posttoday
‘พลังเด็ก’ ความหวังของสังคมไทย

‘พลังเด็ก’ ความหวังของสังคมไทย

18 มกราคม 2559

โดย...[email protected]

“เด็ก” จะลุกขึ้นมาพัฒนาศักยภาพตนเองได้นั้น ต้องมีผู้ใหญ่หนุนหลัง ให้คำแนะนำ กระทั่งบางจังหวะต้องคอย “กระตุ้น” เพื่อให้เด็กได้เดินหน้าพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างเต็มขีดความสามารถ

ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในฐานะผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก จึงใช้รูปแบบ community project เป็น “เครื่องมือ” พัฒนาศักยภาพเด็กๆ และเยาวชนในภาคตะวันตกที่ประกอบด้วย จ.สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี

ข้อจำกัดของงานวิจัยคือเป็นโครงการที่ “ผู้ใหญ่คิด” และเด็กเป็นผู้ช่วยอยู่ในทีม เพราะฉะนั้นอาจจะยังไม่เห็นสิ่งที่เป็นความต้องการของเด็กจริงๆ

ขณะที่ระบบการศึกษา “พาเด็กไปเรียนรู้เรื่องราวไกลตัวของพวกเขามากเกินไป การเรียนรู้จึงไม่สนุก” ดังนั้นโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตกจึงเป็น “เครื่องมือ” ที่ดึงให้เด็กได้มาเรียนรู้ท้องถิ่น ให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และรู้ว่าเขาจะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร เมื่อเด็ก “เข้าใจ” การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ เด็กก็จะเข้าใจและสามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงนั้น โดยดึงฐานทรัพยากร ภูมิปัญญา วัฒนธรรมเดิมกลับมารับใช้ในการเปลี่ยนแปลงได้...

เช่น เรื่องนาเกลือซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ของคนสมุทรสงคราม เมื่อเด็กสงสัยว่าทำไมเดี๋ยวนี้คนทำนาเกลือน้อยลง พวกเขาก็ลงไปศึกษาหาสาเหตุ ซึ่งกระบวนการศึกษาก็เป็นลักษณะเดียวกับงานวิจัย คือ การเก็บข้อมูล จดบันทึก นำมาวิเคราะห์ สุดท้ายจึงนำข้อมูลที่ได้มาออกแบบกิจกรรมในการแก้ไขปัญหา

มาที่หาดทรายที่เคยขาวสะอาดและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ค่อยๆ หมดความงดงามลง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็อยู่ในสายตาของ“น้ำนิ่ง” อภิศักดิ์ ทัศนีย์ แกนนำเยาวชน Beach for life ที่ไม่อยากให้หาดทรายบริเวณหาดสมิหลาและหาดชลาทัศน์ต้องทรุดโทรมย่ำแย่ไปมากกว่านี้

พวกเขารวมตัวกันปกป้องหาด บางกลุ่มทำข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจให้ชุมชน ว่าวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้โครงสร้างแข็งมาป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งนั้นไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องนัก ขณะที่อีกกลุ่มหันไปศึกษาเรื่องตัวบทกฎหมาย เพื่อที่จะหาลู่ทางให้เยาวชนหรือชาวบ้านเข้ามามีส่วนในการจัดการทรัพยากรมากกว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่หน่วยงานรัฐ

น้ำนิ่งและเยาวชนคนอื่นๆ จะไม่สามารถดำเนินงานได้เลย หากปราศจากองค์กรหนุนหลังอย่าง “สงขลาฟอรั่ม” องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานพัฒนาศักยภาพเยาวชนมานานกว่า 20 ปี

พรรณิภา โสตถิพันธุ์ ผู้อำนวยการสงขลาฟอรั่ม กล่าวว่า โครงการพลังเยาวชนพลเมืองสงขลาเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและสร้างจิตสำนึกพลเมือง Active Citizen ให้แก่เยาวชนในพื้นที่ จ.สงขลา โดยผ่านกระบวนการ Coaching ตั้งแต่เริ่มต้นเสนอโครงการไปจนถึงพัฒนาเป็นโครงการที่สมบูรณ์

“โครงการเปิดโอกาสให้เยาวชนมีพื้นที่การเรียนรู้จากประเด็น สภาพปัญหาที่สนใจ คิดและลงมือปฏิบัติจริง โดยร่วมมือกันทำงานเป็นทีม มีส่วนร่วมกับชุมชน เชื่อมโยงกับเรื่องจริง สถานการณ์จริง จนเกิดจิตสำนึกพลเมืองจากฐานงานของเยาวชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

กระบวนการหนุนกลุ่มเยาวชนมีขั้นตอนการดำเนินงานหลักๆ คือ ขั้นพัฒนาโครงการของเยาวชนด้วยวิธีกลั่นกรองจากมุมมองหลายมิติ โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็นมาช่วยกันแสดงทัศนะ แสดงความเห็นเพื่อให้เด็กๆ มีความเข้าใจ หรือกระจ่างชัดในโครงการที่ต้องการทำมากขึ้น เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็น NGO ด้านสิ่งแวดล้อม ผู้รู้ด้านกฎหมาย เป็นต้น

จากกระบวนการดังกล่าวพบว่า เป็นการทำงานที่คุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสังคม และจะมีการขยายผลเป็นหลักสูตรในการพัฒนาเยาวชนสู่ความเป็นพลเมืองต่อไป

“จ.ศรีสะเกษ กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปของวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะด้านความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และภาษา หากคนรุ่นใหม่ไม่เข้ามารับช่วงต่องานจากผู้ใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชุมชนในอนาคต เพราะหากเยาวชนไม่เข้าใจรากเหง้าเดิม เวลามาพัฒนาชุมชนก็จะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างผิวเผิน”

รุ่งวิชิต คำงาม หัวหน้าโครงการพัฒนาเยาวชนพลเมืองดีศรีสะเกษ สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นชักชวนภาคีและเครือข่ายที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจเรื่องราวที่เป็นรากเหง้าของตนเอง

เรียกได้ว่าเป็นการเตรียมเด็กให้เชื่อมต่องานกับผู้ใหญ่ในการดูแลบ้านเกิดตัวเอง ผลของการทำโครงการหนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้เราเห็นพลังของพลเมืองรุ่นใหม่ของศรีสะเกษ ที่จะรับช่วงต่องานจากผู้ใหญ่ 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ที่กำลังจะสูญหาย 2.การเรียนรู้วิถีชีวิตการหาอยู่หากินบนฐานทรัพยากร และ 3.การทำโครงการจิตอาสาเพื่อชุมชน

สำหรับศรีสะเกษเพิ่งผ่าน “การจัดเทศกาลแห่งการเรียนรู้” หรือ Learning Festival ที่นำผลงานของเด็กๆ มานำเสนอต่อสาธารณะ และในงานนี้นี่เองที่ทำให้ผู้ใหญ่โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นว่า “เยาวชนพลเมืองศรีษะเกษ” คือหนึ่งความหวังที่จะรับช่วงต่อในการดูแลและรักษาเมืองนี้

ด้านเมืองน่าน มีต้นทุนทางสังคมหลายอย่าง “ทั้งด้านประเพณีวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การแต่งกาย ภาษา ปราชญ์ชุมชน ฯลฯ และที่สำคัญคือฐานทุนของกลุ่มเยาวชน แต่วันนี้ถูกสังคมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ความทันสมัย ที่ดึงเยาวชนออกจากวิถีชีวิตแบบเดิม และเริ่มมีวิกฤตเรื่องสิ่งแวดล้อม การเสื่อมถอยของวัฒนธรรม หากเราสามารถดึงเยาวชนเหล่านี้กลับมาให้สำนึกรักบ้านเกิด สำนึกรักถิ่นฐานชุมชนของตนเองได้คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก” พระครูสุจิณนันทกิจ หรือพระอาจารย์สมคิด จารณธัมโม ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ อ.สันติสุข จ.น่าน อธิบายถึงสถานการณ์ของเยาวชนเมืองน่าน และสถานการณ์ทางสังคมที่เด็กๆ อาศัยอยู่

พระอาจารย์สมคิดร่วมกับมูลนิธิสยามกัมมาจล และ สสส. ทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายเยาวชนจังหวัดน่าน เข้าไปเติมเต็ม ส่งผลให้เยาวชนได้ปรับเปลี่ยน “วิธีคิด” ว่าปัญหาในพื้นที่ไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คนในพื้นที่ต้องเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบ

หลังเด็กๆ พระอาจารย์สมคิด และผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดร่วมกันจัดกิจกรรม “พลังสร้างสรรค์ละอ่อนน่าน ฮักบ้านเกิด” ให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่แสดงความสามารถ ซึ่งพระอาจารย์สมคิดอยากจะให้เด็ก เยาวชน ได้มีส่วนร่วมเป็น “แกนนำ” สร้างภูมิคุ้มกันให้น่านน่าอยู่ยิ่งขึ้น...

ทุกวันนี้ทั้ง สงขลา สมุทรสงคราม ศรีสะเกษ และน่าน ต่าง “ค้นพบ” แนวทางในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ นั่นคือการเปิดโอกาส และเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงพลังอย่างเต็มที่ผ่านการทำโครงการต่างๆ ที่เริ่มขยายผลออกจากเด็กกลุ่มแรกๆ ไปเป็นกลุ่มที่ 2 3 และ 4 และจะขยายออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท