
วันพ่อแห่งชาติ
สมัยเด็ก...วันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี จะมีการปิดถนนตั้งแต่ถนนราชดำเนินกลางผ่านไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
โดย...ดำรงค์ พิณคุณ ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ
สมัยเด็ก...วันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี จะมีการปิดถนนตั้งแต่ถนนราชดำเนินกลางผ่านไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลยไปถึงรอบท้องสนามหลวง ตั้งแต่ช่วงเวลา 17.00 น. ถึงตี 2 อีกวันถัดไป
บางปีมีงานในคืนวันที่ 4 และ 5 ธ.ค.และบางปีที่ตรงกับวันหยุดหลายวัน ก็จะมีงานนานกว่านั้น เท่าที่จำได้...ช่วงหลังน่าจะจัดงานอย่างน้อย 3 คืนขึ้นไป
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ประชาชนเริ่มเดินเข้ามาจากฝั่งสะพานพระปิ่นเกล้า ส่วนทางอื่นๆ ก็มาจากฝั่งบางลำภู และฝั่งเสาชิงช้า รวมถึงฝั่งถนนเยาวราชผ่านทางวรจักร
ภายในงานของทุกคืน มีการจัดหนังกลางแปลง 100 จอ มีรถเข็นขายปลาหมึกปิ้ง ขายไอศกรีม ขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง ขายน้ำแข็งใส ขายกระเพาะปลา ขายน้ำหวาน ขายโรตีสายไหม ขายลูกชิ้นปิ้ง รวมทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ของทานเล่น เช่น ขนมเบื้อง ขนมถ้วย มีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด
ความสุขในช่วงวันพ่อแห่งชาติ ที่คนรุ่นผมได้สัมผัส...ช่างมีความสุขอย่างที่ลืมไม่ลง น่าเสียดายที่เด็กรุ่นใหม่...ไม่เคยได้รับประสบการณ์เช่นนี้
วิถีความสุขที่ไม่ต้องใช้สตางค์เยอะ เพราะทุกคนล้วนมาช่วยงานด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทย
บางบริษัทจ้างหนังกลางแปลงมาเปิด ผู้ใหญ่ใจดีบางคนควักเงินส่วนตัวมาฉายหนัง เจ้าของหนังกลางแปลงบางแห่งไม่มีคนจ้าง ก็อาสาสมัครมาเองด้วยความเต็มใจ บางแห่งก็มีเสียงในฟิล์ม และบางแห่งก็ยังมีรุ่นนักพากย์ติดตามมาด้วย ฟังแล้วสนุกสนานตามภาษาชาวบ้านอย่างพวกเรา
เมื่องานรื่นเริงของทุกปี...หายไป
คนหลายคน...หวนนึกถึง บรรยากาศเก่าๆ ที่เราเคยเดินเล่น ซื้อขนมปังปิ้งมาพร้อมกับข้าวโพดคั่วมาใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูบนพื้นถนนราชดำเนิน และนั่งดูหนังกลางแปลงฟรีกันอย่างมีความสุข
ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น...ที่หวนนึกถึงอดีต และอยากให้มีเทศกาลสนุกๆ เหมือนวันนั้นอีก
ความคิดสมัยเด็กๆ คือ ทำไมเขาไม่จัดกันแล้ว นั่นเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนทุกคนในประเทศไทยรอคอย เพราะว่าตั้งแต่ถนนราชดำเนินจากศาลาเฉลิมไทยไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กระทั่งถึงท้องสนามหลวงคับคั่งไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ มากมายหลายแสนคน มาเดินเที่ยวกันอย่างมีความสุข
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่...ผมได้มาเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว คือ เก้าอี้นวดเรสเตอร์
ผมจำได้ว่า เมื่อ 8 ปีก่อน ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จึงได้ให้ บริษัท เรสเตอร์ (ประเทศไทย) ของผม เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ในการจัดงานเดินเทิดพระเกียรติในวันพ่อแห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา และมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นประธานในงานเดินการกุศล พร้อมกับศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลอีกหลายพันคน
ปีนี้ พ.ศ. 2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุ 88 พรรษา ทางเก้าอี้นวดเรสเตอร์ และ ดำรงค์ พิณคุณ ได้ร่วมจัดงานเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ในการทำงานการกุศลร่วมโครงการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาผิดปกติด้านใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ด้วยการบริจาคเก้าอี้นวดเรสเตอร์ในงานประมูล เพื่อนำเงินไปถวายแด่โครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระชนมายุ 60 พรรษา โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสภากาชาดไทย โดยรายได้นี้จะนำไปช่วยค่ารักษาพยาบาลสำหรับเด็กที่ต้องผ่าตัดโรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือความผิดปกติด้านใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โดยมีพี่ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ในโครงการนี้
ในงานแถลงข่าวที่จัดไป พิธีกรเชิญผมขึ้นไปถามบนเวทีว่า ทำไมทางเก้าอี้นวดเรสเตอร์ถึงมาเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ในการจัดงานครั้งนี้
ผมตอบว่า “สมัยเด็กผมมีความสุขทุกครั้งที่ถึงวันพ่อแห่งชาติ เพราะนอกจากเขียนการ์ดให้คุณพ่อของผมแล้ว ทั่วทั้งประเทศไทยก็ยังได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่างคับคั่ง เป็นวาระ...ความสุขแห่งชาติ ที่ทุกคนรอคอย...แต่ในปัจจุบันพวกเราไม่มีงานอย่างนั้นแล้ว สิ่งที่ผมโตขึ้นมาสมัยยังเป็นเด็ก คือ การเป็นผู้รับความสุขที่มีผู้ใหญ่ส่งมอบมาให้ และเด็กอย่างพวกเราสนุกกันมาก”
ผมเล่าให้ฟังอีกว่า “ปัจจุบันผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมจึงเรียนรู้ว่า ความสุขคือการแบ่งปันหากใครมีกำลังเท่าไร สามารถแบ่งปันได้มากแค่ไหน เราก็ทำได้...ผมจึงเปลี่ยนสถานะของตนเองจากการเป็นผู้รับมาเป็นผู้ให้ เมื่อมีโครงการใดสามารถสร้างเพื่อให้ประเทศไทยดีขึ้น ผมก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยเหลือประชาชนทุกส่วนของประเทศ ทั้งเขตชายแดน ทั้งเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ โครงการฝนหลวง โครงการมากมายนับพันนับหมื่นที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริเพื่อคนไทยทุกคน เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่เติบโตมาในประเทศไทย ผมรักประเทศไทย หากมีอะไรที่ทำได้ผมจะทำทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงการเล็กหรือโครงการใหญ่ ไม่ว่าจะช่วยเงินหรือช่วยแรง”
ส่วนหนึ่งของชีวิตผม คือ การเป็นนักเขียน...ผมเขียนเรื่องราวดีๆ เรื่องการคิดบวก เรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เรื่องธุรกิจการตลาด เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นจากการทำธุรกิจที่ถูกวิธี
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ การเดินทางไปบรรยายความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้หลายคนเรียนรู้ว่าจะต้องเดินเส้นทางใดในชีวิตจึงจะประสบความสำเร็จ และมีความสุข
ผมแค่จับงานเล็กๆ เท่าที่ผมสามารถทำได้ เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับมาเป็นผู้ให้ และผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนสามารถเป็น “ผู้ให้” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ งานยากหรืองานง่าย หากเพียงแต่พวกเรา 70 ล้านคนทั่วประเทศ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนละนิดคนละหน่อย ประเทศไทยของทุกคนก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น ประเทศไทยของคนไทยก็จะสามัคคีกันมากขึ้น และเราทุกคนจะมีความสุขมากกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้







