
แจ้งเกิดไปเรียบร้อยสำหรับ ณกรณ์ จำปาดิบในฐานะนักแสดงน้องใหม่
แจ้งเกิดไปเรียบร้อยสำหรับ ณกรณ์ จำปาดิบในฐานะนักแสดงน้องใหม่ ละครชีวิตเข้มข้น“สุดแต่ใจจะไขว่คว้า” (บทประพันธ์ โบตั๋น) ที่ออกอากาศทางช่อง 8
โดย...แจนยูอารี ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
แจ้งเกิดไปเรียบร้อยสำหรับ ณกรณ์ จำปาดิบในฐานะนักแสดงน้องใหม่ ละครชีวิตเข้มข้น“สุดแต่ใจจะไขว่คว้า” (บทประพันธ์ โบตั๋น) ที่ออกอากาศทางช่อง 8
ตัวจริงไม่ใช่ใครอื่น ทายาทคนเดียวของ พ่ออ๋อง-กษาปณ์ จำปาดิบ กำลังเรียนอยู่ชั้นที่ปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ เอกมัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต
ณกรณ์ หรือ ไมค์ เข้าสู่วงการได้ไม่ใช่มีพ่อเป็นป๋าดัน แต่เพราะทีมฝ่ายจัดหาศิลปินค่ายอาร์เอสไปเจอเขาในเฟซบุ๊ก โดยยังไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกอดีตนักร้องดัง ก็เลยชักชวนมาลองแคสติ้ง
“ประมาณ 3 ปีที่แล้วครับ มีพี่ฝ่ายจัดหาศิลปินอาร์เอสนี่ล่ะ ชวนผมมาแคสติ้ง ตอนนั้นแคสติ้งเพื่อเป็นนักร้อง แต่ไม่ผ่านครับ (หัวเราะ) เพราะทั้งลุคและเสียงไม่ได้เลย โดยพี่ทีมงานแคสติ้งก็ไม่รู้หรอกว่าผมเป็นลูกใคร พอไม่ผ่าน ผมก็คิดว่าคงจบละ จนวันหนึ่งพี่ทีมงานก็เรียกผมมาแคสติ้งอีกครั้ง คราวนี้แคสติ้งเพื่อเป็นนักแสดงผ่าน และถึงมารู้ว่าผมเป็นลูกใคร”
แม้จะผ่านการแคสติ้งและรู้ว่าเป็นลูกพ่ออ๋อง แต่กว่าจะได้ประเดิมงานแสดงเรื่องแรก ไมค์ต้องเข้าสู่คลาสแอ็กติ้ง เรียนรู้พื้นฐานและทักษะการแสดง 1 ปีเต็ม
“เบ็ดเสร็จกว่าที่ผมจะได้เป็นนักแสดงและได้ออกทีวีก็นานอยู่ครับ เลือดพ่อเรื่องการร้องเพลงไม่แรงเลยครับ (หัวเราะ) ผมยังจำวันที่มาแคสติ้งครั้งแรกได้ว่า ถ้าเอาผมมาปั้นเป็นนักร้องก็ไม่น่าจะรอด (หัวเราะ) ก็จริงนะครับ คงจะไม่รอดแน่ๆ (หัวเราะ) เพราะเรื่องร้องเพลงนี่ไม่ใช่ทางผมเลย ส่วนเรื่องการแสดงผมยังรู้สึกว่าชอบอยู่นะ เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบงานศิลปะ และการแสดงน่าจะเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ผมจะสามารถถ่ายทอดงานศิลปะในรูปแบบที่ผมชอบออกมาได้”
บทบาท “พรพุฒิ” กับละครเรื่องแรก นักแสดงน้องใหม่ยอมรับว่าไม่ธรรมดา หนักเอาการ โดยความท้าทายคือการถ่ายทอดอารมณ์ตัวละครเด็กหัวอ่อนที่โดนชักจูงด้วยสิ่งแวดล้อมไม่ดีเย้ายวนจนเกิดความสับสนหลงผิด
“สิ่งที่ผมเรียนในมหาวิทยาลัยก็เอามาประยุกต์ใช้ได้นะครับ เช่น มุมกล้อง จะยืนตรงไหน จะมองยังไง พอรู้บ้างครับ ส่วนเรื่องแอ็กติ้งต้องอาศัยนักแสดงรุ่นพี่ช่วยแนะนำช่วยสอนช่วยโค้ชว่าอะไรดีไม่ดี อะไรมากอะไรน้อย เล่นยังไงถึงจะโอเค เพราะลำพังผมคนเดียวคงไม่รอดแน่ (หัวเราะ)
ก่อนหน้าที่จะเข้าวงการ ผมเป็นคนขี้อายครับ ไม่ค่อยพูด พูดไม่เก่ง พูดไม่เป็นเลย เงียบก็คือเงียบและนิ่งมาก ถ้าคนที่ไม่รู้จักนิสัยคงมองว่าแปลก แต่พอได้มาเรียนแอ็กติ้ง ได้มาเล่นละคร ผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนและเปิด มีความกล้ากล้าที่จะพูด กล้าที่จะแสดง ไม่เงียบ หรือขี้อายละ”
ในละครไมค์ไม่เพียงต้องปะทะกับนักแสดงรุ่นพี่ฝีมือระดับเทพเท่านั้น เขายังต้องปะทะกับพ่ออ๋องที่รับบท “อาพจน์” อีกด้วย ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่สำหรับนักแสดงน้องใหม่
“โห!!! ยากครับกับฉากที่เล่นกับพ่อ เพราะผมเองก็ยังรู้สึกว่าเขาคือพ่อผมนะ จะให้ไปนั่งร้องไห้กับอา มันไม่ใช่เลย แรกๆ นี่เล่นไม่ได้เลย หลังๆ ก็พยายามเอาความรู้เรื่องแอ็กติ้งที่เรียนมาใช้ เพื่อแยกชีวิตจริงกับชีวิตละครให้ได้ อันนี้ล่ะผมว่ายากสุด แล้วไหนจะเขินด้วย (หัวเราะ) เพราะปกติอยู่บ้านก็ไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่ แต่ต้องมาเข้าฉากด้วยกัน มันก็เลยมีความเขิน แต่สุดท้ายผมก็ผ่านไปได้ เมื่อผมคิดว่าเขาคืออา ไม่ใช่พ่อ ตัดความเขินออกไปก็เล่นได้
เรื่องการแสดงนี่พ่อก็จะแนะนำเรื่องการออกเสียงให้ชัด เช่น ส. เสือ พ่อจะบอกว่าเป็นนักแสดงต้องพูดให้ชัด และแนะนำว่าวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง หรือแม้แต่การเน้นคำ เพื่อให้บทสนทนาน่าสนใจมากขึ้น การอิมโพรไวซ์อารมณ์ตัวละคร แทนที่จะพูดไปตามบท ก็ควรเพิ่มความรู้สึกเข้าไปด้วย พ่อจะช่วยแนะนำบ้าง ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาก็ทั่วไปครับ การอยู่ในวงการต้องทำตัวยังไงจัดการชีวิตยังไง อะไรที่ควรทำ อะไรไม่ควรทำ พ่อจะเอาประสบการณ์มาสอนผม”
จบจากละครเรื่องแรก ไมค์ยังไม่มีละครเรื่องใหม่ ด้วยสัญญานักแสดงช่อง 8 เขาคงมีโอกาสลองบทบาทอื่นๆ แน่นอน
“ผมว่าเรื่องการแสดงของผมยังต้องพัฒนาเยอะครับ ไม่ว่าจะมีคนชมหรือคนด่าก็ตาม ผมยังต้องพัฒนาต่อเพราะคำว่าการแสดงสำหรับผมมันไม่มีจุดสิ้นจริงๆ นะครับ จบจากละครเรื่องนี้ผมได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเลยครับ ไปเริ่มละครเรื่องใหม่ ผมก็คงได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกครับ ฉะนั้นคำว่าการแสดง หรือการเป็นนักแสดงสำหรับผมคงยังไม่จบแค่นี้หรอกครับ เพราะเป้าหมายการเป็นนักแสดงของผม คือต้องเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพและคนรู้จัก ซึ่งไม่เฉพาะประเทศไทยนะครับ แต่โลกต้องรู้จักนักแสดงที่ชื่อณกรณ์ (หัวเราะลั่น)”







