posttoday
ลิขสิทธิ์ไทยลีกอู้ฟู่ วัดกึ๋นบริหารทรัพย์

ลิขสิทธิ์ไทยลีกอู้ฟู่ วัดกึ๋นบริหารทรัพย์

05 ธันวาคม 2558

นับวันกระแสฟุตบอลลีกในเมืองไทยยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น ถึงขนาดนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจพบว่า

โดย...มิวโกโตะ

นับวันกระแสฟุตบอลลีกในเมืองไทยยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น ถึงขนาดนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจพบว่า แฟนฟุตบอลบ้านเราติดตามศึกไทยพรีเมียร์ลีกมากกว่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยผลการสุ่มจำนวน 4,058 ตัวอย่าง ปรากฏว่า 29.13% ติดตามชมโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก อย่างใกล้ชิด ขณะที่ยอดฟอลโลว์พรีเมียร์ชิพเมืองผู้ดีคิดเป็น 21.81% ส่งผลให้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดลูกหนังในเมืองไทยขยับสูงตาม

บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป ต้องการคว้าเรตติ้งบอลไทยฟีเวอร์แบบต่อเนื่อง จึงยอมทุ่มงบมหาศาล 4,200 ล้านบาท ต่อสัญญาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลไทย 4 รายการหลัก ต่อเนื่อง 4 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2560–2563 โดยแบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ปี 2560 จำนวน 900 ล้านบาท, ปี 2561 จำนวน 1,000 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 1,100 ล้านบาท, ปี 2563 จำนวน 1,200 ล้านบาท

ล่าสุด พ.อ.วรวุฒิ ทองศรีงาม เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดเงินค่าสนับสนุนทีม ซึ่งครั้งนี้สโมสรลีกอาชีพจะได้รับเงินค่าตอบแทนจากการขายลิขสิทธิ์สูงขึ้นตามมูลค่าถ่ายทอด โดยปี 2561-2562 ทั้ง 18 สโมสร โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก จะได้เงินทีมละ 25 ล้านบาท รวมสองปีเป็นเงิน 900 ล้านบาท (เดิมรับ 20 ล้านบาท/ปี) ส่วนปี 2563 จะได้ทีมละ 27.5 ล้านบาท (รวม 495 ล้านบาท) และปี 2564 รับทีมละ 30 ล้านบาท (รวม 540 ล้านบาท)

ขณะที่ฟุตบอลยามาฮ่า ลีกวัน ทั้ง 18 สโมสร จะได้ทีมละ 5 ล้านบาท/ปี (รวม 90 ล้านบาท/ปี) รวม 4 ปี ได้รับเงินสนับสนุนทีม 360 ล้านบาท ส่วน 83 สโมสร ในเอไอเอส ลีกภูมิภาค จะได้ทีมละ 3 ล้านบาท/ปี (รวม 249 ล้านบาท/ปี) รวม 4 ปี เบ็ดเสร็จ 996 ล้านบาท ที่เหลือราว 1,000 ล้านบาท ใช้เป็นค่าบริหารจัดการการแข่งขัน, พัฒนาลีกฟุตบอลอาชีพ และดำเนินการถ่ายทอดสดการแข่งขันในระบบ HD และ SD กว่า 600 แมตช์/ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขลิขสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (สัญญาเก่าทรูฯ สนับสนุนปีละ 600 ล้านบาท) แต่เมื่อหารแบ่งเค้กตามสัดส่วน เม็ดเงินดังกล่าวแทบไม่เพียงพอกับรายจ่าย เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันในวงการลูกหนังไทยนั้นสูงมาก

ยกตัวอย่างฤดูกาล 2558 ทั้ง 18 ทีมในไทยพรีเมียร์ลีกอัดงบทำทีมรวมกันมหาศาลถึง 2,200 ล้านบาท โดยท็อปทรีจอมทุ่มได้แก่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด (300 ล้านบาท) บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (250 ล้านบาท) และ แบงค็อก ยูไนเต็ด (200 ล้านบาท) ตามลำดับ

ลิขสิทธิ์ไทยลีกอู้ฟู่ วัดกึ๋นบริหารทรัพย์ เนวิน ชิดชอบ

 

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ เรื่องระบบบริหาร บางสโมสรยังไม่เป็นมืออาชีพเพียงพอ ทีมเล็กยังตั้งหน้ารอคอยเงินจากสมาคมฯ หรือทีมระดับกลางแค่วิ่งหาสปอนเซอร์มาอุดรอยรั่วทางการเงินก็แทบแย่ เมื่อผลงานไม่ดี ท่อน้ำเลี้ยงเริ่มติดขัด บางทีมโชคร้ายถังแตกจนต้องขายนักเตะตัวหลักกิน หรือรุนแรงถึงขั้นต้องเปลี่ยนชื่อทีมตามสปอนเซอร์ใหม่

เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ที่มีลุ้น 5 แชมป์ในซีซั่นนี้ เผยปัจจุบันลีกในประเทศไทยพัฒนาอย่างเขย่งก้าวกระโดด ดังนั้นทุกสโมสรต้องรู้จักวิธีหาเงินเข้าสู่ทีมอย่างเป็นระบบ

“ไม่ใช่ว่าบุรีรัมย์มีเงินมากกว่าจึงพัฒนาได้ดีกว่า บุรีรัมย์ใช้เงินเยอะจริง แต่เป็นเงินที่มีรายได้มาจากฟุตบอล ไม่ใช่ว่าเจ้าของทีมมีเงิน ผลประกอบการรายได้ของเรา 470 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายไปแล้วหลือบวกลบอยู่ประมาณ 10-20 ล้านบาท นั่นแสดงว่า
เม็ดเงินที่เจ้าของทีมใช้มันนิดเดียว ดังนั้นต้องเลิกคิดได้แล้วว่าทำทีมฟุตบอลแล้วทีมจะเก่งได้ เพราะเจ้าของควักเงินออกมาใส่เอาๆ แต่คุณต้องหารายได้แล้วทำให้ทีมมันใหญ่ขึ้น” ประธานเซราะกราว กล่าว

นอกจากนี้ เจ้าของทีมปราสาทสายฟ้ายังอัพเดทถึงแผนการพัฒนาแบบยั่งยืน โดยประกาศลั่นอีก 4 ปีข้างหน้า บุรีรัมย์จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างเท่าตัว

“ผมมั่นใจว่าจะนำทีมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2561 และจะทำให้ทีมก้าวกระโดดไปอีกสเต็ปในเวทีเอเชีย อีก 4 ปีจะเริ่มเห็นบุรีรัมย์ในอีกมิติ ทั้งสปีดบอล ฟิตเนส และมาตรฐานการเล่นจะเป็นอีกระบบเลย เพราะแม้ว่าผู้เล่นไทยวันนี้พัฒนาขึ้นมาก แต่ต้องยอมรับว่านักฟุตบอลที่เล่นเฟิสต์ทีมของเรายังเล่นแบบโมเดล ฟุตบอล ได้ไม่ถึง 70% ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาจะสามารถเล่นได้เกิน 70% เพราะพวกเขาได้เติบโตขึ้นมาจากแบบแผนการเล่นฟุตบอลที่ถูกวิธีตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งเรื่องระบบการเล่นและวิทยาศาสตร์การกีฬา” เนวิน กล่าว

น่าติดตามมาตรฐานบริหารของบุรีรัมย์ จะสามารถกระตุ้นให้สโมสรอื่นยกระดับทีมขึ้นมาเทียบเท่าหรือแซงได้เมื่อใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท