
ให้หัวใจของเรารักม้า กฤติยา กิจบำรุง
หลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ผ่านมาแล้วก็คงผ่านไปอย่างใครว่า หากทุกสิ่งยังจำจดไว้อยู่ในห้วงคำนึง
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
หลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ผ่านมาแล้วก็คงผ่านไปอย่างใครว่า หากทุกสิ่งยังจำจดไว้อยู่ในห้วงคำนึง หนึ่งในนั้นคือม้า สำหรับ กฤติยา กิจบำรุง เจ้าของสถานฝึกขี่ม้า มาร์โคโปโล ฮอร์ส ไรดิ้ง...ชีวิตที่ไม่มีม้าคงเป็นชีวิตที่ผิดแปลก ความเชื่อ ความแน่แน่วที่มิแปรเปลี่ยน หลายอย่างในชีวิตได้มาจากม้า ทั้งบทเรียน ความรักและความทรงจำ
กฤติยา หรือแพร์ อายุ 34 ปี จบการศึกษาปริญญาโทด้านการตลาด Marketing Management จากมหาวิทยาลัยแอสตัน (Aston University) ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันทำงานด้านพัฒนาธุรกิจและการตลาดที่บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ ขณะเดียวกันก็ทำธุรกิจครอบครัวเกี่ยวกับอาหารเสริมและความงาม รวมทั้งรับสืบทอดกิจการฟาร์มม้าจากบิดา
“ฟาร์มม้าเล็กๆ สืบทอดต่อมาจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบกีฬาขี่ม้าและเป็นแรงบันดาลใจให้เริ่มขี่ม้าตั้งแต่อายุ 14 ปี” แพร์ เล่า
คุณพ่อสุรชัย กิจบำรุง รักชอบในกีฬาขี่ม้า เดิมคุณพ่อเป็นสจ๊วดสายการบินแห่งหนึ่ง แต่เพราะชอบม้า ชอบกีฬาขี่ม้า ก็ไปเรียนและใช้เวลากับม้ามาเรื่อย ถึงจุดหนึ่งทำธุรกิจฟาร์มม้า เพาะสายพันธุ์และก่อตั้งสถานฝึกขี่ม้าชื่อ มาร์โคโปโล ที่บางนา-ตราด กม.ที่ 26 ส่วนฟาร์มตั้งอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ม้าแข่งฝีเท้าดีหลายตัวของไทยมาจากฟาร์มของคุณพ่อ
เพราะคุณพ่อชอบม้า แพร์ซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อจึงได้เริ่มเรียนขี่ม้ามาตั้งแต่เล็ก อายุ 14 ปี พ่อก็พาไปหัดขี่ม้าแล้ว ครั้งแรกไปเรียนที่สนามเป้า จำได้ว่าคุณครูผู้สอนดุมาก ฝนตกแต่คุณครูไม่ยอมให้นักเรียนคนไหนใช้เป็นข้ออ้าง ทุกคนยังต้องขี่ม้าเป็นหน้ากระดาน เรียงเดี่ยวเรียงหมู่ ขี่ล้อมเป็นวงกลม เหยาะย่างกันไปเป็นวงกลมใหญ่ไม่ลดละ “ขี่ต่อไป ขี่ต่อไป” เสียงคุณครูยังกังวานก้องอยู่ในหูจนทุกวันนี้
“ครั้งแรกครูดุมาก ฝนตกด้วย ปวดท้องก็ปวดท้อง แต่ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาครูก็ตะโกนต่อไปไม่หยุด อย่าหยุดๆ วิ่งต่อไปๆ ขี่ไปๆ ไม่ประทับใจเลย นี่คือการขี่ม้าครั้งแรกของแพร์” แพร์ เล่ายิ้มๆ
หากการขี่ม้าครั้งต่อๆ ไปสร้างความประทับใจแก่เธอได้ เมื่อขี่ได้ทำได้ก็เริ่มประทับใจมากขึ้นเรื่อยๆ บทเรียนในชั้นเรียนขี่ม้าเป็นบทเรียนที่มีค่าเพราะสอนให้รู้จักอดทน สอนให้รู้จักแก้ปัญหา สร้างตัวตนที่เข้มแข็ง รู้จักม้าและรู้จักตัวเอง เคยตกม้าบ้างไหม? แพร์ตอบว่า ประจำ(ฮา) ตกม้าเป็นประจำ แต่ยิ่งตกก็ยิ่งเก่ง อันนี้เป็นสัจธรรม
