
ภาพยนตร์แห่งความเป็นพ่อ
ถือเอาฤกษ์ดีบอกเล่าความรู้สึก “ความเป็นพ่อ” ผ่านภาพยนตร์หลากแง่มุม โดยคนในแวดวงที่พวกเขาประทับใจและได้ลงความเห็นว่า
โดย...แจนยูอารี
ถือเอาฤกษ์ดีบอกเล่าความรู้สึก “ความเป็นพ่อ” ผ่านภาพยนตร์หลากแง่มุม โดยคนในแวดวงที่พวกเขาประทับใจและได้ลงความเห็นว่า เมื่อถึงวาระ “วันพ่อ” ก็ควรค่าแก่การชมผลงานเหล่านี้ (รับรองซึ้งน้ำตาไหลทั้งพ่อและลูกแน่ๆ)
กัลปพฤกษ์ (นักวิจารณ์)
เลือกภาพยนตร์นอกกระแส ดีกรีรางวัลยาวเหยียด สะท้อนบทบาทผู้เป็นพ่อ สองขั้วสองรส ในมุม “ผู้ให้” และ “ผู้ทำร้าย” โดดเด่นด้วยเนื้อหาสมจริงและเป็นธรรมชาติ ต่างจากภาพยนตร์ในกระแสทั่วไป ที่บางครั้งมักใช้ความฟูมฟายเชิงดราม่ามาจูงอารมณ์คนดู
“ภาพยนตร์สองเรื่องนี้ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์สูง มีวิธีการเล่าเรื่องราวที่คาดเดาเจตนาตัวละครล่วงหน้าไม่ได้ จนกว่าพวกเขาจะแย้มพรายออกมาเอง ความรู้สึกที่ได้เป็นความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง โกรธจริง ซึ้งจริง สุขจริง เศร้าจริง และน้ำตาไหลจริงๆ โดยไม่อิงสูตรสำเร็จในการเล่าเรื่องกันเลยครับ”
Nebraska (2013/สหรัฐ) - “เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นพ่อไม่เคยตกอยู่ในสถานะของผู้พ่ายแพ้ แม้ว่าอุปสรรคจะหนักหนาเพียงใด ความเป็นพ่อสง่างามได้เสมอ เป็นภาพยนตร์ขาวดำร่วมสมัยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณพ่อวัยชรา ฐานะไม่ค่อยดีและสติก็ชักจะเลอะเลือนลงทุกที เมื่อเขาได้รับจดหมายโฆษณาชวนเชื่อว่าได้รับเงินรางวัลใหญ่หนึ่งล้านดอลลาร์จากนิตยสารที่ต้องการให้เขาสมัครสมาชิก เขาจึงดื้อรั้นที่จะเดินทางไปยังรัฐเนแบรสกาเพื่อรับเงินรางวัล เดือดร้อนถึงลูกชายต้องขับรถพาเขาไปที่นั่น ต่อให้ทุกคนจะพยายามทัดทานว่ามันเป็นเพียงการโกหกหลอกลวงก็ตาม ตลอดการเดินทางเราได้เห็นการพูดคุยที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูกชายที่ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่นั่นก็คงไม่น่าประทับใจเท่าเหตุการณ์ในช่วงท้ายที่พฤติกรรมเพี้ยนๆ ทั้งหมดของคุณพ่อ แท้แล้วเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย หากมันมีจุดประสงค์คือการทำหน้าที่บิดาอันยิ่งใหญ่ อย่างที่ไม่อาจจะดูแคลนกันจากภาพลักษณ์อันเด๋อๆ ด๋าๆ งกๆ เงิ่นๆ ได้เลย”
Udaan (2010/อินเดีย) - “ภาพยนตร์อินเดียที่หนักแน่นและจริงจัง ถ่ายทอดเรื่องราววัยรุ่นอายุ 16 ที่ต้องออกจากโรงเรียนประจำเพื่อมาอยู่กับพ่อหลังแม่ได้จากไป การกลับมาครั้งนี้ทำให้เด็กหนุ่มและน้องชายต่างแม่อีกคนต้องถูกพ่อสุดโหดบังคับและเคี่ยวเข็ญวางตารางชีวิตให้อย่างเคร่งครัด เช่น ต้องตื่นเช้าลุกขึ้นมาวิ่ง การเรียน การทำงาน ความมีระเบียบ จนแทบไม่เหลือความอิสระเลย ไม่ว่าลูกชายจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ก็อย่าคาดหวังจะได้ยินคำชมจากปากพ่อ เพราะเขาจะเอาแต่จับจ้องจุดบกพร่องที่ยังต้องแก้ไข จึงไม่น่าประหลาดใจที่ลูกชายจะเกลียดพ่อตัวเองอย่างเข้าไส้ ในขณะที่ฝ่ายพ่อเองกลับตระหนักว่า โลกความเป็นจริงมันแสนโหดร้าย เขาจึงเลือกที่จะทำตัวเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของลูกชาย ถ้าวันไหนที่ลูกชายแกร่งพอที่จะผลักพ่อใจดำอำมหิตให้ล้มทั้งยืนได้ วันนั้นแหละที่เขาจะสบายใจว่า ลูกชายพร้อมเผชิญโลกด้วยลำแข้งของตัวเองโดยไม่ต้องเกรงกลัวใคร นั่นหมายความว่า เขาสามารถกำราบศัตรูหมายเลขหนึ่งในชีวิตได้แล้ว ภาพยนตร์อาจจะแลดูโหดเหี้ยม แต่ทุกพฤติกรรมกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย”
ดรสะรณ (นักวิจารณ์)
An Autumn Afternoon (1962/ญี่ปุ่น) - “งานส่วนใหญ่ของ ยาสุจิโร โอสุ เป็นเรื่องครอบครัวและความสัมพันธ์ผู้คน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของเขา มันอาจไม่ได้ดังมาก แต่ส่วนตัวชอบเรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์เรียบๆ พูดถึงการที่พ่อหาคู่ให้กับลูกสาวที่ไม่แต่งงานเสียที เพราะความเป็นห่วงพ่อ ซึ่งในเรื่องพ่อก็กลัวว่าลูกสาวจะต้องอยู่คนเดียวในตอนแก่เหมือนกัน ภาพยนตร์จบอย่างง่ายๆ แต่เศร้า เมื่อลูกสาวแต่งงานไปและเหลือพ่ออยู่เพียงคนเดียว ภาพยนตร์ของโอสุสำหรับบางคนอาจมองว่าเรื่องราวไม่มีอะไร แต่ชีวิตจริงของคนเป็นแบบนี้แหละครับ เรื่องนี้ผมได้มีโอกาสดูประมาณสองรอบ และโชคดีว่าได้มีโอกาสชมในโรงภาพยนตร์ด้วยครับ”
Transamerica (2005/สหรัฐ) - “ได้ดูตั้งแต่ตอนที่ภาพยนตร์เข้าฉายในบ้านเราเมื่อหลายปีก่อน เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงพ่อกับลูกในอีกแบบหนึ่ง เป็นโรดมูฟวี่ที่ตัวเอกเป็นสาวประเภทสอง กำลังจะผ่าตัดแปลงเพศ ต้องไปเผชิญหน้ากับลูกชายแท้ๆ ของตัวเองที่เธอไม่เคยเลี้ยงดูมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นพ่อแท้ๆ ของเขา ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยการเดินทางของพ่อลูกจริงๆ ก็มีหลายเรื่องนะครับ แต่ส่วนตัวชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเข้ากับโลกในยุคปัจจุบัน และมองไปที่ความสัมพันธ์ของคนที่เป็นมากกว่าการยึดตามขนบทางเพศแบบหญิงชาย”
อลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว (บรรณาธิการบริหาร FILMAX)
Life Is Beautiful (1997/อิตาลี) - “เล่าถึงครอบครัวยิวที่อยู่ถูกนาซีเยอรมันจับมาอยู่ในค่ายกักกัน โดยที่พ่อพยายามโกหกลูกชายว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดมันเป็นแค่เกมเกมหนึ่ง เพื่อจะให้ลูกไม่รู้สึกเศร้า เรื่องนี้ โรแบร์โต เบนิญีกำกับเอง เล่นเอง เขาใช้ความเป็นนักแสดงตลกและความเป็นตลกมาทำให้คนดูขำร่าน้ำตาริน เล่นกับอารมณ์ขัดแย้งกัน ตลกและเศร้า ขณะเดียวกันก็มีความหวัง ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้าย ผมประทับใจฉากพ่อจะต้องเข้าห้องรมแก๊ส แล้วเขาก็เอาลูกซ่อนไว้ มันเหมือนเป็นความหวังและความทรงจำที่ดีที่พ่อมอบให้ลูก แม้กระทั่งวาระสุดท้าย”
Ode to My Father (2014/เกาหลีใต้) - “เป็นเรื่องของลูกที่ทำเพื่อพ่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นในสงครามเกาหลี ครอบครัวพระเอกกำลังหนีสงคราม พระเอกมีน้องสาวและพลัดหลุดมือในเรือ พ่อก็กลับไปตามหาน้องสาว โดยพ่อบอกพระเอกให้เดินทางไปก่อนและให้ดูแลครอบครัว เดี๋ยวพ่อจะตามไป พระเอกจึงเก็บความรู้สึกที่คล้ายติดค้างกับสิ่งที่รับปากกับพ่อไว้ ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว จากเด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ พ่อยังอยู่ในใจเขาเสมอ ดูจบผมร้องไห้เลย พล็อตจะเว่อร์ๆ และน้ำเน่ามาก สร้างสถานการณ์แล้วหักมุม มีดราม่า นิ่งเงียบ จริงจัง คนดูจะเอาใจช่วยพระเอก เพราะพระเอกคิดตลอดเวลาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวามพลัดพราก ผมว่าพล็อตแบบนี้เกาหลีทำได้ดีนะ”
ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (ผู้กำกับ)
Kramer vs. Kramer (1979/สหรัฐ) - “บางช่วงบางตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าความสัมพันธ์พ่อกับลูกที่ไม่ค่อยได้ดูแลกัน แต่พอแม่ไม่อยู่แล้ว พ่อจึงต้องเป็นคนดูแลลูก มันมีมุมความรักที่เกี่ยวกับพ่อลูกที่ผมรู้สึกประทับใจ ดัสติน ฮออฟแมน คอยทำอาหาร แบกลูกไปนู่นไปนี่ ยังเป็นภาพที่ติดตาผมอยู่เลยครับ ได้เห็นความรักของพ่อคนหนึ่งที่ทำเพื่อลูกค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว ผมชอบขนาดผมซื้อแผ่นมาเก็บไว้ จนถึงวันนี้ก็ยังได้ย้อนกลับไปดูหลายรอบมาก”
Riding Alone for Thousands of Miles (2005/จีน) - “ผลงานของ จางอี้โหมว ที่ว่าด้วยพ่อกับลูกชาย เป็นพ่อลูกชาวญี่ปุ่น แล้วลูกชายก็ป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย โดยพ่อต้องเดินทางไปเมืองจีนเพื่อบันทึกการแสดงงิ้วหน้ากาก ซึ่งครั้งหนึ่งลูกชายเคยประทับใจ มันเหมือนเป็นการทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายของคนเป็นพ่อ เพื่อมอบความสุขให้แก่ลูกชายที่กำลังจะตาย ทำให้เห็นถึงความหมายของความรักที่สองคนมีต่อกัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าทั้งคู่แสดงทีท่าหมางเมินต่อกัน ขณะเดียวกันพ่อก็ได้เห็นความเป็นลูกชายผ่านตัวละครเด็กอีกคน ผมว่าผมสัมผัสได้ถึงสิ่งที่พ่อทำให้ลูกชาย แม้ว่าพวกเขาไม่สามารถมีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกันก็ตาม”







