
ไม่ต้องสงสาร... แค่ขอความเท่าเทียม
ช่าง เป็นความสำเร็จ อันเงียบเชียบ เรียบราบ อย่างเลวร้าย เหตุเพราะคนไทยไม่ให้ความสนใจ
โดย...นูโน่
“ช่าง เป็นความสำเร็จ อันเงียบเชียบ เรียบราบ อย่างเลวร้าย
เหตุเพราะคนไทยไม่ให้ความสนใจ หรือเพราะไม่มีสินค้าเจ้าใหญ่ให้การสนับสนุน
เพียงเพราะพวกเขาเป็น ‘นักกีฬาคนพิการ’ ที่ไม่อาจสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดังได้ ???”
ความรู้สึกของ ธีรภาพ โลหิตกุล ช่างภาพคนดัง ที่ถ่ายทอดผ่านข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย ปิดฉากกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2015 ด้วยการครองเจ้าเหรียญทองสมัยที่ 6 จนมีการแชร์และเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย
บ้างก็บอกว่า คุณค่าจิตใจของพวกเขามากกว่ามูลค่าการตลาดเป็นไหนๆ บ้างก็ชื่นชมและให้กำลังใจนักกีฬา บ้างก็เรียกร้องความเท่าเทียม
เช่นเดียวกับเสียงสะท้อนจากตัวนักกีฬาอย่าง อัญชญา เกตุแก้ว เจ้าของตำแหน่งราชินีสระ จากผลงานกวาดเรียบทั้ง 7 เหรียญทอง ที่ลงแข่งขัน ที่รู้สึกว่าได้รับความสนใจจากในประเทศค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับนักกีฬาปกติ
“ทุกคนต้องการกำลังใจ มีบางส่วนที่ได้รับบ้าง แต่ก็ยังมีอีกมากที่คนไม่รู้จัก ไม่ได้รับการสนับสนุน หรือได้รับน้อยกว่าคนปกติ อยากให้เท่าเทียมกัน เพราะเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แค่ไม่มีบางอย่างของร่างกาย แต่เรื่องจิตใจก็เหมือนกัน” เงือกสาววัย 17 ปี กล่าว
แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันกระแสและความใส่ใจในกีฬาคนพิการจะดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน แต่ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ยังไม่ฮือฮาเท่าที่ควร อาจจะมีกระแสขึ้นมาบ้างเป็นช่วงๆ อย่างเช่นหลังจบพาราลิมปิกเกมส์ 2012 ที่คว้า 4 เหรียญทอง กลับมาฝากชาวไทย หลังจากทัพนักกีฬาปกติไม่มีเหรียญทองติดมือมาเลยก่อนหน้านั้น
ครั้งนั้นทำให้ชื่อของ รุ่งโรจน์ ไทยนิยม นักกีฬาเทเบิลเทนนิส และ พัทธยา เทศทอง นักกีฬาบอคเซีย กลายเป็นที่รู้จักของคนไทย แต่เพียงชั่วครู่กระแสกีฬาคนพิการก็เงียบไปเหมือนเดิม
ไม่เพียงแค่เรื่องกำลังใจเท่านั้น แต่เสียงสะท้อนจากนักกีฬาคนพิการ ยังแอบบ่นน้อยใจเรื่องของเงินรางวัลที่ช่างต่างจากคนปกติเหลือเกิน
“ถ้าไม่เท่าเทียมกัน ก็ควรใกล้เคียงกัน หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็ยังพอรับได้”อัญชญา กล่าวถึงเงินอัดฉีดกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ที่น้อยกว่าซีเกมส์ถึง 4 เท่า
ขณะที่ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกไทย เผยว่า เหตุผลส่วนหนึ่งที่ระเบียบพิจารณาให้เงินอัดฉีดนักกีฬาคนพิการน้อยกว่าค่อนข้างมาก เพราะผู้ใหญ่หรือนักการเมืองในอดีตไม่ให้ความสำคัญและไม่เข้าใจ โดยมองว่ากีฬาคนพิการเป็นกีฬาสเปเชียลโอลิมปิก ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ
“แต่ความจริงไม่ใช่ นักกีฬากลุ่มนี้มีไอคิวสูง เพียงแต่สภาพร่างกายไม่ปกติ และความไม่รู้ของผู้ใหญ่และนักการเมืองบางคนจึงกดนักกีฬาคนพิการอยู่เรื่อยมา” จุตินันท์ กล่าว
นอกจากนี้ ก็ยังมีบางเสียงบอกว่า กีฬาคนพิการง่ายกว่า และได้เหรียญมากเกินไป ซึ่ง จุตินันท์ ยืนยันว่า ถ้าใครคิดแบบนี้ต้องลองมาสัมผัสนักกีฬาอย่างใกล้ชิด หรือไม่ก็ลองนั่งวีลแชร์เล่นกีฬาดูแล้วจะรู้ว่าเป็นอย่างไร
“ผมยกตัวอย่างฟุตบอล 7 คน ซึ่งอยู่ในกลุ่มพิการทางสมอง บังคับกล้ามเนื้อไม่ได้ และคว้าแชมป์มาได้ ทั้งการเล่นและประตูที่ยิงได้ ผมว่าเล่นกับคนปกติได้เลย หรือฟุตบอล 5 คนของคนตาบอด ที่อาศัยเพียงแค่ฟังเสียงจากลูกบอล โดยไม่รู้จะชนใครหรือชนกำแพง ผมว่าแค่ใจก็สุดยอดแล้ว” บิ๊กบอสกีฬาคนพิการ กล่าว
ยิ่งไปกว่านี้ ปัจจุบันนี้นักกีฬาคนพิการมีการพัฒนาเพื่อความเป็นเลิศขึ้นมาก อย่างเช่น อาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้ นักกีฬาไทยคว้าเหรียญน้อย เพราะหลายชาติพัฒนาขึ้นมาก หรือแม้แต่ในรายการต่างๆ ก็มีการทำสถิติดีขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่คนไทยจะให้ความสำคัญแค่กีฬามหกรรม ทั้งที่รายการชิงแชมป์โลกก็ยิ่งใหญ่กว่าระดับโอลิมปิก
อย่างไรก็ตาม จุตินันท์ เปิดเผยว่า ตอนนี้หลายอย่างมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะเรื่องเงินอัดฉีด ที่ได้รับความเห็นใจจากผู้หลักผู้ใหญ่จะพิจารณาเพิ่มให้ตามความเหมาะสม
สอดคล้องกับ สกล วรรณพงษ์ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ยืนยันว่า มีการพิจารณาเพิ่มเงินรางวัลให้นักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์อีก 20 เปอร์เซ็นต์ และเตรียมปรับระเบียบเพิ่มเงินรางวัลให้เหมาะสมในอนาคต
“ลำบากแค่ไหนก็ไม่หวั่น ถ้ามีกำลังใจที่ดี” อัญชญา ฝากทิ้งท้าย
กำลังใจที่ไม่ได้หมายถึงแค่เงินรางวัล แต่เป็นกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศ







