posttoday
ธูปล้านดอก

ธูปล้านดอก

07 ธันวาคม 2558

โดย...โสภณ ศุภมั่งมี

โดย...โสภณ ศุภมั่งมี

“เ ตี่ยวันพ่อปีนี้เขามีกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อพ่อ”

“เหรอ…”

“ขอตังค์สักสองสามหมื่นไปซื้อจักรยานมาปั่นเพื่อเตี่ยหน่อยครับ” ผมแซวเตี่ยเล่นพร้อมเสียงหัวเราะ

“…ไปทำงานเพื่อพ่อก็ได้นะ” เตี่ยหันมายิ้ม

เตี่ยเป็นคนตลกแบบนี้แหละครับ มีอารมณ์ขันยิงมุขหน้าตายได้อย่างแนบเนียนจนบางครั้งเกือบแยกไม่ออกว่าพูดเล่นหรือพูดจริง คนที่ไม่ได้รู้จักมักจี่มักคิดว่าเขาเป็นคนที่เคร่งขรึม หัวเราะไม่เป็น เป็นเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานเก่งและจริงจังอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง

เมื่อวานตอนเย็นระหว่างที่กำลังเขียนบทความชิ้นนี้อยู่ ผมได้รับโทรศัพท์จากภรรยาพร้อมน้ำเสียงตกใจว่า คุณแม่ของเธอลื่นล้ม แม้ไม่ได้หัวฟาดพื้นหรือก้นกระแทก แต่ตรงส่วนหน้าอกบริเวณข้อพับใต้รักแร้ข้างซ้ายฟาดลงไปกับราวเหล็กอย่างแรง ถึงขนาดจุกหายใจติดขัดจนลุกไม่ขึ้นเกือบครึ่งชั่วโมง

ภรรยาบอกให้แม่ไปเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลเพื่อความแน่ใจอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าตอนแรกจะดื้อ (ถ้าใครมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายจะรู้ดี ยิ่งอายุมากยิ่งดื้อมาก มันเป็นเรื่องแปลกเหนือธรรมชาติที่ผมยังไม่เข้าใจนักว่าทำไม) แต่สุดท้ายก็ยอมขับรถไปหาหมอเมื่อโดนลูกสาวรบเร้าอยู่หลายพักใหญ่

ด้วยความที่บ้านที่พวกเราอยู่กับบ้านแม่ภรรยาอยู่ไกลกัน ขับรถผ่านป่าขึ้นเขาเข้าเมืองประมาณสามชั่วโมงเป็นเรื่องที่ลำบากร่างกายพอสมควร แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจว่าเราควรจะเข้าไปดูอาการให้แน่ใจอยู่ดี เพราะผมถือคติในการดูแลพ่อแม่อย่างหนึ่งว่าเราควรจะทำเมื่อมีโอกาส อย่ารอให้สายไปแล้วมาเสียใจจุดธูปขอขมาทีหลังมันไม่มีประโยชน์ โชคดีที่ผลตรวจออกมาไม่มีกระดูกหักหรือร้าว จะมีก็แต่กล้ามเนื้อที่อักเสบและอาการปวดข้างในที่ต้องคอยระมัดระวัง อย่าใช้แขนข้างซ้ายยกของหนัก และพักผ่อนมากๆ หมอให้ยามากินติดต่อกันหนึ่งอาทิตย์ก็น่าจะหาย

เมื่อทุกอย่างดูเรียบร้อยดีแล้ว เช้าวันนี้ผมก็ขับรถกลับบ้านมาก่อน ภรรยายังอยู่ช่วยดูแลอาการแม่ของเขา การขับรถกลับมาบ้านแบบสบายใจ ทำให้ความลำบากทางภูมิศาสตร์นั้นดูสวยงามมากขึ้น ผมจำความรู้สึกนี้ได้ดีทีเดียว

บ่ายวันนั้นของเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ผมขับรถพาเตี่ยกลับบ้านหลังจากการผ่านมีดหมอผ่าตัดสมอง ความทรงจำต่างๆ ของวันนั้นยังคงชัดเจนอย่างกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ประมาณกลางปีก่อนเตี่ยมีอาการหลงลืมมากขึ้น ตอนแรกพวกลูกๆ สันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นอายุขัยที่เลยเลขเจ็ดไปทำให้มีบ้างที่ลืมนั่นลืมนี่ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของวัยสูงอายุ

ต่อมาเริ่มมีอาการอั้นฉี่ไม่ได้ และหนักสุดๆ เลยคือเริ่มเดินเซจนทรงตัวไม่อยู่ ทุกครั้งที่ลุกเดิน ศูนย์จะเสียจนหน้าจะคว่ำถ้าไม่มีคนพยุงข้างๆ และตามสไตล์ของชายวัยผมสีเทา เตี่ยปฏิเสธทุกข้อเสนอที่ลูกๆ บอกว่าจะพาไปตรวจหาสาเหตุของอาการผิดปกติเหล่านั้น จนสุดท้ายคืนหนึ่งก็ต้องแพ้ภัยความดื้อของตัวเองเข้าจนได้ เตี่ยล้มหน้าคะมำข้างเตียงระหว่างที่ลุกไปเข้าห้องน้ำในช่วงกลางดึก เวียนหัวยันตัวไม่ขึ้นนานหลายชั่วโมงจนรุ่งเช้าที่แม่บ้านได้ยินเสียงเตี่ยตะโกน

