
ศิลปะว่าด้วยทองหยอด
หวานและหอม ส่วนผสมมีแป้ง ไข่แดง และน้ำ หยอดลงในน้ำเดือดเคี่ยวกับน้ำตาล
โดย...แจนยูอารี
หวานและหอม ส่วนผสมมีแป้ง ไข่แดง และน้ำ หยอดลงในน้ำเดือดเคี่ยวกับน้ำตาล เมื่อแป้งสุกจะเป็นเม็ดคล้ายหยดน้ำสีเหลืองทองอร่ามงดงามตา เรากำลังพูดถึง “ทองหยอด” ขนมไทยอันมีรากเหง้าจากโปรตุเกสโดยท้าวทองกีบม้า
มากกว่าความหวานความหอมของขนมชนิดนี้ ในที่สุดก็มาปรากฏเป็นนิทรรศการ The Making of Golden Teardrop ของศิลปินไทยระดับนานาชาติ “อริญชย์ รุ่งแจ้ง” (ผลงาน Mongkut จัดแสดง CAPC-Musee d’art contemporain โครงการ The Satellite programme 8 เมืองบอร์โด และ Jeu de Paume กรุงปารีส ปี 2558 เข้าร่วมแสดงผลงานมหกรรมศิลปนานาชาติ ซิดนีย์ เบียนนาเล่ ครั้งที่ 18 ปี 2555 มหกรรมศิลปนานาชาติ เซี่ยงไฮ้ เบียนนาเล่ ปี 2555 มหกรรมศิลปนานาชาติ สิงคโปร์ เบียนนาเล่ ปี 2554) ยั่วน้ำลายผู้ชมด้วยประติมากรรมทองเหลืองรูปทรงทองหยอด ขนาดเล็กกว่า 5,000 ชิ้น สารคดีความยาว 30 นาที ตลอดทั้งภาพถ่ายและเอกสารต่างๆ
ศิลปินนำประวัติศาสตร์เก่ามาตีความแบบใหม่ เชิญชวนให้ผู้ชมดำดิ่งสู่บทเรียนเรื่องวัฒนธรรมแห่งการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับโปรตุเกส ผ่านสีสันขนมที่ถูกร้อยเรียงและหลอมรวมจนกลายเป็นบริบทหนึ่งทางสังคมเมื่อครั้งอดีตกระทั่งตกทอดแก่คนปัจจุบันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“การทำงานชุดนี้มันมีจุดเริ่มต้นตอนที่ผมไปเป็นศิลปินพำนักที่นิวยอร์ก ต้องทำงานร่วมกับศิลปินชาวเปอร์โตริกัน ก็คิดว่าจะหาจุดร่วมทางประวัติศาสตร์ยังไงระหว่างไทยกับเปอร์โตริโก เลยไปได้ที่มาคือการค้าน้ำตาล ทีนี้ผมก็ต้องหาวัตถุในการสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ก็ไปได้ขนมทองหยอด ซึ่งตอนอยู่ที่นิวยอร์กผมก็ไปตามหาร้านไหนขายขนมทองหยอดบ้าง จนไปเจอร้านหนึ่ง ผมก็สอบถามคนในร้านว่าใครเป็นคนทำขนมทองหยอดมาส่งที่ร้าน ก็มารู้ว่าเธอชื่อเจี๊ยบอาศัยอยู่นิวยอร์ก
อย่างตัวโครงประติมากรรมชิ้นนี้ก็มาจากเรือนไม้อยุธยา ส่วนโครงสร้างเหล็กก็มาเป็นเหล็กโรงงานที่ถูกรื้อทิ้งหลังยุคเฟื่องฟูที่ จ.กาญจนบุรี ตัวทองหยอดก็เป็นทองเหลืองบริสุทธิ์ ซึ่งในเมืองไทยปกติจะใช้ทำพระเครื่อง รูปทรงนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมทองหยอดโดยตรง”
