
อนาคตของหมอกับไทยพีบีเอส?
เฟซบุ๊ก Time Chuastapanasiri
เฟซบุ๊ก Time Chuastapanasiri
ขออนุญาตเขียนถึงเรื่องนี้เชิงการวิพากษ์วิจารณ์ในตำแหน่งผอ.ส.ส.ท. ของทพ.กฤษดา ในฐานที่ท่านต้องมาดำรงตำแหน่งนี้ ในเชิงส่วนตัว มีความเคารพนับถือในฐานะคนทำงาน
ขอบเขตการเขียน "จำกัดที่ การเลือกหมอเข้ามาทำงาน"
ยังมิกล้าวิจารณ์การทำงานของหมอเพราะสิ่งนั้นยังไม่เกิด
ประเด็นดังนี้
1. อยากเป็นหมอ เพราะคนเป็นหมอทำได้ทุกอย่าง?
กระแสแรกที่หมอเผชิญ คือ "คนเป็นหมอทำได้ทุกๆอย่างเลยละหรือ?" จากนั้นสื่อจึงเปิดเผยข้อมูลประวัติการทำงานออกมาให้ทราบกัน
หมอเป็นหมอฟัน ทำงานด้านหมอและงานสาธารณสุขมานาน และทำงานหมอในเชิงผู้บริหารองค์การ และใช่ คือ ทำงานด้านการรณรงค์สื่อสารทางสังคมมายาวนาน14ปี
ส่วนตัวผม อาจเห็นว่า "ประสบการณ์" ของหมอกฤษดานั้น "ดี" ในฐานะที่ควรเป็นที่ปรึกษาสำหรับงานออกแบบสื่อรณรงค์เชิงสุขภาพ แต่ทว่าความสำเร็จของงานสื่อสารเชิงสุขภาพที่เป็นภาพความสำเร็จของสสส.นั้น "มีส่วนอย่างมากมาจากนักยุทธศาสตร์กรรมการที่ปรึกษา และเอเจนซี่ที่รับจ้างทำงานให้สสส.อย่างมากด้วย"
แต่นั่นมันคนละเรื่องกันเลยกับการมานั่งเป็นหัวเรือใหญ่สำหรับองค์กรสื่อ ที่ต้องผลิตสื่อด้วยตัวเองและในช่วงที่ไทยพีบีเอสกำลังเผชิญวิกฤติในขณะนี้
หมอจึงตกอยู่ในฐานะ "ปมด้อย" เพราะมิใช่คนสื่อสารวิชาชีพ ไม่ใช่คนสื่อแท้ๆ ตามที่คนสื่อเห็นชอบ หมอต้องยอมรับอย่างหนึ่งให้ได้ในอย่างแรก คือจะทำให้คนสื่อยอมรับได้อย่างไร?
สรุปคือ ประสบการณ์ของหมอจึงดูไม่เหมาะสมในสายตาคนทำงานวิชาชีพสื่อ
ส่วนเรื่องที่ว่า "อาชีพนี้สงวนสำหรับคนเรียนสื่อ จบสื่อ ทำงานสื่อหรือไม่นั้น? เรื่องนี้ต่างคนต่างความคิดครับ เปล่าประโยชน์ที่จะชวนถกเถียง
2. "ความวัวยังไม่ทันหายจาก สสส. ความควายจะเข้ามาแทรก สสท.ไหม?
คดีของ สสส. ในเรื่องธรรมาภิบาลและการบริหารองค์กรและผลสอบคดีทุจริตจากคตร.ยังไม่สรุปเสร็จ / แถมคุณหมอก็ลาออกมาจาก สสส. โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบโดยสะดวกแก่ คตร.
เรื่องนี้อาจทำให้อนาคตการทำงานของคุณหมอนั้นไม่สงบราบรื่นสักเท่าไร
จะทำอย่างไรเมื่อมีข่าวสืบโยงคดีความทุจริตหรือมีปัญหาธรรมาภิบาลในการบริหารจากสสส. ไทยพีบีเอสจะมีจุดยืนอย่างไรต่อการต้องรายงานข่าวแบบนี้
ส่วนตัวผมเชื่อว่ากองบรรณาธิการข่าวไทยพีบีเอสจะขุดคุ้ย สสส.และคตร. อย่างไม่เกรงกลัวหน้าพรมหน้าอินทร์หรือหน้าหมอ
แต่ "ความวัวจากสสส.จะกลายมาเป็นความควายในสสท." โดยไม่จำเป็น ทั้งในเชิงเนื้อหาข่าว การตัดสินใจ ภาระการเข้าชี้แจงถูกตรวจสอบส่วนตัวของคุณหมอ
ประเด็นคือกรรมการนโยบายได้คิดถึงเรื่องนี้หรือไม่?. และคิดออกมาในมุมอย่างไร เป็นสิ่งที่ยังไม่มีคำอธิบายออกมาให้สาธารณะรับทราบ สสท. และกรรมการนโยบายจะมี "จุดยืนและแนวทางอย่างไร?" ต่อการรายงานปัญหาสสส. ในมุมมอง ของ สสท. โดยมีคุณหมอเป็นจุดกลางของความกระอักกระอ่วนใจเช่นนี้ หมอยืนอยู่ตรงกลางของความขัดแย้งนั้น. และว่ากันตามตรง ตัวท่านเองอาจกลายเป็นทั้งจุดล่อเป้า จุดปัญหา จุดเกรงใจ และอีกหลายจุดที่สร้างความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น!!!
หมอไม่ผิด แต่ผิดที่การสรรหาว่าได้คิดเรื่องนี้หรือไม่?
หรืออาจมองว่า "รัฐบาลยอมถอยทัพขัดแย้งกับสสส.แล้ว ด้วยการยอมคืนตำแหน่งบอร์ดสสส. 7 คน?" จึงน่าจะหมดเรื่องแล้วกับสสส. หรือมองไปไกลกว่านั้นว่ารัฐบาลไม่อยากเปิดศึกรอบด้านกับสสส. (และไม่อยากเจ็บช้ำมากกว่านี้)
3. "ประเทศไทยมีคนอื่นดีกว่านี้หรือไม่?"
อีกกระแสสังคม ในสื่อออนไลน์ เสียงลบต่อคุณหมอและสสท.มีมากกว่าเสียงบวกแน่ๆ (เท่าที่ดูมาสามวันในสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการลงทุนไปอ่านความเห็นของผู้คน)
- ไม่มีคนอื่นหรือไง?
- ออกจากที่โน่นมาอยู่ที่นี่?
- เก่งแต่ใช้เงินภาษีบาป?
- ประเทศไทยไม่มีคนเก่ง วงการสื่อไม่มีคนเก่งแล้วหรือ?
- มีการล็อกตัว ล๊อบบี้ยิสต์ สมประโยชน์กันหรือไม่?
- สสท. จะถูกครอบงำ (หรือผนึกกำลังกัน). กับสสส. แล้วหรือ?
ฯลฯ
เหล่านี้รวมๆ คือมุ่งเน้นไปที่ "วินิจฉัยของกรรมการสรรหาและกรรมการนโยบาย" ว่าใช้อะไรคิด? คิดแล้วหรือ? หรือคิดอย่างไร?
4. "เห็นหมอ อย่าเพิ่งทักว่าป่วย เห็นโลงศพ อย่าเพิ่งหลั่งน้ำตา"
เรื่องจินตนาการถึงประสิทธิภาพการทำงานบริหารในมือหมอ "อาจใช้/ได้หรือไม่" นั่นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเป็นการพิสูจน์ เช่นเดียวกับม้า
ประเด็นคือ "องค์กรสสท." นั้นป่วยแน่ๆ เพราะต้องการปฎิรูปองค์กร และการปรับโครงสร้างองค์กรหลายอย่าง" หมออาจกล้าและควรกล้าที่จะเข้ามาล้างบางองค์กรในหลายเรื่อง อันนี้ถึงจะได้เห็นความสามารถหมอว่ากล้าทำหรือไม่?
ไทยพีบีเอสกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
ตั้งแต่เพื่อการอยู่รอด การอยู่ได้ การนั่งยืน ในอุตสาหกรรมและการเป็นสื่อสาธารณะ / ผมว่า "ใครๆก็อาจคิดว่าจะทำให้ไทยพีบีเอสเป็นทีวีที่อยู่รอดได้นั้นคือต้องมีเครือข่ายภาคีพันธมิตร". ทว่า. แม้ผู้สมัครคนอื่นๆที่พูดเช่นนี้เหมือนกัน "อาจไม่ได้คัดเลือกเช่นคุณหมอ"
ผมเดาอย่างงูๆปลาๆว่า "กรรมการนโยบายมองเห็นประโยชน์ของหมอกฤษดาในฐานที่จะเอาเครือข่ายภาคีของสสส. มาโอนย้ายถ่ายเทบางส่วนมาอุดหนุนค้ำจุนสสท." แน่นอนว่า ผู้สมัครคนอื่นไม่มี "แบ็คดีแบ็คหนุน". เท่ากับหมอ?
คราวนี้คือ. "แน่ใจละหรือว่าทุนเครือข่ายสสส.จะมาเป็นทองแผ่นเดียวกับสสท."
ผมบอกตรงๆว่า ไม่น่าจะใช่สักเท่าไร
ที่แน่ๆ อาการป่วยไข้ของคนทำสื่อตอนนี้ มีปัจจัยหลายอย่างทั้งจากเทคโนโลยี ทั้งจากอุตสาหกรรมสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป และแน่นอนทั้งจากคสช. จากฝ่ายการเมืองที่กำลัง "ทำบางอย่างกับการถอยหลังวิ่งลงคลองปฏิรูปสื่อ"
ความป่วยไข้นี้ จำเป็นต้องมีหมอมารักษา แต่ที่ผมเซอร์ไพรซ์คือ กรรมการนโยบายดันเลือกเอาหมอมาจริงๆ ให้ไทยพีบีเอส
คุยกันอย่างล้อเล่นในคนทำงานด้วยกันว่า
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบโดยคตร. ในอนาคตอันใกล้"
ผมคิดว่า "ถ้ามองจากประสบการณ์ของหมอกับสสส."
น่าจะสรุปได้ว่า "หมอคงรู้ว่าต้องลาออกเพื่อเปิดทางให้เกิดการตรวจสอบอย่างบริสุทธ์ใจ"
ไทยพีบีเอสตอนนี้เหมือนคนป่วยไอซียู หมอจะมาช่วยรักษาไทยพีบีเอส หรือมาช่วยฝังลงโลง กองเชียร์ก็ต้องให้กำลังใจสสท. และหมออย่างลุ้นสุดตัว
แต่สำหรับกองแช่ง ก็คงอมยิ้มและสาปส่งต่อไป
อนาคตของหมอกับไทยพีบีเอส ดูท่าจะไม่มีช่วงฮันนีมูน!
จะเป็น "เผา" หรือ "ผ่า" ก็ทำใจนิ่งๆรอดูต่อไป







