
สีเขียวกับการบริหาร
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ในขณะที่หลายๆ องค์กรและธุรกิจอุตสาหกรรมต่างเสาะหาแนวทางในการบริหารจัดการใหม่ๆ เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่หารู้ไม่ว่าคำตอบกลับอยู่รอบๆ ตัวเองแล้ว
สำหรับหลายๆ องค์กรแล้ว การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมคือปัญหาและอุปสรรคที่ขวางกำไรก้อนงาม โดยเฉพาะการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือทำตามความกดดันของสาธารณชน
แต่เดิมนั้นเป้าหมายของการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรม คือการเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น (Shareholder) แต่ยุคสมัยนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยการทำกำไรอย่างมีความรับผิดชอบ (ต่อสังคม)
ดังนั้น องค์กรหรือธุรกิจอุตสาหกรรมต้องตระหนักว่า การเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกแยกอีกต่อไป เพราะเราจะไม่สนใจหรือไม่ทำก็ไม่ได้ แต่จะต้องทำให้เป็นแรงจูงใจที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพที่ดีขึ้นและมีผลประกอบการที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
“
การบริหารจัดการสีเขียว” (Green Management) จึงเป็นมากกว่าความใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนทัศนคติในใจของเรา (Mindset) ที่ยึดเอา “สิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลาง” ของการบริหารจัดการการบริหารจัดการสีเขียวจึงต้องเป็นการบริหารจัดการทั่วทั้งองค์กร (Total Management) เช่นกัน เพราะมลภาวะจากการผลิตหรือดำเนินกิจการไม่ได้เกิดจากฝ่ายผลิตเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดได้ในทุกกระบวนงานและกิจกรรมต่างๆ ในองค์กร รวมทั้งคนอย่างพวกเราในองค์กรด้วย
บริษัทที่มีการบริหารจัดการสีเขียวส่วนใหญ่จะทราบดีว่าการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ดูกันที่ปลายทางเท่านั้น แต่จะต้องดูที่ปัจจัยต่างๆ ที่นำเข้าสู่กระบวนการและที่อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตด้วย ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร เพื่อที่จะทำให้องค์กรมีผลประกอบการที่ดีขึ้น
ตัวอย่างเช่น บริษัท AEG ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของเยอรมนี ได้ใช้แนวความคิดเรื่อง
“วงจรชีวิต” (Life Cycle) ในการออกแบบเครื่องซักผ้า ทำให้ประสบความสำเร็จทางการตลาด ส่งผลให้ยอดขายของ AEG พุ่งสูงขึ้นมากกว่าคู่แข่งถึงร้อยละ 30 ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เนื่องจากบริษัทใส่ใจในสิ่งแวดล้อมจึงได้ออกแบบเครื่องซักผ้าที่กินไฟน้อย ลดการใช้น้ำและผงซักฟอกระหว่างเดินเครื่อง รวมตลอดถึงกล่องบรรจุสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการผู้บริโภคในขณะนั้นที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Product) อย่างเดียวกับที่ AEG ได้วางตลาดการบริหารจัดการสีเขียว จะยึดเป้าหมายแห่งความสำเร็จในระยะยาว (LongTerm Goal) เช่นเดียวกับตลาดการเงินการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มองการณ์ไกลเป็นลำดับต้นๆ
การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมักจะขยายแนวความคิดต่างๆ ของบริษัทในกรอบที่กว้างไกลออกไป ดังเช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ MercedesBenz ที่มักคาดคะเนความต้องการของลูกค้าและสาธารณชน ด้วยการนำร่องระบบเครื่องยนต์ที่สามารถลดการปล่อยมลพิษให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และพยายามหาทางพัฒนาชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ให้สามารถรีไซเคิลได้ จึงเป็นที่ทราบกันว่า MercedesBenz เป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีเพื่อรีไซเคิลอุปกรณ์ลดสารพิษในท่อไอเสีย (Catalytic Converter) เนื่องจากบริษัทคิดว่าหากไม่ดำเนินการอะไรที่เกี่ยวกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนแล้ว ในไม่ช้าก็จะต้องถูกบังคับโดยรัฐบาลอยู่ดี
การบริหารจัดการสีเขียวจึงเป็นพันธสัญญาที่เกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพด้วย จึงไม่ใช่เพียงแต่ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นการปรับปรุงในทุกกิจกรรมขององค์กร หรือที่เรียกว่า
“การบริหารจัดการสีเขียวทั่วทั้งองค์กร” (Total Green Management หรือ TGM) เช่นเดียวกับแนวความคิดในเรื่องของ TQM (Total Quality Management)การบริหารจัดการอย่างครอบคลุมแบบครบวงจรชีวิต (Life Cycle) ตามหลักการสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องมองอย่างเป็นระบบครบวงจร คือไม่ใช่บริหารจัดการแบบแยกกันเป็นส่วนๆ อย่างที่กำลังทำกันอยู่ ครับผม!