ในนิทรรศการชุดนี้ขนมทองหยอดจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนแกนกลางในการตั้งคำถามสุดท้าทายต่อการถ่ายทอดประวัติศาสตร์โบราณ ที่มาที่ไปที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ แทรกด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากบันทึกและเรื่องเล่าสะท้อนถึงการเดินทางของวัฒนธรรม โดยเชื่อมโยงไปหาความเป็นท้องถิ่นเฉพาะ เพื่อสะกิดให้ผู้ชมหลุดออกจากกรอบที่ครอบงำความคิดและความเชื่อเดิม จากนั้นก็ประกอบเข้าเป็นเรื่องราวยิ่งใหญ่ เริ่มต้นมาจากการทับซ้อนของเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์การค้าน้ำตาลผสมกับเรื่องเล่าจากปัจเจกบุคคลทั้งไทย กรีก โปรตุเกส และญี่ปุ่น ระหว่างยุคล่าอาณานิคม (ศตวรรษที่ 15-17) และยุคสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 20-21)
“ผมคิดว่าในแต่ละประเทศก็จะมีคนนำขนมเหล่านี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาไปประยุกต์ต่อ อย่างของเรา หรือแม้แต่ที่ญี่ปุ่นก็มีขนมฝอยทอง เพียงแต่ว่าชื่อเรียกและหน้าตาอาจจะไม่คล้ายกับของเรา กระทั่งขนมทองหยอดที่โปรตุเกสก็ยังมีอยู่ ซึ่งขนมทองหยอดที่คิดค้นโดยท้าวทองกีบม้าก็แตกต่างกับขนมทองหยอดที่เป็นต้นตำรับ เพราะฉะนั้นในแต่ละวัฒนธรรมผมว่ามันก็เป็นการเปลี่ยนถ่ายทางวัฒนธรรมโดยการอพยพของผู้คน การเดินทาง และการค้าขาย
งานสารคดี คือ การนำเสนอภาพความไม่สมประกอบของประวัติศาสตร์ในจุดไหนก็แล้วแต่ มันไม่ใช่เป็นการพยายามเชื่อมข้อมูลทั้งหมด มันประดักประเดิด แล้วก็ไม่มีผลอะไร นอกจากความสามารถในการตีความ แล้วผมก็นำเสนอผ่านภาพยนตร์ เหมือนเอาประวัติศาสตร์มากองไว้บนโต๊ะ มันขึ้นอยู่กับคนว่าจะเลือก จะเก็บ หรือปะติดปะต่ออะไร ในมุมมองผมมันไม่ใช่เรื่องการปรุงประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่หรอกครับ”
ผลงานชุดนี้ ว่าไปแล้วไม่ใช่ผลงานใหม่เอี่ยมของอริญชย์ เพราะเคยจัดแสดงครั้งแรกที่ศาลาไทย (Thai Pavilion) ในมหกรรมศิลปะเวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 55 ปี 2556 โดยการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนจะนำไปจัดแสดงอีกหลายแห่ง เช่น เกียวโต ซานฟรานซิสโก สิงคโปร์ ไทเป และได้หวนย้อนกลับมาจัดแสดงที่ประเทศไทยอีกครั้ง ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน จนถึงวันที่ 22 มี.ค. 2559
นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย เช่น การบรรยาย : ร่องรอยมรดกทางวัฒนธรรมที่ต่างชาติทิ้งไว้ผ่านเส้นทางความสัมพันธ์อยุธยา วันเสาร์ที่ 30 ม.ค. อบรมเชิงปฏิบัติการทำขนม : Fios de Ovos นั้นหรือที่แท้คือฝอยทอง? การเดินทางของขนมหวานจากโปรตุเกสสู่ประเทศสยามและเมืองท่าอื่นๆ วันเสาร์ที่ 27 ก.พ. การบรรยาย : ภาพกระจายทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการมรณกรรมของฟอลคอน วันเสาร์ที่ 19 มี.ค. สอบถามรายละเอียดโทร.02-612-6741