แพร์ เล่าว่า การขี่ม้าเป็นกีฬาที่ต้องมีสติตลอดเวลา ต้องมีความระมัดระวัง อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการขับขี่ต้องตรวจสอบสม่ำเสมอ ต้องรอบคอบและเซฟตี้เสมอ ทำทุกอย่างด้วยวินัยและความเข้มงวด เพราะหมายถึงความปลอดภัยสูงสุดของตัวผู้ขับขี่เอง
ยังติดใจเรื่องตกม้า แพร์เล่าว่า เจ็บนะ แต่เพราะยิ่งตกก็ยิ่งเก่งอย่างเขาว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ตกม้าบ่อยๆ จะรู้ว่าควรตกอย่างไรจึงจะไม่เจ็บ เรียนรู้วิธีตกที่ถูกต้องได้จากการตกบ่อยๆ นี่แหละ คือโหนบังเหียนลงมาและกอดคอม้าเอาไว้ ถ้าตกบ่อยๆ ก็จะเก่งไปเอง (ฮา)
“ตอนบังคับเลี้ยวในจังหวะที่เร็ว หรือบางทีอานลื่น หรือบางทีเร็วเกินไป ตัวเอียงไปถึงองศาที่ต้องตกแน่ๆ เราจะรู้ไปเองค่ะ ตกแน่ๆ ก็เตรียมตัวเลย ตัดสินใจว่าฉันจะตกล่ะ เตรียมโหนบังเหียนให้มั่น ค่อยๆ โอบกอดคอม้าเอาไว้ ก่อนจะเหนี่ยวตัวลง จะไม่ค่อยเจ็บค่ะ หรือเจ็บก็น้อยหน่อย ห้ามสวมเท้าลงในโกลนลึกเกินไป เพราะถ้าตกม้า มันจะลากเราไปด้วย” แพร์ เล่า
ไหล่-สะโพก-ส้นเท้าเป็นเส้นเดียวกัน นี่คือหลักการทรงตัวอันแสนสง่าของนักขี่ม้าทุกคน เมื่อขี่ม้าห้ามห่อไหล่ ห้ามปล่อยก้น ห้ามปล่อยสะโพก มือหรือตำแหน่งมืออยู่ระดับเดียวกับหัวอาน ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ไม่เกร็งมือ สายของบังเหียนซึ่งเชื่อมต่อกับปากม้าต้องไม่ตึง เพราะถ้าตึงหรือมีความเคร่งเครียดในสายบังเหียน ม้าจะงง สับสนได้
20 ปีที่ขี่ม้า แพร์ เล่าว่า สิ่งที่ได้คือการโลดแล่นไปกับชีวิต คือการรักสัตว์ รักม้า ม้าเป็นสัตว์ใหญ่ ม้าให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เวลาอยู่บนหลังม้าคือช่วงเวลาแห่งความรู้สึกที่อิสระ ได้ปลดปล่อยทั้งกายใจและจิตวิญญาณ เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ยากอธิบายแต่เชื่อว่าคนรักการขี่ม้าทุกคนเข้าใจ การขี่ม้าสำหรับแพร์แล้วคือ การทดสอบทางจิตใจชนิดหนึ่ง อะไรที่ขวางอยู่ อะไรที่ขวางทางเราอยู่ เราจะกระโดดข้ามมันไปพร้อมกับม้าของเรา
“เสน่ห์ของกีฬาขี่ม้าจะแตกต่างจากกีฬาชนิดอื่น เพราะกีฬาบางประเภท ที่เราใช้ความเร็วที่มาเกี่ยวข้อง เราจะสามารถควบคุมมันด้วยเครื่องยนต์ แต่กีฬาขี่ม้า เราจะต้องควบคุมจิตใจของม้า ซึ่งลักษณะนิสัยของม้าแต่ละตัวแตกต่างกัน ต้องใช้การควบคุมที่แตกต่างกันด้วย เวลาที่เราอยู่บนหลังม้าจะมีความสุขมากๆ จะทำให้เรารู้สึกปลดปล่อยจากความตึงเครียดและทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระอย่างบอกไม่ถูก เชื่อว่าคนที่รักการขี่ม้าจะเข้าใจความรู้สึกนี้อย่างดี”
นอกจากนี้ คือ การฝึกสติ ฝึกสมาธิ ปัจจุบันมีงานวิจัยมากมายรองรับว่าการขี่ม้าช่วยพัฒนาในเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่าคือการพัฒนาด้านสมองและอารมณ์ในเด็กพิเศษกลุ่มออทิสติก เด็กจะได้รับโจทย์ให้ทรงตัวอยู่บนหลังม้า ร่วมกับการฝึกคิดเลขหรือจับลูกบอล ฯลฯ ทักษะต่างๆ ที่เด็กพัฒนาได้ก้าวหน้าอย่างน่าเหลือเชื่อบนหลังม้า
ขอถามถึงม้าตัวโปรด แพร์ เล่าบอกว่า เสน่ห์ของม้าตัวโปรด ชื่อม้าคือพิมมาดา เรียกสั้นๆ ว่า “พิม” พิมเป็นม้าตัวเมีย พันธุ์เทอโรเบรด จะเป็นม้าที่ชอบขี่ประจำ นิสัยของพิมจะรักสวยรักงาม ชอบถ่ายแบบ ชอบโพสท่า เคยเป็น(ม้า)นางแบบ ถ่ายขึ้นปกนิตยสาร Volume มาแล้ว (ก.พ. 2557) เวลาพาออกไปขี่ข้างนอก จะไม่ยอมวิ่งบนโคลนที่เปื้อน จะวิ่งหลบบนพื้นหญ้าแทน เห็นแล้วตลกมาก
ชีวิตนี้ได้อะไรจากม้าเยอะ รวมทั้งคุณพ่อที่สอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น สอนให้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ เป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลก ปัจจุบันแพร์แต่งงานแล้วกับสามีนักธุรกิจ ชีวิตส่วนตัวนอกเหนือจากงานประจำที่เบอร์ลี่ยุคเกอร์และฟาร์มม้าให้บริการสถานฝึกขี่ม้า ให้บริการถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ให้เช่าม้านอกสถานที่แล้วยังมีธุรกิจครอบครัวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงามและอาหารเสริม ซึ่งจะเปิดตัวต้นปี 2559
“ธุรกิจอาหารเสริมและเครื่องสำอางมีช่องทางการตลาดสูง ปัจจุบันเราเตรียมเปิดสาขาที่มหาชัย สมุทรสงคราม ร้านเป็นอินฟินิตี้ บิวตี้ ที่ขายทุกสิ่งอันด้านความงาม เช่น ครีม สบู่ อุปกรณ์ทำผม ฯลฯ ผลิตภัณฑ์บางตัวได้สูตรและส่วนผสมมาจากต่างประเทศ ทั้งขายตรงหน้าร้านและขายผ่านช่องทางออนไลน์” แพร์ เล่า
“อึด ทึ่ด ติดดิน” สามคำที่สาวสวยให้นิยามความเป็นตัวเอง ไม่น่าเชื่อแต่ก็อย่างนั้นจริงๆ แพร์บอกว่าได้นิสัยชอบทำงานมาจากคุณพ่อ เมื่อก่อนพ่อทำงาน 7 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ไม่เคยเข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว อ๋อ! ก็การทำงานมันสนุกอย่างนี้ พ่อถึงทำได้ไม่เบื่อ (ถึงวันนี้คุณพ่อซึ่งเกษียณอายุแล้วก็ยังทำงานธุรกิจส่วนตัวของตัวเองอยู่) เหนื่อยอยากพักมีบ้าง แต่เดี๋ยวๆ ก็อยากกลับไปทำงานอีก
ความทุกข์และอุปสรรคต่างๆ เชื่อว่าทุกคนต้องมีเข้ามาในชีวิตไม่มากก็น้อย แพร์ เล่าว่า เธอเชื่อในการทำงาน เชื่อในทักษะต่างๆ ที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา ชีวิตก็อย่างนี้มิใช่หรือ เราต้องเรียนรู้และเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น บทเรียนจากม้านำมาปรับใช้กับคน บริหารคน ต้องเก่งทั้งคน ต้องเก่งทั้งงาน อุปสรรคหรือปัญหาก็แค่ขวากหนาม...ก็แค่ก้าวข้ามมันไป







