
การแลกเปลี่ยนที่ยากลำบาก
เมื่อเช้าผมเพิ่งได้รับข่าวร้ายมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อของผู้ส่งมาเป็นบริษัทเจ้าของโปรแกรมอีเมลที่ผมใช้มาตั้งแต่เวอร์ชั่น Beta เป็นกลุ่มลูกค้าแรกๆ
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี
เมื่อเช้าผมเพิ่งได้รับข่าวร้ายมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อของผู้ส่งมาเป็นบริษัทเจ้าของโปรแกรมอีเมลที่ผมใช้มาตั้งแต่เวอร์ชั่น Beta เป็นกลุ่มลูกค้าแรกๆ ที่ยินดีเป็นหนูทดลองกล้าใช้โปรแกรมไม่เสถียร แถมยังต้องเขียนรีวิวให้เขาว่าประสบการณ์การใช้งานติดขัดตรงไหนบ้างเพื่อเป็นการตอบแทนอีกด้วย เรียกว่า ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรระหว่างใช้งานนอกจากจะอารมณ์เสียแล้ว ยังต้องมานั่งเรียบเรียงเขียนอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกต่างหาก ฟังดูน่ารำคาญมีโอกาสเสี่ยงเสียความรู้สึกแบบโชคทองสองเด้งได้ง่ายๆ
แต่การที่ผมคลุกคลีกับวงการไอทีพวกนี้มานานพอสมควรจึงพอจะแยกออกว่าทีมงานวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังโปรแกรมชิ้นนี้ไม่ใช่ขี้ๆ โปรแกรมเล็กๆ ที่เป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมการใช้นิ้วเลื่อนเพื่อจัดการอีเมลใน Inbox เลื่อนขวาแบบสั้นเพื่อเก็บ แบบยาวเพื่อลบ เลื่อนซ้ายแบบสั้นเพื่อตั้งเตือน แบบยาวเพื่อเก็บในหมวดหมู่ มันสุดแสนเรียบง่าย มีศิลปะชั้นเชิงเยี่ยงปรัชญาของเซนที่สวยงาม แต่กลับแก้ไขปัญหาอีเมลล้นกล่องได้อย่างตรงเผง หลังจากนั้นก็มีโปรแกรมอื่นๆ ที่พยายามเลียนแบบเสริมนั้นนิดเติมนี้หน่อย แต่ผมมันพวกลูกค้ารอยัลตี้ ไม่เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนใจถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่สุดท้ายเมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับไม่เว้นแม้แต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ วันแห่งการเปลี่ยนก็มาถึงจนได้
เมื่อเช้านี้พวกเขาส่งข่าวคราวมาบอกว่าคงจะถึงเวลาต้องโบกมือบอกลา เนื้อหาแปลเป็นไทยได้ประมาณนี้ครับ “เพื่อที่พวกเราจะมีโอกาส ‘ได้ทำ’ ในสิ่งที่เชื่อว่ามีประโยชน์ มีความหมายมากที่สุด เราจำเป็นต้อง ‘บอกลา’ กับสิ่งดีๆ และมีคุณค่าบางอย่าง มันเป็นการตัดสินใจแลกเปลี่ยนที่ยากลำบาก แต่สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติสำคัญของบริษัทที่ดีเยี่ยม…”
ผมอึ้งไปพักหนึ่งก่อนที่จะตั้งสติกลับมาได้ และอุทานออกมาว่า “เชี้ยแล้ว” ต่อไปจะทำยังไงดีกับอีเมลที่ยังไร้ตัวตนแต่ยังไงก็ไม่พ้นที่จะเกิดขึ้นและถูกส่งเข้ามาในกล่องจดหมาย มันคงจะมีโปรแกรมคู่แข่งที่ทำงานคล้ายกัน แต่ความรู้สึกคุ้นเคยเจอกันทุกวันมานานหลายปีไม่สามารถถูกทดแทนได้ง่ายนัก การค้นหาโปรแกรมจัดการอีเมลอันใหม่ก็เกิดขึ้นและจุดจบยังไม่แน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน
ระหว่างที่นั่งเลือกกดลอง อันนั้นก็ไม่เหมือนอันนี้ก็ยังไม่ใช่ ค้นหาโปรแกรมใหม่ที่คล้ายของเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น มันเหมือนการไขว่คว้าหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อบรรเทาความรู้สึกโหว่หวิวที่ยังไม่พร้อมกับการบอกลา แต่สุดท้ายก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ยิ่งผ่านไปนานหลายชั่วโมงก็เริ่มรู้สึกว่ามันช่างเปล่าประโยชน์ การพยายามมองหาอะไรเก่าๆ ในอะไรใหม่ๆ ช่างไร้ซึ่งเหตุผล มันเหมือนการมองหาแฟนใหม่ที่เหมือนแฟนเก่าทุกอย่าง สุดท้ายนอกจากรังแต่จะผิดหวังแล้ว ยังจะเป็นการขัง
