posttoday
The Next Luxury ความหรูหราศตวรรษที่ 21

The Next Luxury ความหรูหราศตวรรษที่ 21

15 ธันวาคม 2558

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected]

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected]

Climate Change Forum ที่ปารีสคราวนี้ ดูเหมือนว่าหลายๆ ประเทศตื่นตัวกันมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาเรื่องโลกร้อน อาจเพราะความสุกงอมของมันมาถึงจุดที่มนุษย์ทุกคนสามารถรับรู้ได้ แม้กระทั่งคนที่อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำตลอดเวลาก็น่าจะพอร้อนๆ หนาวๆ กับภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อย่าคิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนนะครับ สมัยนี้ทุกอย่างเกี่ยวกันหมดแล้ว เฮอริเคนที่สหรัฐ ก็ทำให้คนในอีกซีกโลกหนึ่งสั่นไหวตามไปด้วยได้เลย

เทียบจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว สมัยเด็กๆ (ประมาณสัก 30 ปีที่แล้ว) เราสามารถคาดเดาได้เลยว่า รอยต่อของแต่ละฤดูจะมาเมื่อไหร่ และจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ชาวไร่ชาวนาก็จะเริ่มวางแผนการทำงานได้ถูกว่าควรเริ่มลงมือทำงานรอบใหม่ได้ในช่วงไหน น้ำนองเต็มตลิ่งช่วงลอยกระทง เป็นภาพที่ผมจำได้ทุกปีว่ามันมาได้ตรงเป๊ะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ฤดูกาลเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ชาวไร่ชาวนาไม่สามารถคาดเดาธรรมชาติได้อย่างเคย องค์ความรู้เดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์ ขณะที่องค์ความรู้ใหม่ก็ยังไปไม่ถึงไหน ฉะนั้นเป็นเรื่องยากมากที่เกษตรกรจะคาดเดาผลผลิตของตัวเอง เอาง่ายๆ ปีนี้ต้นเดือน ธ.ค.ฝนยังตกหนักอยู่เลย ความแปรปรวนนี้เกิดขึ้นทั่วโลกนะครับ ไม่ใช่แค่ในไทย ในสหรัฐ ภัยแล้งเริ่มรุนแรงขึ้น เฮอริเคนก็มีมากและรุนแรงขึ้น ในญี่ปุ่นดอกซากุระก็ออกดอกเร็วขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งหลายที่เริ่มมีการเลื่อนฤดูกาลการชมดอกซากุระให้เร็วขึ้นตามไปด้วย

ธรรมชาติดูเหมือนจะเตือนเราหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ    

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากการประชุมครั้งนี้คือการตกลงกันของชาติสมาชิกโดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ อย่าง สหรัฐ จีน หรือสภาพยุโรป ว่าจะต้องร่วมมือกันลดการปล่อย CO2 เข้าไปในชั้นบรรยากาศให้ได้ และลดอุณหภูมิลงให้ได้ 2 องศาเซลเซียส ให้ไปอยู่ในระดับก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อนให้ได้ ภายในปี 2100 ซึ่งก็คืออีกราวๆ 84 ปีต่อจากนี้

นี่เป็นเป้าหมายที่ท้าทายทุกคนในศตวรรษนี้อย่างมาก เพราะในความเป็นจริงแล้วเรายังใช้พลังงานจากฟอสซิลกันมหาศาล การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย (เอาแค่ว่าทำเรื่องนี้อย่างเดียวก็ยากแล้ว ยังไม่นับเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและสงครามกับผู้ก่อการร้ายที่เกิดแบบรายวัน) ถึงกระนั้นประเทศผู้นำอย่างเยอรมนีก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นกับการตั้งเป้าหมายว่าจะปิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ให้ได้ทั้งหมด 16 โรงภายในปี 2022 และหันไปใช้พลังงานสะอาดทดแทน

บรรทัดฐานใหม่ของการใช้พลังงานนี้ ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะภาคการผลิตเท่านั้นนะครับ แต่ในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายที่จะตามมาในวิถีชีวิตประจำวันของเรา ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นรถยนต์ไฮบริดเข้ามาในตลาดมากขึ้น อีกไม่นานนี้เราก็คงได้เห็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็จะมีใช้กันมากขึ้นตามการปรับโครงสร้างภาษีของรถยนต์ในบ้านเรา (ก็หวังว่าอย่างนั้น) เรียกว่าหากทำสำเร็จ นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโกลบอล ที่ลงมาถึงโลคัลอย่างแท้จริง และจะเปลี่ยนตั้งแต่คนรวยยันคนจน 

สิ่งหนึ่งที่เราเริ่มเห็นบ้างแล้วก็คือ พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนมีเงินและชนชั้นสูงในสังคม การท่องเที่ยวถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความหรูหรา เพราะนั่นหมายถึงคุณมีเวลาว่าง และมีเงินเหลือจากชีวิตประจำวันเพื่อทำอย่างอื่น แต่การเข้ามาเอี่ยวอย่างจริงจังของคนอย่าง อีลอน เมิร์กซ์ (เจ้าของบริษัทรถยนต์เทสลา) ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เหล่าเชื้อพระวงศ์ในยุโรป และผู้นำทางศาสนา ที่ออกมาพูดถึงภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง กำลังสร้างแรงกระเพื่อมให้คนดังๆ ต้องหันมาสนใจภาพลักษณ์เรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวแบบ Eco Luxury จึงเป็นกระแสที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เรียกว่าคนดังจะเริ่มเที่ยวแบบคิดถึงธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจโรงแรมและขนส่งก็จะเริ่มปรับตัวให้เหมาะกับคนกลุ่มบนสุดของสังคม

Soneva Kiri ที่เกาะกูดเป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำ Eco Luxury ในบ้านเรา เจ้าของที่มาลงทุนเป็นชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียชื่อคุณโสนุ (Sonu Shivdasani) เขามีความสนใจเรื่อง Eco Tourism และ Eco Luxury มานาน เขาเป็นคนก่อตั้งรีสอร์ทในแบรนด์ Soneva, Evason และ Six Senses (สองแบรนด์หลังเขาได้ขายออกไปแล้ว) โดยความตั้งใจคือสร้างรีสอร์ทที่ให้ความสะดวกสบายกับแขกที่มาพัก แต่รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด เช่น ไม้จะต้องไม่ลงสี เพื่อลดการใช้สารเคมี เลี่ยงการใช้พลาสติกให้มากที่สุด แม้กระทั่งหลอดดูดน้ำก็หลอดกระดาษ ใช้ของที่หาได้ในพื้นที่ ตั้งแต่วัสดุในการก่อสร้างไปจนถึงวัตถุดิบในครัว และให้เหลือของเสียออกไปจากรีสอร์ทให้น้อยที่สุด

ทุกอย่างจึงต้องคิดกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิล และแน่นอนไม่มีนโยบายตัดต้นไม้ยืนต้นที่ขึ้นอยู่ในรีสอร์ท ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาต้องใช้เงินในการดูแลรักษามากกว่าโรงแรมปกติ 5-10 เท่า ดูได้จากขนาดของโซเนว่า คีรี ที่เกาะกูด ซึ่งมีพื้นที่ 400 ไร่ แต่มีห้อง (เป็นวิลล่า) ทั้งหมด 35 ห้องสำหรับรับรองแขก แต่มีพนักงานมากถึง 300 คน ซึ่งหากเทียบสเกลกับโรงแรมปกติ คนงานขนาดนี้ควรมีห้องอย่างน้อย 200 ห้อง ถึงจะพอให้ธุรกิจคืนทุนได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยสเกลที่แปลกประหลาดของรีสอร์ทนี้ จึงต้องการแขกกระเป๋าหนักที่เข้าใจเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย เพราะราคาที่คุณต้องจ่ายที่นี่ก็ต้องเป็นราคาที่ไม่ปกติเช่นกัน

หลังจากเปิดมาได้ห้าปี ที่นี่ก็ได้รับแขกระดับวีไอพีมากมายที่เป็นดาราฮอลลีวู้ดระดับเอ-ลิสต์ นักการเมือง นักแสดง และคน (รวย) ที่สนใจเรื่องธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลก โมเดลการท่องเที่ยวแบบนี้ทั้งในไอซ์แลนด์ สแกนดิเนเวีย ออสเตรเลีย ในบราซิล หรือมัลดีฟส์ เริ่มให้ความสำคัญกับตลาดกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ปารีสเอง ในฐานะที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีภาพลักษณ์อันหรูหราติดอันดับต้นๆ ของโลก ก็เริ่มโครงการเปลี่ยนปารีสให้ “Green” กว่านี้ โดยวางแผนไว้ว่าจะพยายามลดการปล่อย CO2 ให้ได้ 75% ในปี 2050

ฟังดูยากและนึกภาพตามไม่ค่อยจะออกจริงๆ แต่นั่นแหละครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไหนที่ได้มาง่ายๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท