posttoday
ไพโรจน์ เผ่าดี ปรัชญาระหว่างทาง

ไพโรจน์ เผ่าดี ปรัชญาระหว่างทาง

19 ธันวาคม 2558

หนังสือเกี่ยวกับอินเดียมักเรียกความสนใจบนแผงได้เสมอ อาจเป็นเพราะอินเดียเป็นประเทศที่คนอยากไปแต่ไม่กล้าไป

โดย...รอนแรม ภาพ... ไพโรจน์ เผ่าดี

หนังสือเกี่ยวกับอินเดียมักเรียกความสนใจบนแผงได้เสมอ อาจเป็นเพราะอินเดียเป็นประเทศที่คนอยากไปแต่ไม่กล้าไป หากใครได้อ่านโรตีแลนด์ ของ ต้น-ดร.ไพโรจน์ เผ่าดี คุณอาจต้องวางหนังสือก่อนถึงบทสุดท้าย ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะคุณจะอยากไปแดนภารตเสียตอนนั้นเลย

เพราะเข้าใจ

ดร.ต้น จบปริญญาเอกด้านพุทธศาสตร์ที่เมืองกัลกัตตา โดยทุนรัฐบาลอินเดีย ระยะเวลา 4 ปี ในโรตีแลนด์จึงไม่ใช่แค่ไปเที่ยว แต่เป็นการใช้ชีวิตและนานพอให้ “เข้าใจ” ความซับซ้อนในสังคม

“คนทั่วไปมักเห็นว่าอินเดียน่ากลัว ไม่ศิวิไลซ์ แต่พอไปอยู่แล้วมันไม่เหมือนที่เราคิด มันยิ่งกว่าที่คิด ปกติเราคิดด้านบวกเกี่ยวกับอินเดียน้อย แต่พอไปอยู่จริงๆ มันมีด้านบวกเยอะแยะเต็มไปหมดที่เราสามารถเรียนรู้ได้”

ไพโรจน์ เผ่าดี ปรัชญาระหว่างทาง

 

เขายกตัวอย่างคนขอทาน ภาพของอินเดียมักถูกมองว่ายากจนเพราะวัดจากปริมาณของคนของทาน แต่ถ้ามองมุมกลับอินเดีย คือ ประเทศที่มีน้ำใจ อย่างตามร้านอาหารจะไม่ขับไล่ขอทาน หรือในประเพณีสำคัญจะทำอาหารเลี้ยงข้าวเหมือนในสมัยพุทธกาลที่มีโรงทานอยู่ทุกมุมเมือง

“คนอินเดียมีน้ำใจและมีมิตรภาพดี แม้ว่ารูปลักษณ์จะดูน่ากลัว แต่พอเข้าไปคุยด้วยจะรู้ว่ามีน้ำใจมาก เช่น เวลาถามทางทุกคนจะกุลีกุจอเข้ามาช่วยตอบ บางคนพาไปส่งถึงที่ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นในประเทศตะวันตก นอกจากนี้คนอินเดียเป็นคนที่ชอบความเป็นธรรม เช่น ถ้าคนขับแท็กซี่โกงเงินค่าโดยสารเรา แล้วคนแถวนั้นรู้เขาจะช่วยเราต่อว่าคนขับและพยายามทวงความยุติธรรมให้ อีกอย่างคือคนอินเดียเป็นคนใจเย็น เชื่อไหมครับผมไปอยู่ 4 ปีไม่เคยเห็นคนตีกัน โดยเฉพาะเวลารถเฉี่ยวชน อย่างมากจะลงมาทะเลาะแต่ไม่ลงไม้ลงมือ พอพูดจบก็ต่างคนต่างไป” ดร.ต้น กล่าวด้วยความเข้าใจทั้งวัฒนธรรม ศาสนา สังคม

ไพโรจน์ เผ่าดี ปรัชญาระหว่างทาง

 

เพราะศรัทธา

เหตุที่ทำไมคนอินเดียยังมีความเชื่อความศรัทธาในหลักศาสนาอย่างแรงกล้าท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ดร.ต้น แสดงทัศนะว่า อินเดียมีความหลากหลายสูง เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ทุกๆ 200 กม. จะพบวัฒนธรรมที่ต่างไปจากเดิม แต่ที่ประเทศยังเป็นปึกแผ่นอยู่ได้ เพราะทุกคนมีศรัทธาแบบ “เพียว ศรัทธา” ต่อศาสนาหรือหลักชีวิตที่ตัวเองยึดถือ เช่น ถ้าเกิดปัญหาก็จะคิดถึงสิ่งที่ตนศรัทธา ปัญหาก็จะเบาบางลง

