
เรื่องเล่าจากเทศกาลล่าโลมาที่เมืองไทจิ
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับอีเมลจากคุณธารียา ขำค้า อาสาสมัครกลุ่มโครงการภูเก็ตรักษ์โลมา เธอเพิ่งกลับมาจากเดินทางไปสังเกตการณ์ในเทศกาลล่าโลมาที่เมืองไทจิ ประเทศญี่ปุ่น ประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมาช่างน่าสะเทือนใจ
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับอีเมลจากคุณธารียา ขำค้า อาสาสมัครกลุ่มโครงการภูเก็ตรักษ์โลมา เธอเพิ่งกลับมาจากเดินทางไปสังเกตการณ์ในเทศกาลล่าโลมาที่เมืองไทจิ ประเทศญี่ปุ่น ประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมาช่างน่าสะเทือนใจ
เป็นที่รับรู้กันไปทั่วโลกว่า เทศกาลล่าโลมาที่หมู่บ้านไทจิ จังหวัดวากายามะทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี เริ่มต้นระหว่างเดือน ก.ย.-มี.ค. โดยชาวบ้านจะทำการปิดอ่าว ก่อนออกเรือต้อนฝูงโลมาให้ไปรวมกันอยู่ในเวิ้งอ่าวตื้นๆ แล้วใช้ไม้แหลมแทงอย่างโหดเหี้ยมพร้อมจับขึ้นฝั่ง บางส่วนถูกส่งไปขายยังสวนน้ำเพื่อฝึกให้แสดง บางส่วนถูกฆ่าชำแหละเป็นอาหาร
หลังจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Cove” (อ่าวมรณะ) ซึ่งตีแผ่ความโหดร้ายของเทศกาลล่าโลมาของหมู่บ้านไทจิ ออกฉายเมื่อปี 2552 และคว้ารางวัลออสการ์มาครอง สามารถกระตุ้นให้คนทั่วโลกหันมาสนใจต่อต้านการล่าโลมากันอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะ ริค โอ แบรี อดีตครูฝึกโลมา ผู้ผันตัวมาเป็นแกนนำกลุ่มอนุรักษ์โลมา ชื่อ Ric O’Barry’s Dolphin Project เขาเริ่มเกณฑ์อาสาสมัครเพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ในอ่าวไทจิ เรียกกลุ่มอาสานั้นว่า “โคฟ มอนิเตอร์” ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์และจำนวนโลมาที่ถูกล่าในแต่ละวัน พร้อมเรียกร้องให้ยุติการไล่ล่าโลมาเพื่อการบริโภคและจับขังเพื่อจำหน่ายแก่สถานแสดงโชว์
ธารียารู้สึกสะเทือนใจกับภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ถึงขั้นศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ก่อนจะเข้าร่วมกลุ่ม Love Dolphins Thailand รณรงค์ให้คนไทยและนักท่องเที่ยวทราบถึงความโหดร้ายในการจับและขังโลมาเพื่อมาแสวงหาผลประโยชน์ และผลักดันไม่ให้มีการกักขังโลมาในประเทศไทย กระทั่งเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ธารียาและสมาชิกอีก2 คน ตัดสินใจเดินทางไปร่วมกิจกรรมกลุ่ม Ric O’Barry’s Dolphin Project ที่หมู่บ้านไทจิ ด้วยเงินทุนของตัวเอง
หมู่บ้านไทจิเป็นเมืองเล็กๆ ริมฝั่งทะเล เงียบสงบ งดงาม ผู้คนเป็นมิตร มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย แต่บรรยากาศของความอึดอัดเริ่มปรากฏให้เห็นหลังจากถูกขอให้ไปรายงานตัวกับตำรวจ
ต้องยื่นหนังสือเดินทางเพื่อให้ตรวจสอบ กรอกแบบสอบถาม รวมทั้งตอบข้อซักถามอย่างละเอียดถึงวัตถุประสงค์ในการมาเยือนเนื่องจากเมืองไทจิได้ปรับเปลี่ยนมาตรการตรวจสอบและติดตามความเคลื่อนไหวของผู้สังเกตการณ์ โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้รอบเมือง ติดตามคุมเข้มทุกความเคลื่อนไหว ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยจากกลุ่มผู้สนับสนุนการล่าโลมาในท้องถิ่นด้วย
การทำหน้าที่โคฟ มอนิเตอร์ เริ่มต้นในเวลา 04.45 น. ของทุกวัน ทุกๆ เช้าจะมีกลุ่มเรือประมงล่าโลมา จำนวน 12 ลำ แล่นออกจากอ่าวตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นคณะทำงานต้องเดินทางไปเฝ้ารอที่จุดเฝ้าสังเกตการณ์ชื่อ โทมิโอซากิ ซึ่งเป็นหน้าผาสูงสามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าได้อย่างชัดเจน ซึ่งสมัยก่อนชาวประมงใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดให้สัญญาณในการล่า ปัจจุบันกลุ่มนักอนุรักษ์ใช้เป็นที่เฝ้าสังเกตเรือประมงกลางทะเลว่า มีการตั้งแถวหน้ากระดานเพื่อเตรียมพร้อมต้อนโลมาเข้าฝั่งหรือไม่
เมื่อเห็นเรือตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน โคฟ มอนิเตอร์ จะรีบเดินทางไปที่อ่าวมรณะเพื่อบันทึกภาพและถ่ายทอดสดออนไลน์ การทำงานของผู้สังเกตการณ์ถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่ติดตามสถานการณ์การล่าโลมาของชาวประมงอย่างใกล้ชิดเพียงแหล่งเดียวที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไทจิ ท้ายที่สุดแม้ธารียาจะไม่ได้เห็นโลมาถูกล่า แต่ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากตำรวจและชาวบ้านที่เฝ้าติดตามประกบทุกฝีก้าว
ขณะเดียวกัน การไปเยือนพิพิธภัณฑ์วาฬเพื่อไปดูความเป็นอยู่ของโลมาที่ถูกกักขัง พบว่า มีโลมามากกว่า 40 ตัว อาศัยอยู่ในถังไฟเบอร์หรือกระชังแคบๆ ที่มีสภาพเลวร้าย โลมาที่ถูกจับมากักขังเป็นโลมาต่างถิ่น ซึ่งปกติในธรรมชาติพวกมันจะว่ายน้ำเดินทางไปในระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร มีโลมาต่างสายพันธุ์ถึงกว่า 4 ชนิด ถูกจับมาขังรวมในกระชังเล็กๆ ไม่ต่างจากกระชังเลี้ยงปลาทั่วไปในไทย โลมาเหล่านี้ถูกบังคับให้ทำการแสดงโชว์ให้นักท่องเที่ยวชม แลกกับอาหารเป็นปลาตายระหว่างการแสดงโชว์ พวกมันจะลอยแกร่วรอ ว่ายวนเป็นวงกลม บางตัวกระโดดทิ้งตัวลงบนพื้นเวทีซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมเหล่านี้นับว่าผิดธรรมชาติของโลมา อันเป็นผลจากความเครียด โลมาจำนวนไม่น้อยต้องมาจบชีวิตอย่างน่าเศร้าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ธารียา เล่าต่อว่า หลังกลับจากการเยือนไทจิ เธอได้นำประสบการณ์ไปเผยแพร่ต่อด้วยการบรรยายให้นักเรียนโรงเรียนบ้านไม้เรียบ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต 60 คน ให้ความรู้เรื่องการกักขังโลมากับน้องๆ ที่มูลนิธิบ้านเด็กไทย-สวีเดน มูลนิธิบ้านเด็กตะวันฉาย จำนวนกว่า 100 คน นอกจากนี้ได้เตรียมเข้าบรรยายให้พนักงานโรงแรมใน จ.ภูเก็ต อีกหลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นสถานประกอบการที่ร่วมคัดค้านไม่ทรมานโลมา เพื่อให้พนักงานได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถอธิบายต่อให้แขกที่เข้าพักเข้าใจได้
ในอนาคต นักอนุรักษ์โลมาชาวไทยคนนี้ตั้งความหวังว่า จะระดมทุนและสนับสนุนให้นักเรียนและประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสไปเยือนหมู่บ้านไทจิ เพื่อสัมผัสกับเทศกาลล่าโลมาด้วยตัวเอง ซึมซับความโหดร้ายทารุณจากภาพชาวประมงใช้หลาวทิ่มแทงโลมา เลือดแดงฉานกลายเป็นทะเลโลหิตเพื่อให้เกิดความตระหนักและเกิดความเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อกิจกรรมโชว์โลมาเสียใหม่
การไปดูโชว์โลมานั้น ถือเป็นการส่งเสริมให้มีการไล่ล่าโลมาโดยตรง การไปดูโลมาที่ถูกกักขังไม่ว่าจะที่ใดในโลกก็ตาม นั่นหมายถึงคุณกำลังสนับสนุนการล่าโลมาที่เมืองไทจิ ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้ประชากรโลมาเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์







