
รัฐบาลคสช.โปรดหยุดเดินตามโรดแม็ป กลุ่มทุนพลังงาน
เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล
เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล
"รัฐบาลคสช.โปรดหยุดเดินตามโรดแม็ป กลุ่มทุนพลังงาน"
ลิ่วล้อกลุ่มทุนพลังงานทั้งในและต่างชาติพากันออกมาแถลงข่าวเร่งรัดรัฐบาลคสช.ต้องตัดสินใจผ่านร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฉบับปะผุในวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ศกนี้
ร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฉบับปะผุนี้ ไม่ได้แก้ไขให้เกิดประโยชน์กับประเทศแต่ประการใด แต่เป็นกฎหมายที่ยึดระบบสัมปทานที่ยกกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมที่ค้นพบให้เป็นของเอกชนเหมือนเดิม เหมือนที่เคยใช้มาเป็นเวลา44ปีแล้ว ยิ่งกว่านั้นกฎหมายปะผุฉบับนี้ยังเพิ่มโอกาสให้เอกชนสามารถขอสิทธิในสัมปทานครอบครองพื้นที่แบบรวดเดียว 39ปี ดังนั้นกฎหมายปะผุฉบับนี้จึงมุ่งให้ประโยชน์บริษัทเอกชนมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก
ส่วนข้อเรียกร้องของเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)ที่ให้มีการยกร่างกฎหมายปิโตรเลียมใหม่ เพื่อแก้ไขจุดอ่อนที่ประเทศเสียเปรียบมานาน อาทิเช่นให้เปลี่ยน "ระบบสัมปทาน" มาเป็น"ระบบแบ่งปันผลผลิต" ที่หัวใจคือการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมที่ค้นพบมาเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศในฐานะเจ้าของทรัพยากร แต่ถูกขัดขวางและดิสเครดิตจากลิ่วล้อกลุ่มทุนพลังงาน และรัฐบาลไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปรับปรุงร่างกฎหมายปิโตรเลียมอย่างที่ท่านนายกฯมีบัญชาก่อนหน้านี้
แล้วจู่ๆรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานก็ออกมาประกาศว่า "ที่ผ่านมาได้รับฟังทุกฝ่าย ทำความเข้าใจ ชี้แจงกันมาตลอด ถ้ารัฐบาลตัดสินใจอย่างไร ก็ถือว่าได้คิดดีแล้ว"
ถ้ารัฐบาลตัดสินใจตามสิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานกล่าว ก็ต้องถือว่ารัฐบาลเลือกทำตามโรดแม็ปของกลุ่มทุนพลังงาน
โรดแม็ปของกลุ่มทุนพลังงานคือ
1) ต้องรีบผลักดันกฎหมายปิโตรเลียมให้ผ่านเป็นกฎหมายมาใช้บังคับโดยเร็วที่สุดในยุคอำนาจพิเศษของคสช. และเป็นกฎหมายที่คงระบบสัมปทานไว้เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมยังเป็นของเอกชนต่อไปอย่างน้อย39ปี
2) ท่อก๊าซธรรมชาติที่ท่านนายกฯส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า ท่อก๊าซเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นสมบัติของบริษัทเอกชนตั้งแต่สิงหาคม 2557 จนบัดนี้ยังไม่มีวี่แววจะประกาศคำวินิจฉัยของกรรมการกฤษฎีกาเลย เพราะอะไรคณะกรรมการกฤษฎีกาใช้เวลานานขนาดนั้น เป็นเพราะขาดประสิทธิภาพ หรือเพราะฝ่ายบริหารไม่กล้าเปิดเผยผลวินิจฉัยกันแน่ แต่ถ้ากฤษฎีกาตัดสินแล้ว แต่ผู้บริหารไม่ยอมเปิดเผย ก็ต้องขออภัยกฤษฎีกาด้วย
ดิฉันเชื่อว่าถ้ากฤษฎีกาตัดสินเป็นคุณกับบริษัทเอกชน ป่านนี้รัฐบาลคงนำผลการตัดสินมาเปิดเผยแล้ว รวมถึงรีบตั้งบริษัทแยกท่อส่งก๊าซตามข้อเสนอกลุ่มทุนพลังงานไปแล้ว ใช่หรือไม่?