นอกจากนี้ วัฒนธรรมอินเดียยังเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทำให้คนต่างถิ่นต้องเรียนรู้ สำหรับคนไทย ดร.ต้น ให้ระวังเรื่องใบกะเพรา เพราะที่อินเดียถือว่ากะเพราเป็นสิ่งต้องห้าม เขาใช้ใบบูชาพระเจ้าและใช้ปิดตาคนตาย มีขายเฉพาะในร้านดอกไม้บูชาเทพเจ้าเท่านั้น

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ กะเทยอินเดีย อาชีพเดียวที่กะเทยทำได้ คือ ขอทาน ส่วนใหญ่จะขอจากผู้ชายและหญิงตั้งครรภ์ เพราะคนอินเดียเชื่อว่ากะเทยมีวาจาสิทธิ์เป็นพรที่ได้รับจากพระราม ดังนั้นถ้าถูกกะเทยด่าจะซวยไปทั้งวัน จึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธพวกเธอ อย่างไรก็ตามในหัวเมืองใหญ่อย่างมุมไบเปิดรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น โดยการให้กะเทยเข้าทำงานได้

ไพโรจน์ เผ่าดี ปรัชญาระหว่างทาง

 

“อินเดียมีโครงสร้างทางสังคมที่อิงกับหลักศาสนา คือ ชนชั้นวรรณะ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ทำให้คนที่เกิดมาในวรรณะล่างไม่มีโอกาสทางการศึกษา เป็นได้แค่กรรมกรหรือไม่ก็ขอทาน ผมเคยมองว่าระบบวรรณะเป็นปัญหาแต่พอไปถามคนอินเดียเขาตอบว่า นี่คือสิ่งที่ทำให้ประเทศไม่มีความวุ่นวาย”

เขายกตัวอย่าง ดร.เอ็มเบดการ์ ที่เกิดมาในวรรณะจัณฑาล แต่มีโอกาสได้เรียนหนังสือและเป็นคนเรียนเก่ง ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ครั้งหนึ่ง ดร.เอ็มเบดการ์ เคยเข้าไปขอท่านมหาตมะ คานธี ว่าเป็นไปได้ไหมที่จะตรากฎหมายให้ยกเลิกระบบวรรณะ ท่านคานธี ตอบว่า ยกเลิกไม่ได้ เพราะถ้าเช่นนั้นประเทศอินเดียวุ่นวาย ที่คนอินเดียอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะมีความเคารพกันตามชนชั้นวรรณะ ดังนั้นความศรัทธาและเลื่อมใสหลักชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในประเทศที่มีประชากรมากกว่าพันล้านคนเช่นนี้

เพราะปรัชญา

ปรัชญาชีวิตที่ ดร.ต้น ได้จากคนอินเดีย คือ การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย “มนุษย์มีความทุกข์เพราะทำให้ชีวิตตัวเองยุ่งยาก” เขากล่าว “แต่คนอินเดียใช้ชีวิตเรียบง่ายมากๆ กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน แม้กระทั่งการตายก็ทำอย่างเรียบง่าย เหมือนคนอินเดียเข้าใจชีวิตว่ามันคือธรรมชาติเท่านั้นเอง”

เขาสารภาพว่า ช่วงแรกที่ไปอินเดียมีความคิดอยากกลับเมืองไทยเร็วๆ แต่เมื่อได้อยู่ไปสักพักเขากลับตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว ทำให้เวลา 4 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ไพโรจน์ เผ่าดี ปรัชญาระหว่างทาง

 

“อินเดียเปรียบเหมือนห้องสมุดมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ให้เราได้ค้นคว้าไม่มีวันจบสิ้น อย่างเวลาผมนั่งรถไฟครั้งหนึ่ง ผมจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่และได้ข้อคิดกลับมาเสมอ” ถ้ามีโอกาสเดินทางเมื่อไหร่ประเทศแรกที่เขาจะไปคือ อินเดีย

โลกของ ดร.ต้น

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “รอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความสุข เพราะฉะนั้นถ้าเวลาไปไหนแล้วยิ้มให้กัน ผมว่าโลกใบนั้นจะมีความสุขมาก ที่ทุกวันนี้โลกมันวุ่นวายเพราะเรากำลังมองหาผลประโยชน์ แต่ถ้าเรามีชีวิตเรียบง่าย มีน้ำใจ และยิ้มให้กัน โลกจะน่าอยู่”

ปัจจุบัน ดร.ต้น เป็นอาจารย์สาขาสังคมศึกษา อยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ทำอาสาสมัครด้านธรรมะ เป็นจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ตามชนบทเพื่อสร้างรอยยิ้มแก่สังคม

ทำความรู้จักอินเดียแบบคนวงในได้ในหนังสือ โรตีแลนด์ หนังสือหมวดท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ไกด์บุ๊ก หรือบันทึกการเดินทาง แต่เป็นตำราวิชาสังคมอินเดียที่คนไทยต้องรู้ก่อนไป

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