ผมวิ่งตาลีตาเหลือกตกใจเข้ามาดูหลังจากที่แม่บ้านมาเคาะประตูเรียก มือเท้าเย็นหัวใจเต้นเร็วแรงถี่ ผมวิ่งเข้าไปช้อนตัวเตี่ยที่ใต้รักแร้เพื่อพลิกตัวให้นอนหงาย เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเพราะร่างกายเริ่มชาจากการนอนบนพื้นไม้แข็งๆ มาเป็นเวลานาน อิรุงตุงนังค่อยๆ พยุงขึ้นมานั่งบนเตียง ผมบอกให้เตี่ยยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ให้ยิ้มกว้างๆ ว่ามีส่วนไหนของใบหน้าที่ไม่ขยับรึเปล่า มันเป็นวิธีเช็กให้มั่นใจว่าไม่มีอาการเส้นเลือดแตกในสมอง ทุกอย่างดูโอเค อย่างน้อยก็หายห่วงไปเปลาะหนึ่ง

สุดท้ายเมื่อมาถึงโรงพยาบาลถูกจับเข้าเครื่องสแกนสมองเรียบร้อย อาจารย์หมอฟันธงเลยว่าเป็นโรคน้ำเลี้ยงสมองเยอะเกินไป ร่างกายกำจัดไม่ทัน เป็นโรคที่ไม่มีสาเหตุที่แน่นอน มักเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ น้ำเลี้ยงที่ถูกสร้างมากเกินไปมันไปกดทับสมองส่วนความจำ การอั้นฉี่ และการทรงตัว เตี่ยได้เต็มถูกทุกข้อ ถูกแอดมิทนอนโรงพยาบาลเพื่อรอผ่าตัดไปโดยปริยาย

เช้าวันนัดผ่าตัดช่างบีบหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจอันอ่อนแอของลูกชายคนนี้ แม้จะรู้ว่าการผ่าตัดน่าจะผ่านไปได้ด้วยดีเพราะความชำนาญของแพทย์เฉพาะทาง แต่ใจหนึ่งก็ยังคงปล่อยวางไอ้ “ความเป็นไปได้” นั้นลงไม่ได้ซะที ขั้นตอนการเตรียมตัวก็เริ่มต้นขึ้นด้วยการโกนผมทั้งหมดบนหัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ลูกหลานทุกคนที่นั่งอยู่รอบข้างเครียดกันแบบไม่มีใครพูดจากัน เป็นบรรยากาศที่อึดอัดและแน่นหนักไปด้วยความกังวลใจ

ระหว่างที่เตี่ยนั่งรอนางพยาบาลที่จะมาโกนหัวให้ เตี่ยก็ถามขึ้นมาว่า “คุณพยาบาลครับ” เตี่ยเอ่ยถามด้วยหน้าตาเกร็งเครียด

“ค่ะ ” นางพยาบาลหันไปตอบด้วยรอยยิ้ม

ผมรู้สึกกังวลว่าเตี่ยเกิดกลัวแล้วจะขอยกเลิกการผ่าตัดรึเปล่า หรือว่าใจไม่ดีหน้ามืดขอเลื่อนไปก่อนรึเปล่า ทุกคนในห้องนั้นก็หันไปมองจ้องเตี่ยเป็นตาเดียว เอาแล้วไงล่ะ

“คือ…หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว ผมยังตัดผมทรงเดิมได้อยู่ใช่ไหมครับ เพราะทรงนี้อยู่มาหลายสิบปีแล้ว” เตี่ยยิงมุขแล้วก็หัวเราะร่า

เราทุกคนในห้องก็พลอยหัวเราะตามไปด้วยกันหมด การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี และไม่กี่วันหลังจากนั้นหมอก็ให้ออกโรงพยาบาลได้ บ่ายวันที่ผมขับรถพาเตี่ยกลับบ้าน ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ตอกย้ำความคิดของผมเรื่องการดูแลพ่อแม่

เตี่ยถามผม... “ถ้าวันหนึ่งเตี่ยไม่อยู่แล้ว แกเป็นคริสเตียน เขาห้ามจุดธูปไหว้คนตายใช่รึเปล่า” ผมก็ตอบเตี่ยไปว่า “ใช่ครับ แต่เตี่ยไม่ต้องกังวลนะว่าลูกชายคนนี้จะไม่คิดถึง ผมเชื่อว่าผมดูแลเตี่ยทุกวันนี้อย่างดีที่สุดเท่าที่ลูกชายคนหนึ่งจะทำได้ ถ้าผมดูแลเตี่ยไม่ดีตอนนี้ ถึงเวลาเตี่ยไม่อยู่ ผมจุดธูปกี่ล้านดอกผมก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะ”

เตี่ยเงียบสักพักหนึ่งแล้วก็พูดนิ่งๆ...

“จุดธูปล้านดอก ได้สำลักควันตายอีกรอบพอดี”

เกี่ยวกับผู้เขียน

โสภณ ศุภมั่งมี

ผลงานหนังสือ : คิดสุดปลายเท้า

Swiss Surreal : สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น และ คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์

Blog : www.analogdiary.com

Fb/Twitter/Ig : sopons

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง