
ภรภัทร พิริยานุสรณ์ ความกลัวต้องกล้าพุ่งชน
ภรภัทร พิริยานุสรณ์ หรือ “จ๋า” พิธีกรและนางแบบอิสระ วัย 24 ปี ปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการชิกแชนแนล (Chic Channel) ทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 68 เธอเป็นผู้หญิงเก่งมากความสามารถคนหนึ่ง
ภรภัทร พิริยานุสรณ์ หรือ “จ๋า” พิธีกรและนางแบบอิสระ วัย 24 ปี ปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการชิกแชนแนล (Chic Channel) ทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 68 เธอเป็นผู้หญิงเก่งมากความสามารถคนหนึ่ง
เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว / ภาพ กิจจา อภิชนรจเลข
สาวสวยหุ่นดี ภรภัทร พิริยานุสรณ์ หรือ “จ๋า” พิธีกรและนางแบบอิสระ วัย 24 ปี ปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการชิกแชนแนล (Chic Channel) ทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 68 เธอเป็นผู้หญิงเก่งมากความสามารถคนหนึ่งที่มีเป้าหมายในชีวิตค่อนข้างชัดเจน
จ๋า เป็นคนกรุงเทพฯ จบนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ด้านพีอาร์และการถ่ายภาพ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คุณพ่อเป็นอัยการที่สำนักงานอัยการสูงสุด และมีน้องชาย 2 คน หลังเรียนจบได้ทำงานพีอาร์พักหนึ่ง ต่อมาได้มาเป็นพิธีกรของชิกแชนแนล ทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 68 พร้อมงานนางแบบ ถ่ายแมกกาซีนและเดินแบบไปด้วย
เข้าสู่วงการนางแบบ
ต้องยอมรับว่าการเป็นนางแบบนั้นเป็นสิ่งที่จ๋าใฝ่ฝันมาตลอดแม้กระทั่งช่วงเรียนที่จุฬาฯ ก็อยากจะเป็น แต่ด้วยเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตนเองทำให้เกิดความกลัวไม่กล้า แต่พอเรียนจบไม่มีอะไรต้องห่วงเธอจึงตามหาความฝันของตัวเองอีกครั้งหนึ่งด้วยการไปสมัครประกวดในเวทีต่างๆ ซึ่งแม้ในใจจะกล้าๆ กลัวๆ แต่เธอก็กล้าที่จะพุ่งเข้าหา เช่น สมัครประกวดเซเวนทีนแอมบาสซาเดอร์ ซึ่งเธอได้โชว์เต้นอาร์แอนด์บีประทับใจคนดูมากและวันนั้นเธอก็ได้รับรางวัลในฐานะผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดอีกด้วย
“ภรภัทร” มีความสามารถหลายอย่างโดยเฉพาะการเต้นเพราะเรียนเต้นบัลเลต์ตั้งแต่เด็ก ทว่าพอโตขึ้นก็รู้ว่าบัลเลต์ไม่ใช่แนวของตัวเองจึงไปเรียนเต้นแจ๊ซและฮิปฮอป จากนั้นได้เปิดสอนเต้นที่บ้านและรับสอนเต้นนอกสถานที่ แต่ทว่าช่วงหลังงานเยอะต้องหยุดสอนไป แต่ด้วยความที่ไม่ชอบอยู่ว่างๆ จึงไปเรียนมวยไทยซึ่งเธอบอกว่าเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและรักษาหุ่นให้ดีอยู่เสมอ เพราะงานของเธอคือพิธีกรและเดินแบบที่ต้องดูแลตัวเองตลอด
เปิดร้านเสื้อผ้าสร้างแบรนด์
ด้วยความที่เป็นคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจน เธอจึงมีความตั้งใจที่จะเปิดร้านเสื้อผ้าอีกครั้งในอนาคตหลังจากที่เคยทำมาแล้วสมัยเรียนซึ่งเปิดที่แพลทินัม จึงได้ไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าที่ศิลปากรซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น 1 เดือน ซึ่งเธอสามารถตัดเสื้อผ้าใส่เองได้สบายๆ และกำลังจะซื้อจักรเย็บผ้าในเร็วนี้
เธอบอกว่า การทำธุรกิจอะไรก็ตามถ้าจะให้ดีจะต้องรู้กระบวนการ ขั้นตอน และทำให้เป็นก่อน ซึ่งอาจไม่ต้องดีก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าทำอย่างไร จึงจะบริหารคนและกิจการได้ อย่างการเปิดร้านเสื้อผ้าหากไม่รู้เท่าทันอาจโดนโกงได้ ซึ่งการที่ต้องไปเรียนตัดเย็บนั้นเพื่อจะได้รู้ขั้นตอนการทำและที่สำคัญคือรู้ทันช่างที่อาจคิดไม่ซื่อ
“จ๋าคิดว่าหากจะทำอะไรให้ดี ตัวเราเองจะต้องทำให้เป็นก่อน อาจไม่ต้องดีเลิศก็ได้ แต่ต้องรู้กระบวนการขั้นตอนทุกอย่างเป็นอย่างดี ถึงจะบริหารคนและธุรกิจอื่นได้” นางแบบอิสระกล่าว
เรื่องงานต้องพร้อมทุกเมื่อ