ทรัพยากรปิโตรเลียมหากอยู่ในทะเล ก็ยังไม่มีมูลค่าจนกว่าจะนำขึ้นมา ดังนั้นท่อ ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นอุปกรณ์หลักและสำคัญในการนำปิโตรเลียมในทะเลขึ้นมาและทำให้เกิดมูลค่า
ท่อก๊าซคือเส้นเลือดของระบบพลังงานของประเทศ ส่วนปิโตรเลียมคือเลือดในระบบพลังงาน ทั้งสองส่วนนี้คือระบบที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าเอกชนกินรวบทั้งเส้นเลือดและเลือดในระบบพลังงานได้เบ็ดเสร็จ คนไทยก็ต้องตกเป็นทาสของกลุ่มทุนพลังงานตลอดไป
กลุ่มทุนพลังงานนั้นเป็นผู้ประกอบการที่ต้องแสวงหาผลประโยชน์และกำไรสูงสุด แต่การมาแถลงการณ์แทรกแซงอำนาจรัฐในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศนั้นไม่สมควร และยิ่งเป็นการไม่สมควรที่รัฐบาลคสช.จะเดินตามโรดแม็ปของกลุ่มทุนพลังงาน มิฉะนั้นแล้วประชาชนก็จะเกิดความคลางแคลงใจว่ารัฐบาลคสช.กำลังใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อทะลุทะลวงอุปสรรคการกินรวบประเทศไทยของกลุ่มทุนพลังงาน ซึ่งถ้ารัฐบาลคสช.เดินตามโรดแม็ปนี้ ท่านก็จะไม่แตกต่างจากนักการเมืองเลือกตั้งจากกลุ่มทุนที่เคยทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองมาแล้ว
โรดแม็ปของกลุ่มทุนพลังงานคือการยึดทั้งทรัพยากรปิโตรเลียมผ่านกฎหมายฉบับปะผุ และยึดทั้งอุปกรณ์ผูกขาดทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้เหลือท่อก๊าซธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเสนอผ่านรัฐบาลคสช.ในการรีบจัดตั้งบริษัทท่อก๊าซขึ้นอีกบริษัทเพื่อถ่ายโอนท่อก๊าซที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นของเอกชนโดยสมบูรณ์
การที่รัฐบาลคสช.ไม่ประกาศผลการวินิจฉัยของกฤษฎีกาว่าท่อก๊าซเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นสมบัติของบริษัทเอกชน ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บริหารองค์กรที่จะรักษาสมบัติของแผ่นดินหรือไม่?
รัฐบาลผู้ใช้อำนาจรัฐแทนประชาชน ควรปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ความมีประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดของประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง การทำหน้าที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนหรือประชาภิบาลถือเป็นธรรมะของรัฐบาล เพราะถ้าหากรัฐบาลไม่ทำหน้าที่โดยธรรมก็จะก่อให้เกิดอธรรมขึ้นในบ้านเมือง และอาจเกิดวิกฤติตามมา จากนโยบายที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาลนั้นเอง
รัฐบาลไม่ควรอ้างว่าเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไม่ต้องฟังเสียงของประชาชน รัฐบาลอย่าลืมว่าท่านเองกำลังทำหน้าที่ทางการเมืองอยู่ เดี๋ยวนี้แม้แต่เด็กมัธยมก็ยังรู้ว่า การเมืองคือการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รัฐบาลเป็นซีอีโอของประเทศไม่ใช่ซีอีโอของบริษัทจึงไม่มีหน้าที่เดินตามนโยบายของบริษัทซึ่งเขามีซีอีโอทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว
รัฐบาลไม่ว่าจะมาโดยการเลือกตั้งหรือโดยการรัฐประหาร ต้องฟังเสียงของประชาชน
โดยเฉพาะในประเด็นทรัพยากรของชาติ
เพื่อยุติการโต้แย้งในเรื่องแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมอย่างเด็ดขาด ดิฉันขอเสนอให้รัฐบาลทำประชามติว่าจะรับหลักการตาม
ร่างกฏหมายปิโตรเลียมของกลุ่มทุนพลังงานที่ต้องการให้กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมยังเป็นของบริษัทเอกชนต่อไป หรือจะรับหลักการตามร่างกฎหมายของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)ที่ต้องการให้กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมกลับมาเป็นของประเทศ
รัฐบาลอย่าอ้างว่าตัวเองตัดสินใจดีแล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะกล้าฟังเสียงความต้องของประชาชนจริงหรือไม่ !?!
รสนา โตสิตระกูล
6 ธ.ค 2558
ที่มา https://www.facebook.com/rosana.tsk/posts/1073625539348617







