
ฉันรักกรุงเทพฯ ซีซัน 12
มุมมองคน “รักกรุงเทพฯ” ซีซันสุดท้าย ใครเป็นใคร รักกรุงเทพฯ อย่างไร มาอ่านกันเลย...
มุมมองคน “รักกรุงเทพฯ” ซีซันสุดท้าย ใครเป็นใคร รักกรุงเทพฯ อย่างไร มาอ่านกันเลย...
เรื่อง ทีมข่าวแซ่ด
สิทธิเดช มัยลาภ "บ้านหลังใหญ่ที่ใครก็นึกถึง"
ผู้ประกาศข่าวภาคเช้า สทท. สิทธิเดช มัยลาภ บอกว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีแต่ความศิวิไลซ์ เมืองแห่งรอยยิ้ม ไม่แปลกใจทำไมต่างประเทศถึงโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของโลก
กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ให้ศึกษามากมาย โดยเฉพาะวัดวาอาราม ใครไม่สบายใจก็ไปวัดเพื่อทำใจให้สงบ วัดที่สิทธิเดชไปบ่อย คือ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากเป็นวัดหินอ่อนที่สวยงามที่สุดแล้ว ยังอยู่ใกล้ๆ บ้าน
กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองช็อบปิ้งติดอันดับของภูมิภาคนี้ และอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงินมาก เมืองใหญ่แห่งนี้แม้ผู้คนจะมากมาย รถราติดเป็นตังเม แต่เขามองว่า ก็มีเสน่ห์มีความเป็นไทยแฝงอยู่ในความวุ่นวาย “เราจะเห็นภาพคนจูงมือคนแก่ และเด็กข้ามถนนให้ปลอดภัย คนขับแท็กซี่แม้จะไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่พอได้คุยกัน ความเป็นญาติพี่น้องก็เกิดขึ้นทันที เป็นลุงเป็นน้าเป็นอา”
ใครจะบอกว่าคนกรุงเทพฯ แล้งน้ำใจ แต่สำหรับสิทธิเดชไม่คิดอย่างนั้น เพราะเขาได้รับความเอื้อเฟื้อจากคนรอบข้างเสมอ ความเร่งรีบของคนในเมืองใหญ่ ผู้คนแก่งแย่งแข่งขัน เลยถูกมองว่าคนไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าหยุดดูคนรอบข้างสักนิด ก็จะพบน้ำใจจากผู้คนมากมายที่เมืองใหญ่ในหลายประเทศในโลกนี้ไม่มี
“ถ้าเรายิ้มให้คนอื่นก่อน คนอื่นก็จะยิ้มตอบกลับมา ซึ่งประเทศอื่นแทบไม่มีให้เห็น กรุงเทพฯ คือบ้านหลังใหญ่ที่ใครๆ ก็นึกถึง ไม่ว่าจะไปที่ไหนผมก็ต้องนึกถึงกรุงเทพฯ เพราะที่นี่คือบ้านเรา”
"กรุงเทพฯ เมืองแห่งเสน่ห์" ลุลา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย
เป็นคนรุ่นใหม่ที่หลงกลิ่นอายมนต์ขลังของวัฒนธรรม ดนตรี สถานที่เก่าๆ อย่างผลงานเพลงของลุลา ก็บ่งชี้ให้เห็นว่าตัวตนสะท้อนสู่งานเพลง ด้วยลุลาชอบใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยและมองเห็นคุณค่าของสิ่งเก่าๆ ช่วงชีวิตที่ลุลาไปเป็นนักศึกษาที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นานถึง 5 ปี ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น เธอคิดถึงกรุงเทพฯ ทุกๆ ปีเธอจะต้องกลับบ้าน และไม่พลาดที่จะไปตลาดนัดสวนจตุจักร
“มีเพื่อนๆ อยากจะอยู่หางานต่อ อยากเป็นคนออสซี แต่ลุลาไม่ชอบเพราะคิดถึงกรุงเทพฯ ลุลาชอบค้นหาอะไรใหม่ๆ ข้างนอกก็จริง แต่สุดท้ายก็กลับมาหาสิ่งที่เราคุ้นเคย แม้ว่าบ้านเมืองเขาจะน่าอยู่ แต่ครอบครัวเราอยู่ที่นี่ มีหลายๆ อย่างที่เราผูกพัน หลายอย่างที่เรารักเราชอบไป เช่น ตลาดนัดจตุจักร ตลาดมือสองรัชดา ตลาดไฟฉาย วังหลัง ลุลารู้สึกว่าริมถนนของเรามีอะไรดีๆ”
กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองสมบูรณ์แบบ ซ้ำยังขาดระเบียบวินัย มีความวุ่นวายมากกว่าเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ แต่ลุลาบอกว่า รักในความไม่สมบูรณ์แบบของกรุงเทพฯ และไม่อยากจะไปอยู่ที่ไหนในโลกเลย “กรุงเทพฯ เป็นเมืองสบายๆ เรารักกรุงเทพฯ ยังโอเคกับสถานที่ที่เราเคยไป รักในความไม่สมบูรณ์แบบ ที่ยังขาดก็คือเรื่องของระเบียบวินัยที่ไปเปรียบกับต่างประเทศแล้วเราไม่มี อย่างการขึ้นรถไฟฟ้า ข้ามถนน เวลาคนเรียกแท็กซี่ที่ทำให้การจราจรติดขัด คือระบบสาธารณะยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่ แต่เราก็อยู่กับมันได้”