หลักในการทำงานเธอจะเตรียมพร้อมทุกอย่าง เช่น รักษาหุ่น รักษาผิว และการเพิ่มความรู้ให้สมอง โดยอ่านหนังสือสัปดาห์ละเล่ม ดูหนังวันละเรื่อง โดยให้ความเห็นน่าสนใจว่าหนังสือเล่มหนึ่งก็เหมือนคนคนหนึ่งที่ให้ความรู้แก่เรา ซึ่งเท่ากับเราได้เพื่อนเพิ่มสัปดาห์ละหนึ่งคน หนังก็เหมือนกัน ไม่ว่าเรื่องอะไรย่อมให้ข้อคิดอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง และบางครั้งก็ได้ภาษาเพิ่มเอกเซนส์ให้ตัวเอง
จ๋า กล่าวว่า ทุกวันพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุข หากิจกรรมที่ชอบทำ ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ตั้งใจจะเลี้ยงครอบครัวและอยากให้ครอบครัวมีความสุข อยากมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ในส่วนของวงการบันเทิงถ้ามีโอกาสก็อยากทำเพราะชอบอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อยากเชื่อตัวเองที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้เพราะเดิมเป็นคนขี้อายมาก ไม่ค่อยมีความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออกเพราะถูกความกลัวคอยหลอกหลอน ทว่าที่มาถึงตรงนี้ได้เพราะกล้าที่จะขจัดความกลัวนั้นออกไปจากใจด้วยการพุ่งเข้าหาความกลัว
“ตอนแรกกลัวนางแบบก็สมัครนางแบบ ล่าสุดประกวดซีเจ ชิกแชนแนล ก็กลัวการพูดเพราะตอนที่เรียนจะกลัวหากต้องพูดหน้าห้อง แต่ก็สมัคร เพราะเราคิดว่าวิธีจัดการความกลัวที่ดีที่สุดคือพุ่งชนไปเลย ได้ก็ได้ ไม่ได้ไม่เป็นไร” เธอกล่าวหนักแน่น
สำคัญที่สุดในชีวิต
คนเราย่อมมีสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเองเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอะไรและสิ่งนั้นสำคัญต่อชีวิตอย่างไร จ๋าเองก็มีสิ่งสำคัญและสำคัญที่สุดต่อชีวิตของเธอจริงๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเธอก้าวหน้าและมีความสุขเสมอ
ครอบครัว : ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก อย่างน้อยวันอาทิตย์ต้องทานข้าวพร้อมกัน มีเวลาให้กัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราครอบครัวก็เป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข โดยเฉพาะคุณแม่จะเป็นกำลังใจให้มาก ยิ่งตอนทำงานพิธีกรใหม่ เป็นอะไรที่ถูกวิจารณ์มาก เฮ๊ย...พูดไม่ชัดเลย ซึ่งก็เก็บเอามาคิด แต่ตอนนี้หายคิดแล้วเพราะคุณแม่จะคอยให้กำลังใจตลอด ซึ่งถ้าไม่มีครอบครัว ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีวันนี้แน่นอน
เพื่อน : เพื่อนเป็นหุ้นส่วนชีวิตและทุกอย่าง ถ้าไม่มีเพื่อนคิดว่าไม่มีทางเป็นอย่างนี้ได้เหมือนกัน เพื่อนเป็นเหมือนกระจกสะท้อนตัวเรา เวลาทำอะไรก็ถามความเห็นเพื่อน เอ๊ย...เป็นยังไง โอเคไหม เพราะเชื่อว่าคอมเมนต์เพื่อนดีที่สุดและไม่มีวันทำร้ายเรา และตลอด 4 ปีที่เรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อนและสังคมรอบตัวเราคือผู้หล่อหลอมให้เราเป็นอย่างนี้
พัฒนาตัวเอง : ผู้หญิงข้างนอกก็เหมือนหนังสือปกสวย ถ้าเปิดดูข้างในไม่มีอะไรดีก็จบ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการพัฒนาตัวเอง หาความรู้ใส่ตัว อ่านหนังสือ ดูหนัง หากิจกรรมทำตลอด พยายามสร้างสังคมใหม่ เวลาไปทำงาน เดินแบบ เป็นพิธีกร หรือไปแฮงเอาต์ จะพยายามทำความรู้จักคนไว้เยอะๆ ซึ่งทุกๆ อย่างที่เรียนมาก็เพื่อพัฒนาตัวเองซึ่งไม่มีใครมาขโมยและก๊อบปี้ไอเดียร์ของเราได้
สุขภาพ : การทำงานตรงนี้ การกินนอนไม่ค่อยเป็นเวลา บางทีไม่ได้นอน ก็จะออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ก่อนนอนก็ทำซิตอัพให้รู้สึกใจชื้นว่าวันนี้ได้ออกกำลังกายแล้ว ก่อนนอนกินน้ำเยอะๆ พยายามกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะได้สุขภาพดี ไม่อยากแก่แล้วต้องนั่งวีลแชร์
ผิว : การทำงานตรงนี้เป็นพิธีกร นางแบบ เรื่องผิวเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแลตลอด เช่น บางครั้งทำงานไม่ได้นอน หรือนอนดึกทำให้ผิวแห้งก็จะดื่มน้ำมากๆ บางครั้งก็มีตัวช่วยคือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ







