
วันเด็กที่ไม่เหมือนเดิม
รายงานการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบเชิงนโยบายต่อการพัฒนาประเทศจากผลการคาดประมาณประชากร
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
รายงานการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบเชิงนโยบายต่อการพัฒนาประเทศจากผลการคาดประมาณประชากรของไทย พ.ศ. 2553-2583 จัดทำโดยคณะอนุกรรมการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ก.พ. 2556 ในปี 2553 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป 9% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 14% ในปี 2564 และ 20% ในปี 2574
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรดังกล่าว ทำให้ประชากรวัยทำงานมีภาระทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลาในการเลี้ยงดูบุตรและผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นไม่ได้หมายถึงความร่ำรวย แต่หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพียงพอ ปัจจุบันหลายครอบครัวมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ เมื่อมีข่าวว่าจะยกเลิกบัตรทองจึงทำให้เกิดความตื่นตระหนก ทุกวันนี้นอกจากคนวัยทำงานจะหมดเวลาไปกับการเดินทางแล้ว ยังต้องทำงานให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ทำให้เวลาดูแลครอบครัวลดลง
ภาระทั้งหมดในขณะนี้จึงตกอยู่กับประชากรวัยทำงานที่จะต้องบริหารทั้งสองส่วนให้มีประสิทธิภาพ แต่จากปัญหาของประเทศไทยที่ซับซ้อนอยู่ในขณะนี้ ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ผสมโรงกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ พ่วงด้วยปัญหาวัยรุ่นที่ถูกโอบล้อมด้วยสิ่งยั่วยวนมากมาย การปล่อยให้แต่ละครอบครัวแก้ปัญหากันเองโดยลำพังเหมือนเช่นในปัจจุบัน โดยภาครัฐไม่มีเครื่องมือหรือมาตรการใดๆ ออกมาสนับสนุนให้ครอบครัวมีความเข้มแข็ง สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องไปไล่แก้ปัญหาสังคมอาชญากรรมต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
คำกล่าวที่ว่าอนาคตของชาติอยู่ที่เด็กนั้นเป็นความจริงแท้แน่นอน แต่สิ่งสำคัญก็คือผู้ใหญ่ในวันนี้ได้เตรียมความพร้อมอะไรไว้ให้กับเด็กบ้าง การวัดความสามารถของเด็กไทยที่อยู่รั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน แน่ใจหรือว่าเป็นความห่วยของเด็ก ไม่ใช่ความห่วยของระบบการศึกษาไทย หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะทั้งสองส่วน ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเคยลงไปสัมผัสปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองหรือไม่ การจัดงานวันเด็กด้วยการขนอาวุธยุทโธปกรณ์ออกมาโชว์อาจจะไม่ใช่อีกต่อไป
รูปแบบงานวันเด็กเพื่อให้ผู้ใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก จะต้องไม่ใช่แค่การจัดหางบประมาณเพื่อนำมาจัดกิจกรรมแจกของเรื่อยเปื่อยอีกต่อไป ผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี อย่าให้ใครมาว่าได้ว่าหากินกับเด็ก ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่จะกำหนดอนาคตของชาติในอีก 30 ปี 50 ปีข้างหน้า จะต้องเข้าใจและเข้าถึงแก่นแท้ของครอบครัวของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และสนับสนุนส่งเสริมให้ทุกครอบครัวมีความพร้อมที่จะผลิตเด็กที่มีคุณภาพ ผู้มีวิสัยทัศน์จะต้องมีมากกว่าคำขวัญที่มอบให้ในวันเด็ก
ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ประชากรระดับล่างก็คือรากฐานของประเทศ การเลือกเอาใจเฉพาะกลุ่มทุนใหญ่โดยหวังว่าเมื่อทุนใหญ่มีความมั่งคั่งแล้วจะคืนกลับให้กับสังคมฐานรากนั้น เกิดการกระจายรายได้ สร้างงานสร้างเงิน สร้างสังคมให้เข้มแข็ง ไม่ใช่เป็นแค่เศษเนื้อข้างเขียงที่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้กิน ช่องว่างระหว่างความรวยกับความจนของไทยก็คงไม่ถ่างขนาดนี้ ทรัพยากรส่วนใหญ่ชาติก็คงไม่ไปตกอยู่ในมือนายทุนมากมายขนาดนี้ ครอบครัวทุกครอบครัวก็จะมีความสุขมากกว่านี้ เด็กไทยทุกคนก็จะเป็นเด็กที่มีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และกลายเป็นอนาคตของชาติได้อย่างแท้จริง