แม่น้ำเจ้าพระยา คือ สถานที่ที่ทำให้ลุลาคิดถึงกรุงเทพฯ จับใจทุกครั้ง “ที่เมลเบิร์นจะมีแม่น้ำสายหลักที่ตัดผ่านตัวเมืองชื่อ ยาร์รา สะอ๊าด-สะอาด เห็นทีไรคิดถึงแม่น้ำเจ้าพระยาของเราทุกที แม่น้ำของเขาเหมือนเป็นวิว ส่วนเจ้าพระยาของเราเป็นวิวด้วย เป็นชีวิตด้วย รู้สึกว่า มีเสน่ห์”
"นั่งเรือท่องเจ้าพระยา งดงามน่าชม" แชมป์-ศิรเดช โทณวณิก
ศิรเดช โทณวณิก ผู้บริหารหนุ่มวัย 24 ปี หลานคุณย่าท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ปัจจุบันรั้งตำแหน่งอินดัสเมนต์ เมเนเจอร์ โรงแรมดุสิตธานี ค่าที่ไปร่ำเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ยังเด็ก พอศึกษาจบกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว นับเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่บ้านเกิดเมืองนอนจริงๆ จึงรู้สึกผูกพันกับประเทศไทยและกรุงเทพมหานครมากๆ
ในฐานะโรงแรมที่อยู่ย่านสีลมที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ แต่นับว่าโชคดีที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ มาได้ และฟ้าหลังฝนย่อมงดงามเสมอ “บ้านผมอยู่ถนนเส้นพระราม 4 ออฟฟิศผมอยู่ตรงถนนสีลม ค่อนข้างรู้สึกไม่สบายใจ เพราะได้เห็นได้ยินสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้สึกเศร้าใจ เราสูญเสียลูกค้าไปเยอะมากและเป็นระยะยาวด้วยนานนับปีทีเดียว ในฐานะที่ผมมีหน้าที่ดูแลด้านการลงทุนตลาดต่างประเทศ ผมมองว่าเราน่าจะขยายธุรกิจซึ่งเป็นของคนไทยแท้ๆ ไปต่างประเทศโดยเฉพาะทางแถบยุโรป เพราะเวลาเมืองไทยมีปัญหาเรากระทบหนัก และผมอยากนำความเป็นโรงแรมคนไทยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ให้ต่างชาติได้เห็นถึงการบริการที่ดีเยี่ยมของคนไทย”
อย่างไรก็ดี เมื่อเหตุการณ์กรุงเทพฯ สงบ ก็พบกับความงดงามมากมาย ค่าที่โตต่างประเทศ แต่เกิดที่เมืองไทย พออายุ 9 ขวบก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ จนถึงอายุ 21 ปี จึงกลับมาเมืองไทย ดังนั้นความผูกพันระหว่างศิรเดชกับเมืองไทยจึงไม่เหนียวแน่น แต่เมื่อได้กลับมาทำงานก็รู้สึกผูกพันกับเมืองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะภาพประทับใจชีวิตดั้งเดิมของผู้คนริมแม่น้ำเจ้าพระยากลับมีมนต์เสน่ห์มากๆ
ด้วยสายตาของเด็กนอกที่ไปอยู่ที่ต่างประเทศนานนับ 10 ปี ศิรเดชมองเห็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ มากมาย โดยเฉพาะถนนข้าวสาร พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นต้น
“ผมรู้สึกว่ากรุงเทพฯ มีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นมากๆ มีรถไฟฟ้า รถใต้ดิน แต่อีกแง่หนึ่งก็มีความเก่าๆ ของเมือง เช่น คนเข็นรถขายกาแฟ หรือไปถนนข้าวสาร ซึ่งผมชอบไปเที่ยววัด มีร้านเก่าๆ ผมชอบไปนั่งเล่น เวลาเพื่อนๆ มาผมชอบพาไปถนนข้าวสาร เพราะถนนเส้นนั้นบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นมิตร สามารถใส่กางเกงขาสั้นไปเที่ยวได้ มีผัดไทยมาขายตรงข้างทาง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์มากๆ หรือตรงแม่น้ำเจ้าพระยา จะมีร้านอาหารริมแม่น้ำ แล้วจะเห็นวิวด้านหลังเป็นพระปรางค์วัดอรุณฯ ช่างเป็นภาพที่งดงามมาก
แชมป์มีเพื่อนชาวฝรั่งเศสที่ไปอยู่อังกฤษเหมือนกัน แชมป์ชอบนั่งเรือไปหาเพื่อน เพราะเขามีบ้านอยู่ใกล้ๆ โอเรียนเต็ล เวลาแชมป์เสร็จงานก็ชอบนั่งเรือไปหาเขา เวลานั่งเรือตอนพระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าเป็นสีส้ม เหมือนกรุงเทพฯ สมัยก่อน ริมแม่น้ำก็เริ่มมีแสงไฟ สวยงามมาก เหมือนภาพย้อนยุค ที่เราเคยดูในหนังโบราณของไทย เห็นวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดั้งเดิม มีลมพัดเย็นๆ รู้สึกสบายใจมากๆ”







