
เรื่องเด็กแต่ไม่เล็ก
...ปู โลกเบี้ยว
คนเราตอนเด็กๆ หรืออะไรที่ยังเล็กๆ เพิ่งเกิดเนี่ย ช่างน่ารักซะจริงนะ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือว่าสัตว์
อย่างหมาเด็กเนี่ย มันน่ารักน่าอุ้ม แต่พอโตแล้วก็แค่ลูบหัวมันเล่นกับมันบ้าง มันอยู่กับเราก็ไม่นานนักอย่างมากก็สิบกว่าปีแล้วก็จากเราไป
มนุษย์ซิ! ถ้าได้เกิดมาแล้วบุพการีก็ต้องรับผิดชอบกันไปยันโตเลย บางรายโตจนมีลูกแล้วก็ยังต้องกลับไปพึ่งพาบุพการีอยู่ดีนั่นแหละ
ปูไม่ได้เป็นคนใจร้ายนะแต่ปูก็มักจะแนะนำพวกเพื่อนๆ ที่ไม่มีปัญญาสร้างลูกเป็นของตัวเองว่าอย่าได้ไปเที่ยวเอาลูกใครเขามาเลี้ยงเด็ดขาด เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตเขาไปอีกยาวไกล แล้วถ้ายิ่งไม่พร้อมทั้งเวลาและเงินทอง หรือเป็นพวกที่มีนิสัยไม่ได้ชอบเด็กนักแต่อยากเอาใจสามีภรรยาคนรัก เลยจำใจต้องรักเด็กงี้ ยิ่งไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวใหญ่เลย (อันนี้ดูตามดวงชะตาของคนคนนั้นว่าเป็นคนนิสัยยังไง รักเด็กมั้ย อ่ะนะ)
เห็นปัญหาพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงมั้ยล่ะ แล้วเราไม่ใช่พ่อแม่เขาด้วย ถ้าเกิดเบื่อขึ้นมาเมื่อไรล่ะ จะทิ้งได้ยังไง คนนะไม่ใช่สุนัข
มีเพื่อนคนหนึ่งโทร.มาตอนดึกแล้วบอกว่ามีคนเอาเด็กประมาณ23 ขวบ มาทิ้งหน้าบ้าน พอดีเพื่อนบ้านบอกว่าเป็นลูกหลานยายที่อยู่หน้าปากซอย เพื่อนบอกเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักมากเห็นแล้วอยากได้เลยล่ะ เพราะตัวเองไม่มีลูก พ่อแม่ของเด็กเป็นเด็กวัยรุ่นมีปัญหาติดยา ยายบอกเลี้ยงไม่ไหวแล้วจะมายกให้ เห็นบ้านมีตังค์ ปูเลยบอกว่าให้ใจแข็งไว้ หลานแกก็มี เลี้ยงหลานไปซิจะไปเลี้ยงลูกคนอื่นทำไม เลี้ยงเด็กไม่ได้ง่ายๆ นะ ขนาดยายแท้ๆ เลี้ยงมาได้ตั้งสามปี อยู่ๆ ทำไมบอกไม่ไหวแล้ว น่ะเห็นมั้ยขนาดสายเลือดเดียวกันแท้ๆ เบื่อขึ้นมาก็คิดจะเอามาทิ้งซะอย่างงั้นแหละ เนี่ยคนนิไม่ใช่สุนัข
ที่ว่านิสัยบางคนไม่ได้รักเด็กแต่ทำไมเขาก็มีลูกได้ ก็ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เลี้ยงเองไง ถ้าไม่ใช่ปู่ย่าตายาย ก็คนเลี้ยงนั่นแหละ
บางคนอาจเถียงว่า
“ก็ฉันต้องออกไปทำมาหากินนิ”ปูเคยฟังหมอจิตวิทยาเด็กเขาว่าถ้าได้ปู่ย่าตายายเลี้ยงมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะเดินทางผิด แต่มักเสียนิสัย เพราะพวกคุณปู่ย่าตายายเนี่ยมักจะรักหลานมากกว่าลูกตัวเองซะอีก ก็เลยจะตามใจ แต่ด้วยผู้ใหญ่มักพูดสอนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ฝังอยู่ในสมองและสายเลือดจึงไม่ค่อยประพฤติผิด อันนี้หมายถึงต้องเลี้ยงแบบใกล้ชิดนะ ไม่ใช่เลี้ยงด้วยเงินไม่เคยกอดหลานเลยงี้
ปูมีลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กๆ กว่าจะพูดได้ตั้งเกือบ 5 ขวบแหนะ ต้องเข้าพบหมอจิตวิทยาเด็กอยู่หลายปี เพราะอยู่กับพ่อแม่พูดไทยบ้างอังกฤษบ้าง อยู่กับปู่ย่าพูดภาษาอังกฤษ อยู่กับอาม่าอากงพูดภาษาจีน และอยู่กับพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงก็พูดเป็นภาษากะเหรี่ยง แล้วเอะอะพี่เลี้ยงก็จับมานั่งดูทีวี เลยทำให้น้องเขาไม่ยอมพูดต้องค่อยๆ ไปฝึกพูดกับคุณหมอ คุณหมอบอกว่าเขาไม่รู้จะพูดอะไร เขางงจับไม่ถูก
การที่จะให้เด็กพูดได้เร็วและฉลาด คุณแม่ต้องพูดไปด้วย ใช้ภาษากายไปด้วย จะทำให้เด็กพูดและเข้าใจได้เร็ว
ลูกเพื่อนปู 5 ขวบ ไปเรียน คุณครูให้วาดรูปปู่ย่าตายาย เด็กน้อยไม่ยอมวาด ร้องไห้ลูกเดียว จนครูต้องเชิญผู้ปกครอง คุณแม่ก็ถามว่า
“เป็นอะไรลูกทำไมไม่วาดเหมือนเพื่อนๆ เขา” เด็กน้อยตอบว่าอะไรรู้มั้ยคะ “ก็หนูไม่มีปู่ย่าตายายนี่คะ หนูมีแต่อาม่ากะอากง” จบข่าวเลยค่ะ คุณแม่ได้แต่มีหน้าที่ส่งลูกไปโรงเรียนแล้วไปทำงานไม่ได้สอนอะไรลูกเล้ย อาม่ากะอากงก็คงสอนอะไรไม่ได้หรอกนะครูเคทที่สอนภาษาอังกฤษปู แนะวิธีเรียนภาษาอังกฤษให้ปูฟังว่า การเรียนภาษาอังกฤษวัยอย่างเราเนี่ย ให้ได้ผลคือต้องพยายามไม่รู้อะไรเลย ให้ลองกลับไปเป็นเด็ก 23 ขวบ เหมือนเด็กที่ไม่รู้ว่าเนี่ยคือโต๊ะ เก้าอี้ ไอ้เนี่ยต้องออกเสียงอะไรอย่างไร ใช้เลียนเสียงจากแม่เอาว่าหม่ำๆ แปลว่าต้องอ้าปากได้กินแล้ว ถ้าเราได้พยายามเลียนเสียงจากฝรั่งเจ้าของภาษาก็จะทำให้เราพูดภาษาอังกฤษได้แบบไม่เป็นพวกเอเลี่ยน สามารถกลมกลืนกับเขาไปได้ แต่สมัยนี้คนไทยเก่งมากพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษาเลย เพราะพ่อแม่ส่งเสริมให้เรียน เรียนแล้วก็เรียนไงล่ะ
ที่เล่ามาซะยืดยาวเนี่ยก็แค่อยากจะบอกว่าถ้าเหงา แต่ดูระยะยาวแล้วไม่พร้อมทั้งอารมณ์ เงินทอง และเวลาละก็ หาสุนัขมาเลี้ยงเถอะค่ะ ความรับผิดชอบมันสั้นกว่ากันเยอะเลยนะ







