
สิริพันธุ์ สารนอก สุขใจ ในวิถีเกษตรอินทรีย์
สาวเข้มคมขำเจ้าสาวหมาดๆ อดีตไกด์นำเที่ยวให้กับทัวร์รัสเซีย ที่ทำงานอย่างทุ่มเทงานหนักเงินดีที่พัทยาอยู่หลายปี
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ : สิริพันธ์ุ สารนอก
สาวเข้มคมขำเจ้าสาวหมาดๆ อดีตไกด์นำเที่ยวให้กับทัวร์รัสเซีย ที่ทำงานอย่างทุ่มเทงานหนักเงินดีที่พัทยาอยู่หลายปี เธอทำงานตามสายที่ได้ร่ำเรียนมา เพราะเธอจบปริญญาตรีทางด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก เคยทำงานโรงแรมที่กรุงเทพฯ อยู่ปีกว่า เกือบจะได้ไปทำงานที่ต่างประทศแต่ผิดแผน เธอก็เลยเปลี่ยนสายงานไปทำทัวร์อยู่หลายปีในยุคที่ทัวร์รัสเซียรุ่งเรือง
อุ๊-สิริพันธุ์ สารนอก สาวกำแพงเพชร อายุ 35 ปี เจ้าของข้าวยี่ห้อ “บ้านข้าวหอมลุงสำลี” เธอย้อนอดีตสมัยเป็นมนุษย์เงินเดือนให้ฟังว่า รายได้ดีตอนทำทัวร์แต่เหนื่อยมากเพราะกินนอนไม่เป็นเวลา ต้องตื่นตีสามตีสี่ นั่งรถจากพัทยาไปกาญจนบุรี ไปอยุธยา ทำมาได้ 8-9 ปี สุขภาพเริ่มทรุดโทรม เหนื่อยเพลียง่าย ภูมิแพ้ถามหา ปวดเมื่อยเนื้อตัว เงินที่ได้มาก็ไปซื้ออาหารเสริม ยาบำรุง รายได้ดีแต่เงินแทบไม่เหลือ แถมได้สุขภาพที่ย่ำแย่กลับมาด้วย เริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิตในเมืองใหญ่สภาพการเป็นมนุษย์เงินเดือน จิตใจก็หงุดหงิดโมโหง่าย อารมณ์เสียกับเรื่องง่ายๆ แล้วก็กิน ดื่ม เที่ยว ใช้ชีวิตโต้รุ่ง กินของไม่มีประโยชน์ ร่างกายย่ำแย่มาก มันไม่ใช่ทางที่มีความสุขสำหรับเธอ จึงเริ่มค้นหาตัวเองว่าอะไรที่เป็นความสุขที่แท้จริง เริ่มไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ เริ่มสนใจชีวิตแนวทางเลือกเพื่อสุขภาพ หันมาให้ความสำคัญเรื่องกาย ใจ แนวเศรษฐกิจพอเพียง
“ตอนนั้นเราก็เริ่มทบทวนถามตัวเองว่า นี่มันใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า มันเริ่มเบื่อกับชีวิต ไม่มีความสุขเลย แล้วพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คิดอยากจะออกจากงานกลับบ้านที่กำแพงเพชรเพราะพ่อแม่ก็ทำนาอยู่แล้ว แต่พ่อแม่กลัวจะเหนื่อยจะลำบาก ท่านบอกการทำนาไม่ง่ายอย่างที่คิด รายได้ก็ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับฟ้า กับฝน กับน้ำ ท่านทำนาแบบใช้ปุ๋ยด้วย ซึ่งเราไม่อยากให้ท่านทำแบบนั้นแล้ว แต่ท่านก็อยากให้ทำงานในห้องแอร์เย็นๆ มากกว่า ตอนนั้นไม่อยากทำงานแล้ว แต่ที่บ้านไม่ยอมให้กลับมาทำนาเพราะบอกว่าเราไม่เคย กลัวจะลำบากไม่พอกิน” เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง
ในเมื่อครอบครัวไม่เห็นด้วยเนื่องจากเห็นว่าเธอไม่มีประสบการณ์ เธอจึงเริ่มทำการบ้านด้วยการหาข้อมูลทางด้านเกษตรอินทรีย์ ไปเข้าคอร์สเรียนการทำสวนแบบเกษตรอินทรีย์ ดูรายการที่เป็นชาวไร่ชาวสวนยุคใหม่ ไปดูแลสุขภาพกับโครงการหมอเขียว ไปอบรมเรื่องการทำนาแบบปลอดสารเคมี ไปอบรมทายาทเกษตร
ปี 2555 เธอก็ใช้เวลาร่ำเรียนหาประสบการณ์อยู่เกือบ 2 ปี ซึ่งในคอร์สที่ไปเรียนนั้นมีให้ทำการบ้านด้วยการลงพื้นที่จริง เธอจึงไปขอที่บ้านทำ “พ่อเขามีที่อยู่ 50 กว่าไร่ ท่านแบ่งให้เราทำ 4 ไร่ เราก็ลองไปทำตามวิธีที่ไปเรียนมา ลางานทัวร์มา 4 เดือน ปรากฏว่าผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ตอนนั้นปี 2557 พอเริ่มดูเข้าที่เข้าทางท่านก็ให้เพิ่มอีก 6 ไร่ มาทำนาสวนผสม มีปลูกผักอะไรเพิ่มเข้าไปด้วย ก็ลองทำ 10 ไร่ พอทำไปชอบมีความสุข ทำอย่างตั้งใจเลย เหนื่อยมากต้องทำเองทุกอย่าง ไม่มีเครื่องมือช่วยทุ่นแรงอะไรเลย พ่อแม่ท่านก็มาช่วยทำด้วย เราทำกันเอง 3 คน ไม่ได้จ้างใคร ทีนี้ก็ติดใจไม่อยากกลับไปทำงานแล้ว ท่านก็ไล่ให้กลับไปทำงาน กลับไปทำได้ 3-4 เดือน ใจมันพะวงห่วงแต่ทางนี้ นึกอยากให้บริษัทเลิกกิจการสักที เพราะตอนนั้นสถานการณ์ทัวร์รัสเซียเริ่มมีปัญหา เราจะได้มีข้ออ้างกลับบ้านเพราะตกงาน ซึ่งมันก็เริ่มแย่จริงๆ เราเลยขอลากลับบ้าน 3 เดือน” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม
เธอเล่าว่า กลับมารอบหลังนี่คิดในใจว่าคงไม่กลับแล้ว จะเอาจริงเอาจังด้านนี้แน่ๆ เลยเปิดใจคุยกับพ่อแม่ว่า เธอเป็นลูกเกษตรกร ถ้าไม่มีใครสานต่อสักคนต่อไปรุ่นลูกหลานใครจะทำนาเป็น เอาที่ให้เขาเช่าก็ไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่ จะขายเดี๋ยวเดียวเงินก็หมด เก็บที่ไว้ดีกว่า พี่ๆ คนอื่นเขารับราชการงานมั่นคงไม่มีใครอยากมาทำ แต่เธออยากทำ สู้อุตส่าห์ไปเรียนมา เธอมีความตั้งใจจริง แล้วช่วงนั้นชาวนามีปัญหาเรื่องจำนำข้าวที่ชาวนาฆ่าตัวตายกัน ที่บ้านก็กระทบไม่ได้เงินเพราะมันไม่ใช่โครงการที่ดีจริงๆ จะไปร่วมขบวนการแบบนั้นทำไม ที่บ้านจึงยอมให้เธอมาทำนาอย่างเต็มตัวบนเนื้อที่ 50 ไร่เศษๆ
เธอมาเปลี่ยนระบบการทำนาใหม่คือการไม่ใช้สารเคมีเลย เป็นแนวเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง ปลอดสารเคมี เลือกปลูกข้าวคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกข้าวหลายๆ สายพันธุ์ พันธ์ุผสม กข.แบบเก่าๆ ก็ทำ แต่เพิ่มสายพันธุ์ดีราคาแพงอย่างข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล ต่างๆ ไป 10 กว่าสายพันธุ์
“คือตลาดพวกข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ตลาดจะแคบแต่ราคาดี แล้วก็หาตลาดเองผ่านเฟซบุ๊ก ออนไลน์ต่างๆ ปากต่อปาก จัดระบบการทำงานต่างๆ ให้ดีขึ้น พ่อเคยทำ 30 กว่าไร่ได้ครั้งละสองแสนกว่า พอเรามาทำได้เป็นสี่แสนกว่า ได้มากขึ้นแต่ก็เหนื่อยมากขึ้น เพราะเราทำแบบละเอียดประณีต ทำจริงจังละเอียดทุกขั้นตอน แต่เป็นความเหนื่อยที่สบายใจและได้สุขภาพที่ดี ส่งให้เรามีสุขภาพกายสุขภาพจิตดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ได้กินอาหารที่ดีสดใหม่ เราปลูกเองไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย จะกินค่อยไปเก็บอาหารมีพลังชีวิตครบ ไม่ต้องมานั่งรถติดหลังขดหลังแข็งในรถวันละ 3-4 ชั่วโมง คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก” เธอกล่าวอย่างมีความสุข
ระยะหลังครอบครัวเธอก็เลือกกินมังสวิรัติกันมากขึ้น เรียกว่าระเบิดจากภายในใจของเธอเองว่าความต้องการที่แท้จริงในชีวิตคืออะไร ฟังเสียงในใจของตัวเองให้ชัดเจน กลับสู่รากเหง้าที่แท้จริง มั่นคงและยั่งยืน ใช้ชีวิตแบบที่ควรจะเป็น เธอว่าหากวันนี้ยังทำงานในเมืองใหญ่คงได้บ้านหลัง รถคัน กับสุขภาพที่ทรุดโทรม แต่มาทำตรงนี้เธอได้รักษาที่ดินไว้ ได้สานต่ออาชีพของบรรพบุรุษ ได้สุขภาพกายใจที่ดีขึ้น มีเวลาได้ทำในสิ่งที่ชอบที่รัก หายใจได้เต็มปอด ได้มีเวลาเคี้ยวข้าวได้เต็มปากเต็มคำ ไม่ต้องรีบๆ ล่กๆ กับชีวิต ได้ใช้ชีวิตละเลียดช้าๆ
“ทำตรงนี้มา 2 ปีกว่า มีความสุขมาก ไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจแบบนี้ มันคือทางที่ใช่จริงๆ ยังคิดว่าเรานึกได้ช้าไปนะเนี่ย ไปหลงแสงสีในเมืองหลวงอยู่ 10 กว่าปี แต่ก็ดีจะได้รู้ว่าจริงๆ เราชอบอะไร ได้ลองทั้งชีวิตในเมืองหลวงและชีวิตชาวนาเต็มรูปแบบ ได้มาเป็นนายตัวเอง รีบมาทำเสียตอนที่ยังพอมีแรง รอใกล้เกษียณ 50 แล้วคงหมดแรงลุย ตอนนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด” เธอกล่าวอย่างตั้งใจมุ่งมั่น







