
อย่าปล่อย ให้ประเทศไทย ต้องช้ำใจจาก (Electricity) Blackout
เกิดเป็นคนไทยนี่มันช่างโชคดีเสียนี่กระไร เพราะ “แผ่นดินไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
เกิดเป็นคนไทยนี่มันช่างโชคดีเสียนี่กระไร เพราะ “แผ่นดินไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แถมเดินออกไปนอกบ้านก็ยังมีน้ำใจจากคนไทยด้วยกันเอง (ถึงแม้ว่าการพัฒนาทางวัตถุจะทำให้ภาพเหล่านั้น เลือนลางลงไปบ้าง แต่เชื่อได้ว่าเรายังคงมีน้ำจิตน้ำใจกันอยู่เช่นเดิม)
พอเอ่ยเรื่องนี้ทีไร หลายคนก็แค่เฉยๆ และไม่ได้ภาคภูมิใจมาก แต่ถ้าหากได้ไปเห็นชีวิตของคนในแอฟริกาที่เกิดมาก็แทบจะไม่มีอะไรให้กิน ก็จะรู้ซึ้งเลยว่าการได้เกิดในประเทศที่ในน้ำมีปลาน่ะ มันแสนโชคดีแค่ไหน
หรือบางคนที่แค่รู้สึกเฉยๆ เมื่อได้ยินว่า “ประเทศไทย ในนามีข้าว”แต่ถ้าหากได้ไปเห็นความกระเสือกกระสนดิ้นรน ของคนที่เกิดในประเทศที่ดินไม่ดี ปลูกพืชไม่ได้ ต้องอาศัยการขายทรัพยากรธรรมชาติ แล้วนำรายได้มาซื้ออาหารการกินจากประเทศอื่น หากคนไทยหลายๆ คนได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ เราจะรู้ซึ้งเลยว่าเราโชคดีที่ประเทศไทยปลูกข้าวได้แทบทุกพื้นที่
เฉกเช่นเดียวกับเรื่องของพลังงานไฟฟ้าที่เราคนไทยไม่เคยต้องทนลำบากกับการไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือภายใต้สถานการณ์ไฟฟ้าติดๆ ดับๆ เราเลยไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ในสถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้านั้นมันลำบากแค่ไหน ทำให้หลายคนมองว่าเรื่องของการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าไม่ใช่หน้าที่ของเรา
แต่ลองพิจารณาดูอีกทีสิว่า ยุคนี้ สมัยนี้แล้ว คงไม่มีใครค้านว่าไฟฟ้าสำคัญกับชีวิตเรามากเพียงใด เพราะแทบจะไม่มีกิจกรรมในชีวิตของเราที่ไม่พึ่งพิงไฟฟ้าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นขาดไฟฟ้าไปวันไหน เราอยู่ยากขึ้นอย่างแน่นอน
หลายประเทศบนโลกนี้ ที่มีไฟฟ้าไม่เพียงพอ ก็ต้องประสบปัญหาในการพัฒนาประเทศ เพราะหากต้องการยกระดับ คุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ก็คงต้องพัฒนาด้านสาธารณสุข พัฒนาระบบขนส่ง และพัฒนาระบบไฟฟ้าให้เพียงพอ
ตัวอย่างของบังกลาเทศที่ต้องเดือดร้อนจากสถานการณ์ไฟฟ้าดับ เพราะประเทศตัวเองไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอ ต้องนำเข้าจากอินเดีย เมื่อมีปัญหากับโรงไฟฟ้าที่อินเดีย ไฟฟ้าก็ดับวูบลงเกือบทั้งประเทศ
ประเทศไทยเรายังไม่ถึงจุดนั้นแน่ เพราะเท่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาลก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักๆ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นที่น่าเป็นห่วงว่า เราอาจจะต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนไฟได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากเราไม่เร่งเตรียมการรองรับสถานการณ์ไว้ตั้งแต่วันนี้
“...ต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ประมาณ 5-6 ปีไปแล้วเนี่ย คือเราจะมีแก๊สธรรมชาติลดน้อยลง ซึ่งแก๊สธรรมชาติที่เราใช้ก็มาจากอ่าวไทย 2 ใน 3 แล้วก็มาจากเมียนมา 1 ใน 3 ทั้งสองแห่งเนี่ยก็จะลดน้อยลง แล้วถ้าเราจัดหาแก๊สธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิงไม่ทัน โอกาสที่การผลิตจะน้อยลงจะส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ ก็จะมีโอกาสไฟฟ้าดับในกระแสในวงกว้างได้เช่นกัน” คุณรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กล่าว
เรื่องที่ประเทศไทยจะมีไฟฟ้าไม่พอเพียงนี้ มีความกังวลกันมาหลายปีแล้ว รวมทั้งได้มีผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญนำเสนอแนวทางป้องกันปัญหาไว้ หลายแนวทางด้วยกัน ทางเลือกแรกคือ ถ้าไม่มีก๊าซจากเมียนมาและมาเลเซีย เราก็ไปซื้อจากแอฟริกา หรือตะวันออกกลาง โดยการอัดก๊าซเป็นของเหลว (LNG : Liquefied Natural Gas) แล้วส่งลงเรือมา เพราะเราไม่มีท่อก๊าซส่งมาถึงประเทศไทย แต่ทางเลือกนี้ก็จะต้องมีต้นทุนสูง และคงต้องให้ประชาชนช่วยกันแบกรับค่าใช้จ่าย ที่สูงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงพิจารณาอีกทางเลือกหนึ่ง คือการลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติให้น้อยลง แล้วแทนที่ด้วยเชื้อเพลิงอื่นๆ ที่มีเสถียรภาพมากกว่า
แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ของไทย จึงตั้งเป้าว่าต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 20 เปอร์เซ็นต์ ควบคู่ไปกับการแทนที่ก๊าซธรรมชาติบางส่วนด้วยถ่านหิน รวมทั้งยังมีการพิจารณาพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในอนาคตอีกด้วย แต่การจะทำเรื่องแบบนั้นให้เป็นจริงได้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องใช้เวลาและมีคนเกี่ยวข้องเต็มไปหมด
เอาง่ายๆ ว่า ถ้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนก็ต้องการคนลงทุน ซึ่งต้นทุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนนั้นค่อนข้างสูงและประสิทธิภาพยังต่ำอยู่ รัฐบาลจึงต้องสร้างแรงจูงใจให้เอกชน โดยการให้เงินสนับสนุนและประกันราคารับซื้อไฟฟ้า ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็ได้ผลดีพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของความเป็นธรรมกับประชาชนแล้ว ก็ยังมีคำถามคาใจอยู่อีกมาก เพราะเงินสนับสนุนที่นำไปจ่ายให้เอกชนเหล่านั้น ต้องมาเรียกเก็บเพิ่มจากค่าไฟฟ้าของประชาชน ซึ่งบางคนก็มองว่าผู้ที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงคือ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น
คราวนี้ถ้าไม่ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน แล้วจะเอาพลังงานอะไรมาแทนที่ก๊าซธรรมชาติล่ะ คำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์พลังงานก็บอกว่า ณ เวลานี้ยังไม่มีอะไรจะตอบโจทย์ได้ดีเท่าพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน แต่ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำมาเผาไหม้แล้ว จะก่อให้เกิดมลพิษ จึงทำให้ยังมีความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอยู่ แม้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไฟฟ้าจะออกมายืนยันว่า ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถควบคุมกระบวนการเผาไหม้ถ่านหินไม่ให้เกิดมลพิษ หรือเกิดในปริมาณที่น้อยมาก จนไม่ต้องกังวลใจ แต่นั่นก็ยังไม่อาจลบล้างความกังวลใจของประชาชนได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีข้อกังวลใจต่างๆ นานา จึงกลายเป็นว่ารัฐบาลต้องมีภารกิจเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนควบคู่ไปกับการสร้างโรงไฟฟ้าให้เสร็จทันเวลา
โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งในแผนลดการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติ ที่เริ่มต้นดำเนินการมาหลายปีแล้ว ทั้งเรื่องการออกแบบทางวิศวกรรมที่จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และกระบวนการศึกษาผลกระบบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนจัดตั้งเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ก็ยังติดปัญหาต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการทักท้วงจากกลุ่มผู้กังวลใจ ก็ทำให้กระบวนการขั้นตอนต่างๆ ต้องขยับออกไปเรื่อยๆ จนเป็นที่น่ากังวลใจว่ามันจะล่าช้าเกินไปหรือไม่ เพราะกว่าจะได้เริ่มก่อสร้างจริง คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี ในขณะที่รัฐบาลก็ตั้งเป้าจะให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ก็แน่นอนว่า การเติบโตดังกล่าวจะตามมาด้วยความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงเป็นที่น่ากังวลว่า หากเศรษฐกิจเราโต สังคมเราพัฒนา เทคโนโลยีเราก้าวหน้า แต่ไฟฟ้าผลิตได้ไม่ทัน หรือไม่เพียงพอ เราจะเป็นอย่างไร
คุณรัตนชัย กล่าวตอนหนึ่งว่า การดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.นั้น ไม่มีความกังวลในแง่วิศวกรรมมากนัก เพราะ กฟผ.มั่นใจว่าได้เลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่ความยากอยู่ที่การชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลาในการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของกลุ่มผู้เห็นต่าง หรือผู้มีความกังวล
“...คือท่านที่ไม่เห็นด้วยนั้น เราเข้าใจว่าท่านห่วง แต่เราก็ชี้แจงโดยตลอดแล้วว่า ด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. เราเชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้จะไม่สร้างปัญหาหรือผลกระทบใดๆ หรือแม้ว่า กฟผ.จะสร้างเสร็จเดินเครื่องแล้ว หากปรากฏว่าค่ามวลสารอะไรต่างๆ เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ กฟผ.ก็จะดับเครื่อง แล้วเราต้องรีบแก้ไขทันที แต่สิ่งสำคัญคือต้องเชื่อมั่นกัน ไม่อย่างนั้น เราเดินหน้าไม่ได้แน่ แล้วถ้าสร้างไม่ได้ สร้างไม่ทัน คนที่จะต้องเดือดร้อน ก็คนไทยทั้งประเทศนั่นแหละ ซึ่งเราไม่ต้องการให้ไปถึงจุดนั้น...”
อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว เราก็คาดหวังว่าปีหน้า ประเทศไทยจะเดินหน้าและเติบโตไปได้อีกหนึ่งขวบปี โดยมีความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย อยากให้ทุกคนใช้สติและเหตุผลมากขึ้น และนึกถึงผลประโยชน์โดยรวมมากกว่าความรู้สึกส่วนตัว เพื่อให้ประเทศชาติของเราเกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนในทุกๆ ด้าน







