
เสียงซอ เลิศรัตนชัย
โดย...กองทรัพย์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน/คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...กองทรัพย์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน/คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ในห้องนอนของสาวน้อยเสียงซอ เลิศรัตนชัย นักกีฬาขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางทีมชาติไทย วัย 19 ปี และทายาทดีเจเจ้าโปรเจกต์วินิจ เลิศรัตนชัย นอกจากจะหวานกุ๊กกิ๊กตามประสาวน้อยแล้ว อีกมุมหนึ่งก็มีเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาขี่ม้าของเธอด้วย และจุดสังเกตอีกจุดหนึ่งที่เจ้าตัวเอ่ยปากบอกว่าภูมิใจที่สุด ก็เห็นจะเป็นมุมผนังที่ปะติดรูปถ่ายเซลฟี่ที่ตัวเธอถ่ายกับนักกีฬาหลากชนิดในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งแรกของตัวเองที่เมียนมาเมื่อปี 2556 จากนั้นก็เก็บภาพประทับใจทุกครั้งที่ได้เข้าร่วมแข่งขันทั้งเอเชียนเกมส์ที่เมืองอินชอน และซีเกมส์ที่สิงคโปร์
เสียงซอ เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจในกีฬาขี่ม้า มาจากการเล่นกีฬาชนิดอื่นมาก่อน เริ่มจากว่ายน้ำ บาสเกตบอล วอลเลย์บอล กรีฑา ซอฟต์บอล และหนึ่งในนั้นก็มีกีฬาขี่ม้ารวมอยู่ด้วย “จริงๆ แล้วเสียงซอขี่ม้ามาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ตั้งแต่ประมาณ 5-6 ขวบจำได้ว่าเริ่มขี่ม้าแล้ว เพราะตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ชอบขี่ม้าด้วย แต่ท่านจะขี่แบบท่องเที่ยวไปในป่า ซึ่งเราไม่ค่อยชอบ เพราะกีฬาหลักของเราก็คือว่ายน้ำ พอวันหนึ่งเริ่มเบื่อก็เลยลองขี่ม้าดู เพราะว่าเป็นกิจกรรมหลังเลิกเรียนของโรงเรียนด้วย ก็เลยได้เปิดประสบการณ์ของเรา เริ่มขี่แข่งขันตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนตอนนี้อายุ 19 ปีแล้ว”
พอได้ขี่และทำความรู้จักกับประเภทของกีฬาขี่ม้า ซอค้นพบว่าตัวเองชอบขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางที่สุด และคิดว่าเหมาะกับตัวเอง เพราะตื่นเต้น และความท้าทายจะอยู่ที่ระดับความสูงของเครื่องที่เราต้องพาม้ากระโดดข้ามให้ได้ จะตื่นเต้นทุกครั้ง การ
กระโดดจะต้องอยู่ที่การตัดสินใจเร็ว แต่กีฬาขี่ม้าจะมีสมาชิกเพิ่มมาหนึ่งคือม้า นั่นหมายความว่าเราต้องเป็นทีมเวิร์กกับม้า ไม่สามารถมีใครคนใดคนหนึ่งนำไปได้ เป็นกีฬาที่ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน ทุกอย่างอยู่ที่การ
ฝึกซ้อมและการเรียนรู้ม้า ความยากคือเราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ค่อนข้างเยอะ เหมือนเราคุยกับเด็ก เราต้องค่อยๆ พัฒนาและใส่ข้อมูล มันยากตรงที่ว่าเขาก็มีหัวใจและเขาก็มีศักดิ์เป็นนักกีฬาเหมือนกัน
สาววัย 19 ดีกรีนักขี่ม้าทีมชาติไทย เล่าถึงประสบการณ์การเข้าเก็บตัวเพื่อเตรียมแข่งขันว่า “เมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว เสียงซอต้องไปเทรนครั้งแรก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะที่ฮอลแลนด์ เราไม่รู้เรื่องเลย ทำอะไรไม่เป็น ในขณะที่เพื่อนฝรั่งทำเองเป็นหมด ตั้งแต่อาบน้ำ แปรงขน เก็บขี้ม้า เรียกว่าเราเริ่มต้นช้ามาก ซึ่งถือว่าโหดมากสำหรับเด็กเอเชีย เหมือนต้องเริ่มต้นกันใหม่หมด
เสียงซอรวมทั้งเด็กไทยคนอื่นๆ ไม่ได้ถูกปลูกฝังว่าเราต้องจับม้าเองเป็น นักกีฬาต้องทำคอกเองเป็น ซอตอนอยู่เมืองไทย ใส่ชุดขี่ม้าสวยงาม มีคนจูงม้ามาให้ ขี่ม้าเสร็จก็มีคนจูงม้าไปเก็บ แต่เมืองนอกไม่ใช่ เราต้องรู้จักเก็บคอก ทำความสะอาดคอก ปัดขนม้า ใส่เครื่องม้า ขี่เสร็จต้องพาไปอาบน้ำ จูงกินหญ้า เข้าคอก พาเดินเล่น แค่ชีวิตการเป็นนักขี่ม้าของเด็กไทยกับต่างประเทศก็ต่างกันแล้ว เลยทำให้เป็นข้อได้เปรียบของนักกีฬาแถบยุโรป
เสียงซอบอกว่า นักขี่ม้าที่ดีต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับม้า จับสังเกตอาการไม่สบาย ตลอดจนการกินอยู่ให้เสมือนว่าม้าเป็นเด็กหนึ่งคนที่จะต้องดูแล “ตื่นเช้ามาเขามีอาการอะไร ตาแฉะไหม ต้องกินวิตามินเพิ่มหรือเปล่า ต้องรู้รายละเอียดเยอะมาก ถ้าเราไม่รู้เลยเราจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในกีฬาประเภทนี้ เพราะตอนเราแข่งทุกอย่างจะอยู่ที่เรากับม้า เราอาจจะได้ยินเสียงคนอื่นพูดเต็มไปหมด แต่เราเป็นคนกำหนดว่าเราจะทำอะไรยังไง”
นอกจากบุคลิกภาพที่สง่างาม เสน่ห์ที่เสียงซอค้นพบจากหลังอานม้าก็คือความฉับไวในการตัดสินใจ และความท้าทายของกีฬาชนิดนี้ “อย่างที่บอกว่าเราต้องแก้ไขสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา อะไรก็เกิดขึ้นได้ในทุกเสี้ยววินาที ยิ่งเป็นกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง เวลาเราจะเข้าเครื่องกระโดดแต่ละครั้งสำหรับซอคือการตัดสินใจใหม่ทุกครั้ง เพราะว่ามันจะไม่เหมือนกันซักครั้ง ในทุกการแก้ไขสถานการณ์นั้นเราก็จะเก็บประสบการณ์ที่ได้ทำมาปรับปรุงตัวเอง บางทีเราตัดสินใจพลาดก็มานั่งดูเทปการแข่งขัน และหาทางแก้ไข
“เสียงซอว่าถ้าเด็กๆ ที่เริ่มอยากเป็นนักขี่ม้าที่ดี คุณพ่อคุณแม่นอกจากจะสนับสนุนให้เด็กๆ ไปเรียนขี่ม้า พาไปขี่ม้าแล้ว ต้องฝึกให้เขารู้จักม้า ทำความคุ้นเคยกับม้า อย่าปล่อยให้ไปเรียนรู้เองที่อื่นเหมือนที่ซอได้เจอ ไม่อย่างนั้นบางคนอาจจะท้อก็ได้
ที่สำคัญอยากให้ทุกคนมาลองขี่ม้าดู เพราะเสียงซอรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาค่อนข้างแปลก ครบเครื่องและมีความพิเศษในตัวเอง นอกจากเราจะได้ฝึกสมาธิ บุคลิกภาพ กีฬาขี่ม้าสามารถสร้างชีวิตได้ เราจึงเห็นหลักสูตรอาชาบำบัดให้กับเด็กพิเศษ แต่โดยส่วนตัว เสียงซอได้อะไรเยอะมากจากกีฬาชนิดนี้ทั้งระเบียบวินัย น้ำใจนักกีฬา และความทรงจำที่เต็มผนังห้องที่มองกี่ครั้งก็ยิ้มได้ทุกครั้ง” เสียงซอ มองภาพในชุดกีฬาขี่ม้าอย่างภาคภูมิใจกับฝีมือตัวเอง







