
จอร์โจ โมรันดิ ชีวิตนี้คือภาพสติลไลฟ์
นานตั้งแต่ปี 2008 แล้ว หลังจากนิทรรศการใหญ่ครั้งแรกที่จัด ณ เดอะ เม็ตส์ หรือ เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม ออฟ อาร์ต กรุงนิวยอร์ก
โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com
นานตั้งแต่ปี 2008 แล้ว หลังจากนิทรรศการใหญ่ครั้งแรกที่จัด ณ เดอะ เม็ตส์ หรือ เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม ออฟ อาร์ต กรุงนิวยอร์ก คนอเมริกันก็ยังไม่มีโอกาสเห็นผลงานของ จอร์โจ โมรันดิ แบบเต็มสตีมกันอีกเลย ล่าสุด เดวิด สวีร์เนอร์ แกลเลอรี่ กรุงนิวยอร์ก ได้นำเอาผลงานจากทศวรรษ 1940 ถึง 1960 ของจิตรกรอิตาเลียนซึ่งไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร มาจัดแสดงให้เป็นบุญตากันอีกครั้ง
โชว์ครั้งนี้เน้นให้เห็นผลงานในช่วงเวลาที่จอร์โจกำลังค้นหาตัวเอง ก่อนจะฝึกฝีมือจนเปลี่ยนแปลงก้าวข้ามมาพบสไตล์ของตัวเอง
กว่า 5 ทศวรรษในการทำงานของจอร์โจ โมรันดิ ช่วงที่เข้มข้นที่สุดก็ต้องเอ่ยถึงผลงานหลังสงคราม (โลกครั้งที่ 2) จากปี 1948 ไปจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1964 ที่เขาสร้างผลงานเป็นดับเบิ้ลของช่วงอื่นๆ ในชีวิตเลยทีเดียว
แม้ว่าเขาจะยังคงวาดภาพสติลไลฟ์ของภาชนะต่างๆ บนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นขวด ถ้วย ชาม กล่อง แจกัน ไปจนถึงดอกไม้ อย่างที่เคยวาดมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1910 ทว่าการวางองค์ประกอบภาพ การใช้โทนสี สัดส่วนของสิ่งของในภาพ แสดงความเป็นแอบสแทรกต์อย่างสูงในช่วงท้ายของชีวิต
หากให้จัดอันดับ 10 สุดยอดภาพเขียนของศิลปินศตวรรษที่ 20 ซึ่งคนมีรสนิยมทางศิลปะในโลกนี้ต้องการเป็นเจ้าของ 1 ใน 10 ภาพนั้นจะต้องบรรจุรายนามของ ภาพสติลไลฟ์ (Still Life) ฝีมือศิลปินอิตาเลียนคนนี้เอาไว้อย่างแน่นอน
จอร์โจ โมรันดิ ศิลปินระดับมาสเตอร์ของศตวรรษที่ 20 ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไม่แพ้ โปล เซซาน และชอง-บัปติสต์ ซิเมยง ชาร์แดง โดยเฉพาะภาพสติลไลฟ์และแลนด์สเคปที่เขาวาดบ้างเป็นประปราย
เขาเกิดในปี 1890 ที่เมืองโบโลนยาของอิตาลี มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก และได้รับการศึกษาในสถาบันศิลปะชั้นดี อย่าง อะคาเดเมีย ดิ แบลเล อาร์ติ ผลงานในช่วงแรกๆ ที่จอร์โจผลิตออกสู่โลกศิลปะแสดงชื่อชั้นความสามารถระดับยอดศิลปินแห่งยุค อย่าง โปล เซซาน และมีแนวโน้มจะข้ามไปสู่คิวบิสม์ ด้วยกลิ่นอายแบบ ฟิวเจอริสม์
ในปี 1914 จอร์โจได้งานสอนวาดรูปให้เด็กประถมในโบโลนยา ซึ่งเขาทำอยู่จนกระทั่งปี 1929 (ปัจจุบันสตูดิโอของเขาในโรงเรียนประถมแห่งดังกล่าว กลายเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงบรรยากาศการทำงานสอนหนังสือของจิตรกรชาวอิตาเลียนเลื่องชื่อรายนี้ในอดีต เหมือนห้องหนึ่งในสกาดา ฟามีเลีย ในบาร์เซโลนา แสดงห้องทำงานของอันโตนิโอ เกาดี้ อะไรทำนองนั้น)
จอร์โจถูกเกณฑ์เข้าไปเป็นทหารในปี 1915 แต่ได้รับบาดเจ็บจนต้องกลับมารักษาตัว และไม่สามารถกลับไปรับใช้ชาติได้อีกต่อไป ระหว่างนั้นเขากลับมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างจริงจัง จอร์โจไม่วาดอะไรนอกจากสติลไลฟ์ ผลออกมาเป็นภาพซึ่งมีรายละเอียดที่เหมือนจริงน้อยลงทุกที ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในภาพ สีสัน หรือการจัดวางองค์ประกอบของภาพ แทนที่จะเป็นภาพเหมือนสิ่งของหรือผลไม้อย่างที่เคยเห็นกัน กลายเป็นภาพที่แสดงรูปทรง โครงร่าง ในสีสันอันซีดจาง อันเป็นสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร
ภายหลัง จอร์โจ โมรันดิ เปลี่ยนมาทดลองวาดภาพในแนวเมตาฟิสิคอล อันเป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่สำคัญในสายเซอร์เรียลลิสม์ของศิลปะอิตาเลียน ที่เรียกว่า ปิตตูรา เมตาฟิสิกา (Pittura Metafisica) เป็นลักษณะภาพเหนือจริงที่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในความฝัน ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ต่างจากภาพสติลไลฟ์สีหม่นปนเทาของเขาสักเท่าไร
จอร์โจเป็นศิลปินคนสำคัญในเทศกาลโนเวเชนโต อิตาเลียโน ในปี 1926 และ 1929 แต่ที่โดดเด่นกว่า ก็คือ ผลงานที่รวมกลุ่มกับศิลปินท้องถิ่น สตราปาเอเซ เมื่อปลายทศวรรษที่ 1930 ณ ยุครุ่งเรืองของรัฐบาลฟาสซิสต์
ระหว่างปี 1930-1956 จอร์โจ โมรันดิ เป็นศาสตราจารย์ด้านภาพพิมพ์หินอยู่ที่อะคาเดเมีย ดิ แบลเล อาร์ติ ที่เดียวกับที่เขาจบการศึกษา ในปี 1948 เขาได้รับรางวัลทางด้านภาพเขียนเป็นครั้งแรกในชีวิตจาก เวนิซเบียนนาเล
ตลอดชีวิตของเขาไม่ค่อยเดินทางออกนอกประเทศสักเท่าไหร่ แม้จะมีผลงานศิลปะจัดแสดงไปทั่วโลกขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม จอร์โจเดินทางไปปารีสครั้งแรกในปี 1956 แม้จะเคยได้รับการเชื้อเชิญจากศิลปินฝรั่งเศสบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจาก โปล เซซาน และ อองรี รุสโซ ที่ชื่นชอบผลงานของเขา และปีต่อมาเขาได้รางวัลสูงสุดของเทศกาลศิลปะเซาเปาโล เบียนนาเล ไปอีกรางวัล
ตลอดชีวิตบนเส้นทางศิลปะ เขาสร้างสรรค์ภาพสติลไลฟ์และแลนด์สเคปไว้มากมาย พอๆ กับภาพที่เรียกว่าเป็นงาน “หาเลี้ยงชีพ” โดยเป็นภาพพิมพ์หิน กับอีกส่วนน้อยที่เป็นภาพพอร์เทรต
สิ่งที่โดดเด่นมากในภาพสติลไลฟ์ของเขาก็คือการเล่นกับโทนสี รูปทรง และองค์ประกอบที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้ภาพของเขาดูน่าสนใจมากไปกว่าการเป็นแค่ขวดและแจกันใบเดิมๆ
สไตล์ของศิลปินอิตาเลียนคนดัง มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการนำไปสู่ความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เรียกว่า มินิมัลลิสม์ (Minimalism) ในเวลาต่อมา