ตัวเองในกรงเหล็กล่องหนแห่งความเป็นไปไม่ได้อีกต่างหาก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในช่วงสามสิบกว่าปีของชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอีกเหมือนกัน ถ้าการตัดสินใจ
บอกลาจากสิ่งมีค่าบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เป็นคุณสมบัติสำคัญของบริษัทที่ดีเยี่ยมแล้วล่ะก็ บางทีผมควรตัดสินใจบอกลากับโปรแกรมเก่า เปิดใจรับโปรแกรมใหม่ ข้อจำกัดอย่างเดียวที่มีคือต้องดีกว่าเดิมเพียงเท่านั้น
ประมาณห้าเดือนก่อนหน้านี้ผมมีเรื่องหนักใจที่ตัดสินใจยากแบบนี้อยู่ครั้งหนึ่ง ช่วงจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนแปลง จากที่เคยหนุ่มแน่นและไม่ได้มีภาระการงานมากมาย กลายเป็นผู้ชายที่มีครอบครัวและงานชุกจนแทบจะขยับตัวออกจากบ้านไม่ได้ งานอดิเรกรับถ่ายรูปฟรีแลนซ์ทั่วราชอาณาจักรเป็นอันต้องหยุดพักลง หน้าเฟซบุ๊กสำหรับนำเสนอผลงานและติดต่อลูกค้าก็เริ่มชะงักเพราะรับงานไม่ได้ หลายต่อหลายครั้งมีคนอยากจ้างให้ไปถ่ายรูปแต่ผมเองกลับไม่ว่าง การบอกปฏิเสธเป็นเรื่องลำบากใจโดยเฉพาะกับคนที่ชื่นชมผลงานของเราแต่กลับเลี่ยงหลีกไม่ได้หลังจากเริ่มเขียนหนังสือแบบจริงจังมากขึ้นเมื่อปลายปีก่อน เวลาว่างที่ปกติน้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยจนแทบกลายเป็นศูนย์ จากที่นานๆ ครั้งยังพอหนีงานประจำไปถ่ายรูปวันสองวันแล้วค่อยกลับมาชดเชยทีหลัง กลายเป็นว่าเวลาที่ว่างก็ต้องรีบพิมพ์ต้นฉบับที่ดองพอกไว้ที่ปลายหาง งานถ่ายรูปที่ติดต่อเข้ามาก็ต้องปฏิเสธไปหมด
จนรู้สึกว่าเวลาแห่งการตัดสินใจได้มาถึงแล้ว
ในเมื่องานประจำที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองและครอบครัวนั้นไม่สามารถจะตัดออกไปได้ เวลาว่างที่เหลือต้องเลือกแล้วว่าจะยังเปิดประตูรับงานถ่ายรูปต่อไป (ถึงแม้ว่าต้องปฏิเสธไปทุกครั้ง) แล้วเขียนหนังสือไปด้วย ซึ่งจริงอยู่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้และคงไม่มีใครเดือดร้อน แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกกระวนกระวาย คล้ายกับเป็นคนสองใจคบหญิงสองคนในเวลาเดียวกัน แม้มันจะไม่ได้เลวร้ายหรือน่าทุเรศขนาดนั้นแต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเริ่มอยู่ไม่สุข หลังจากที่นอนตะแคงคิดพลิกไปมาอยู่หลายคืน สุดท้ายตัดสินใจว่าควรอุทิศ ทุ่มเทเวลาว่างที่มีนั้นให้กับการเขียนหนังสือให้เต็มที่ในช่วงเวลาที่มีโอกาส ส่วนหน้าเฟซบุ๊กถ่ายรูปนั้นควรปิดไป อย่าไปเสียดายจำนวนคนกดไลค์หลายหมื่นคน เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น ผมคงไม่ต่างอะไรกับคนที่อยากวิ่งไปข้างหน้า แต่ทุกก้าวก็ต้องคอยเหลียวหลังเพื่อเช็กประตูที่เปิดคาเอาไว้ มีโอกาสวิ่งชนเสาไฟฟ้าที่ขวางหน้าอยู่ได้ สู้ปิดประตูให้สนิท ลงกลอนแล้วออกวิ่งแบบไร้กังวลโฟกัสไปข้างหน้าจะดีกว่า
เพื่อให้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่มีความหมายมากที่สุด ผมต้องตัดสินใจปล่อยบางสิ่งที่มีค่าบางอย่างไว้ข้างหลัง จริงอยู่ว่าไม่ง่ายหรอก การแลกเปลี่ยนแบบนี้ย่อมใช้กำลังใจมากเป็นพิเศษ แต่คนเราก็ไม่ต่างอะไรกับเรือที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร ถ้าเราไม่กล้าที่จะเคลื่อนตัวไกลออกจากฝั่งและทิ้งความปลอดภัยไว้ข้างหลัง ไม่เข้มแข็งพอที่จะบอกลาตัดสิ่งที่คุ้นเคยเพื่อเป้าหมายที่ฝันไว้
สุดท้าย…สิ่งที่มีความหมายก็ไม่ต่างอะไรกับความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ เพียงเท่านั้น







