
จริยดี สเปนเซอร์
ที่ผ่านมาคนในสังคมอาจรู้จัก เปิ้ล-จริยดี สเปนเซอร์ สาวสังคมสุดมั่นในฐานะเวิร์กกิ้งวูแมนคนเก่ง
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา
ที่ผ่านมาคนในสังคมอาจรู้จัก เปิ้ล-จริยดี สเปนเซอร์ สาวสังคมสุดมั่นในฐานะเวิร์กกิ้งวูแมนคนเก่ง ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการเดินทางน่าสนใจ มาวันนี้เธอกำลังเพลิดเพลินกับบทบาทใหม่ในชีวิตอย่างการเป็นคุณแม่ของลูกชายสุดที่รักวัยขวบเศษ น้องเจค พยานรักของเธอกับเจย์ สเปนเซอร์ และแม้บทบาทใหม่นี้จะท้าทายและเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปจากเดิมบ้าง แต่ตลอดเวลาที่เปิ้ลถ่ายทอดเรื่องราวการเป็นแม่ ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายไปด้วยความสุขที่สัมผัสได้
คุณแม่ยังสวยเล่าอย่างออกรสเมื่อถามถึงบทบาทการเป็นคุณแม่มือใหม่ว่า การเป็นแม่ทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไปมาก
“เปิ้ลไม่เคยคิดว่าลูกจะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนขนาดนี้นะ จากเรื่องง่ายๆ เช่น แต่ก่อนเราอาจจะทำอะไรบ้าๆ บอๆ เดินทางแบบแอดเวนเจอร์เยอะ แต่พอมีลูก ทำให้เราคิดเยอะขึ้น เราอยากรักษาชีวิตเราไว้ให้ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อที่เราจะได้เข้มแข็งพอที่จะเลี้ยงดูลูกได้ การเป็นแม่คือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ทุกวันนี้พอเราได้เป็นแม่เองถึงได้รู้ว่า คำว่า ‘แม่’ ยิ่งใหญ่แค่ไหน และบทบาทนี้ก็ทำให้เปิ้ลรักคุณแม่มากขึ้นไปอีกขั้นเลย”
แม้การมีลูกจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและความรับผิดชอบ แต่เปิ้ลย้ำหนักแน่นว่า เป็นการเปลี่ยนแปลง และความรับผิดชอบที่เต็มใจรับ ไม่ได้มีความยากลำบากอะไรเลย และเธอก็เต็มใจทำทุกอย่างเพื่อลูก
“แต่ก่อนเวลารีบๆ เปิ้ลใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่เดี๋ยวนี้พยายามเลือกทางอื่น เพราะเราคิดว่า ถ้าเกิดเราเป็นอะไรไป ถึงเขาจะมีคุณพ่อดูแล แต่สุดท้ายเราคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา”
ในฐานะคุณแม่มือใหม่ แถมยังคลอดก่อนกำหนดร่วมเดือน ทำให้ตอนที่เจคลืมตาดูโลก เธอยังไม่ได้มองหาพี่เลี้ยงมาเป็นกองทัพเสริม ภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้จึงตกเป็นของพ่อเจย์และแม่เปิ้ลถึง 5 เดือนเต็ม
“ช่วงที่คลอดน้องเจคเปิ้ลก็มองหาพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงลูก แต่สัมภาษณ์มาหลายคนก็ยังไม่ใช่ คุณเจย์ก็เลยบอกว่าเลี้ยงเองแล้วกัน ซึ่ง 5 เดือนนั้นแม้จะเหนื่อยมากๆ แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักกับลูกเราจริงๆ โชคดี
ที่คุณเจย์ก็คอยช่วย เราจะเปลี่ยนเวรกันคุณเจย์จะดูลูกตอน 4 ทุ่ม-ตี 4 เปิ้ลจะได้พักช่วงนั้น ถึงจะหลับๆ ตื่นๆ เพราะต้องปั๊มนมให้นมลูก แต่อย่างน้อยเราก็ได้พักบ้าง”
หลังจากผ่านไป 5 เดือน เปิ้ลบอกว่าคุณเจย์เสนอให้มีพี่เลี้ยง เพราะคุณเจย์ก็ต้องทำงานด้วย พอพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เราเลยตัดสินใจจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยแบ่งเบา ซึ่งก็ทำให้ตอนนี้คุณแม่คนเก่งพอมีเวลากลับมาตะลุยงานอีกครั้งได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว เปิ้ลบอกว่า โชคดีที่งานที่เธอทำสามารถทำที่บ้านได้ ทำให้ยังมีเวลาอยู่กับลูกทั้งวัน
“เปิ้ลยังอยากทำความรู้จักกับลูกไปเรื่อยๆ อยากเห็นพัฒนาการของเขาไปตลอด เพราะฉะนั้นถึงจะมีพี่เลี้ยง เปิ้ลก็ยังอยู่ใกล้ชิดตลอด ถามว่าก่อนจะมีลูกอ่านตำราเลี้ยงลูกเยอะมั้ย ไม่เลย เปิ้ลอาศัยถามเพื่อน เพราะอ่านเยอะ ข้อมูลเยอะ ไม่รู้จะเชื่อเล่มไหน อาศัยดูจากเพื่อนที่เป็นคุณแม่ ซึ่งแต่ละคนมีสไตล์การเลี้ยงลูกของตัวเอง เปิ้ลก็จะเอามาปรับใช้ในสไตล์ของเรา”
ด้านคุณพ่อเจย์ หรือคุณแม่เปิ้ล จะเป็นสายดุนั้น เปิ้ลบอกว่าเธอไม่ใช่สายดุ ส่วนสามีเหมือนจะดุ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่เลย (หัวเราะ)
“มีครั้งหนึ่งเขาดุลูกเสียงดัง ทุบโต๊ะ ลูกร้องไห้ แล้วก็กลัวไปเลย เหมือนงอนคุณพ่อ คุณเจย์ก็ต้องไปตามง้อลูกใหญ่เลย ตอนนั้นเปิ้ลก็คุยกับเขานะว่า ถ้าจะดุคือดุ อย่าทำแบบนี้ เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง เพราะลูกจะสับสน เวลาเลี้ยงลูกเราจะคุยกันตลอด”
สำหรับสไตล์การเลี้ยงลูกฉบับแม่เปิ้ล คุณแม่คนสวยบอกว่า เลี้ยงเขาให้เป็นธรรมชาติที่สุด อย่างการดูโทรทัศน์หรือเล่นไอแพด คุณแม่หลายคนไม่ให้ลูกแตะเลย ตัวเปิ้ลก็ไม่ได้สนับสนุน แต่ไม่ถึงขั้นหักดิบ เพราะบางครั้งเราก็เปิดโทรทัศน์ดูข่าวเหมือนกัน แต่เปิ้ลอาจจะจำกัดเวลาดูสัก 15 นาที พอได้ใจความก็ปิด ส่วนสมาร์ทโฟนหรือไอแพด เขาเห็นเราใช้ ถ้าเราไปห้าม ธรรมชาติของเด็กยิ่งอยากรู้อยากเห็น เธอจึงอาศัยการอธิบายพูดคุยมากกว่าจะห้ามตรงๆ
ถามว่าเปิ้ลวาดฝันกับอนาคตของลูกชายไว้อย่างไรบ้าง คุณแม่คนเก่งบอกว่า ด้วยความที่เขายังเด็กมาก คงไม่มีภาพอะไรชัดเจน ตอนนี้เธอพยายามเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ทุกอย่างให้มากที่สุด
“เปิ้ลว่าเด็กเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งรีบู๊ตเครื่องมาใหม่ เขาเปิดรับทุกอย่าง ทุกวันนี้ที่บ้านเปิ้ลพูดภาษาไทยกับเขา แต่เปิดเพลงสากล เกาหลี ฝรั่งเศสให้เขาฟัง เพราะวัยของเขาเปิดกว้างในการเรียนรู้อยู่แล้ว มีเพียงสองสิ่งที่เปิ้ลอยากปลูกฝังให้เขาคือ นิสัยรักการอ่านและการท่องเที่ยว อยากให้เขาเป็นคนติดดิน เห็นว่าคนทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์” เปิ้ล กล่าวทิ้งท้าย







