ประมูลได้จากกรมศุลกากร ก็คือว่าคันนี้นำเข้ามาและติดปัญหาเรื่องภาษี กรมศุลฯ จึงยึดแล้วเอามาประมูลขาย ผมประมูลได้ขนส่งก็จดให้เป็นรถถูกกฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่ผมซื้อแล้วขายไม่เป็น เพราะไม่มีความรู้เรื่องรถขับเป็นเดือน จนวันหนึ่งรุ่นพี่คนหนึ่งทำรถมือสองอยู่ บอกให้เอามาฝากที่เต็นท์เขาจะช่วยขายให้และเขาก็ขายได้”
อัศวิน ยอมรับว่า ไม่ว่าจะทำอะไรเขามักจะมองโลกในแง่ดี ทำอะไรต้องสำเร็จ มองทุกอย่างสวยงามไปหมด เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ พอมาทำกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่คิดว่าการขายรถจะยากขนาดนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่ออยากมีธุรกิจ จึงต้องลอง ซึ่งถ้าเปรียบกับภาษิตไทยก็เหมือนลูกวัวที่ไม่กลัวเสือ หลังจากขายคันแรกได้จึงหันมาคิด หากยังทำธุรกิจแบบนี้ต่อไปคงเข้าอีหรอบเดิม จึงไปเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจรถมือสอง
“เริ่มจากรุ่นพี่เห็นว่าตั้งใจเลยให้ไปฝึกที่เต็นท์รถของเขา เรียนรู้จากศูนย์เลย ตั้งแต่วิธีปัดฝุ่นรถ ซึ่งจะใช้ไดรเป่าฝุ่นที่เกาะรถให้ลอยตัวก่อนใช้ไม้ขนไก่ปัดเบาๆ ตาม จะไม่ใช้ไม้ขนไก่ปัดก่อน เพราะถ้าปัดแรงๆ ฝุ่นจะขูดกับแล็กเกอร์ รถจะกลายเป็นขนแมว สีรถไม่เงา จากนั้นเรียนรู้การเก็บหรือชงรถ คือเวลาที่รถเข้ามาต้องดู เช่น ไฟหน้า ไฟที่ใช้มานานจะหมองๆ ก็จะมีวิธีทำให้ไฟใส คือเอากระดาษทรายเบอร์อ่อนๆ ขัดไฟหน้าตรงเนื้อพลาสติก พอขัดเสร็จเอาเครื่องปั่นมาปั่น พลาสติกจะมีความหนาขัดแล้วจะบางลงนิดแล้วพอเคลือบก็จะใสปิ๊ง”
อัศวิน กล่าวว่า เขาเรียนรู้ทุกอย่างทั้งการล้างพรม ทำความสะอาดเบาะ ซ่อมเบาะ ตรวจสอบเกียร์ จนมาถึงการดูรถ ศึกษาเรียนรู้ระบบต่างๆ ของรถ การเชื่อมคานหน้าเวลาชน รวมถึงสีรถ โดยไปขอเรียนรู้กับช่างตามอู่ต่างๆ ซึ่งจากการฝังตัวเรียนรู้ในอู่ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ทำให้รอบรู้เรื่องรถเป็นอย่างดี ซึ่งเขาได้เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่า ตัวรถจะมีสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นโครงรถ และส่วนที่เรียกว่าแชสซี โดยแชสซีถือเป็นตัวที่แข็งแกร่งและสำคัญที่สุดของรถ ถ้าคันไหนแชสซีเบี้ยว ถือว่าใช้ไม่ได้ ซ่อมยังไงก็ไม่เหมือนเดิม
“เวลาดูรถอันดับแรกดูแชสซีก่อน ถ้าแชสซีบี้หรือเบี้ยวใช้ไม่ได้ ถึงจะใช้เครื่องดึงตัวถังออกมาก็ยังยับ เหมือนกระดาษที่เราขยำแล้วคลี่ออกยังยับอยู่ เวลาผมไปตรวจสอบประเมินรถต้องดูแชสซีว่าเป็นยังไง ส่วนแก้มซ้าย ฝากระโปรง กันชน ประตู ดูไปก็เท่านั้น เพราะรถสมัยนี้ใช้ไฟเบอร์กันหมด ถ้ามีอุบัติเหตุประกันภัยชั้นหนึ่งเปลี่ยนใหม่ให้พร้อม รถชนหรือไม่ชนให้ดูที่แชสซีก่อน ส่วนสีถลอกนิดหน่อยไม่ซีเรียส แต่ถ้ากระเทือนถึงแชสซี ซีเรียสครับ”
อัศวินใช้เวลาเรียนรู้หลายเดือนจนในที่สุดเขาสามารถออกไปตรวจสอบและประเมินรถได้ด้วยตัวเอง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่ขายเบนซ์คันแรกได้และไปฝึกวิทยายุทธ์ในอู่ต่างๆ กลับมาขายกระฉูดกันเลย จนมีเต็นท์รถของตัวเองชื่อ ไมดาส ออโต้ ที่เกษตร-นวมินทร์ ตอม่อ 144 ขณะที่เต็นท์รถมือสองรายอื่นเจอผลกระทบจากโครงการรถคันแรก
“เพราะผมจริงใจและเป็นเจ้าของเต็นท์ที่รู้เรื่องรถเป็นอย่างดี ต่างจากหลายเต็นท์ที่เจ้าของไม่รู้เรื่องรถ แต่ผมรู้ทุกรุ่น รู้ว่าต้องซื้อเท่าไรและต้องขายได้ราคาเท่าไหร่ด้วย เพราะผมตรวจสอบ ประเมินรถ ประเมินราคาได้หมด ซื้อเองได้ ต่างจากตอนแรกที่ทำซึ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับรถทั้งการขายรถ ไม่สามารถอธิบายให้ลูกค้าได้ แต่วันนี้ลูกค้าอยากได้รถมือสอง ผมช่วยได้และรับรองว่าจะได้รถที่ดีแน่นอน”
อัศวิน บอกว่า ทุกอาชีพเป็นเหมือนกันหมด คือมีทั้งคนดีและไม่ดี พ่อค้ารถมือสองก็เหมือนกัน มีทั้งขายรถดี ทั้งขายรถไม่ดี เขามายืนอยู่ตรงนี้สามารถเลือกได้ที่จะเป็นพ่อค้ารถมือสองที่ดีหรือไม่ดี ซึ่งถ้าจะเป็นพ่อค้ารถที่ดีก็ต้องมีความรู้ลึกและรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องรถ ตรวจสอบเป็น และประเมินราคาเป็น จึงจะสามารถส่งต่อให้ลูกค้าได้ ซึ่งเขาทำได้และยึดแนวทางนี้
“ลูกค้าที่มาดูรถผมจะประทับใจเวลาที่ผมให้ข้อมูลทุกอย่างชัดเจนในแบบลึกและรู้จริง และนั่นแหละคือความจริงใจของผม จากปากต่อปาก คนรู้จักมากขึ้นรถก็ขายดี ตอนแรกซื้อมาไม่มีเต็นท์ก็จอดที่บ้าน แต่พอขายดีเลยต้องมีโชว์รูมเล็กๆ ที่เกษตร-นวมินทร์ ชื่อไมดาสออโต้ ถ้าอยากมีรถมือสองคุณภาพดีไว้ขับเชิญได้ทุกเมื่อครับ”
ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเรียนรู้เมื่อจะทำธุรกิจอะไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ สำหรับธุรกิจรถมือสองของอัศวินถึงเวลานี้ก็ต้องบอกว่าเวิร์ก ส่วนอนาคตก็ต้องดูกันต่อไป


