
ลิขสิทธิ์ไทยลีกอู้ฟู่ วัดกึ๋นบริหารทรัพย์
นับวันกระแสฟุตบอลลีกในเมืองไทยยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น ถึงขนาดนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจพบว่า
โดย...มิวโกโตะ
นับวันกระแสฟุตบอลลีกในเมืองไทยยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น ถึงขนาดนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจพบว่า แฟนฟุตบอลบ้านเราติดตามศึกไทยพรีเมียร์ลีกมากกว่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยผลการสุ่มจำนวน 4,058 ตัวอย่าง ปรากฏว่า 29.13% ติดตามชมโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก อย่างใกล้ชิด ขณะที่ยอดฟอลโลว์พรีเมียร์ชิพเมืองผู้ดีคิดเป็น 21.81% ส่งผลให้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดลูกหนังในเมืองไทยขยับสูงตาม
บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป ต้องการคว้าเรตติ้งบอลไทยฟีเวอร์แบบต่อเนื่อง จึงยอมทุ่มงบมหาศาล 4,200 ล้านบาท ต่อสัญญาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลไทย 4 รายการหลัก ต่อเนื่อง 4 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2560–2563 โดยแบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ปี 2560 จำนวน 900 ล้านบาท, ปี 2561 จำนวน 1,000 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 1,100 ล้านบาท, ปี 2563 จำนวน 1,200 ล้านบาท
ล่าสุด พ.อ.วรวุฒิ ทองศรีงาม เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดเงินค่าสนับสนุนทีม ซึ่งครั้งนี้สโมสรลีกอาชีพจะได้รับเงินค่าตอบแทนจากการขายลิขสิทธิ์สูงขึ้นตามมูลค่าถ่ายทอด โดยปี 2561-2562 ทั้ง 18 สโมสร โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก จะได้เงินทีมละ 25 ล้านบาท รวมสองปีเป็นเงิน 900 ล้านบาท (เดิมรับ 20 ล้านบาท/ปี) ส่วนปี 2563 จะได้ทีมละ 27.5 ล้านบาท (รวม 495 ล้านบาท) และปี 2564 รับทีมละ 30 ล้านบาท (รวม 540 ล้านบาท)
ขณะที่ฟุตบอลยามาฮ่า ลีกวัน ทั้ง 18 สโมสร จะได้ทีมละ 5 ล้านบาท/ปี (รวม 90 ล้านบาท/ปี) รวม 4 ปี ได้รับเงินสนับสนุนทีม 360 ล้านบาท ส่วน 83 สโมสร ในเอไอเอส ลีกภูมิภาค จะได้ทีมละ 3 ล้านบาท/ปี (รวม 249 ล้านบาท/ปี) รวม 4 ปี เบ็ดเสร็จ 996 ล้านบาท ที่เหลือราว 1,000 ล้านบาท ใช้เป็นค่าบริหารจัดการการแข่งขัน, พัฒนาลีกฟุตบอลอาชีพ และดำเนินการถ่ายทอดสดการแข่งขันในระบบ HD และ SD กว่า 600 แมตช์/ปี
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขลิขสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (สัญญาเก่าทรูฯ สนับสนุนปีละ 600 ล้านบาท) แต่เมื่อหารแบ่งเค้กตามสัดส่วน เม็ดเงินดังกล่าวแทบไม่เพียงพอกับรายจ่าย เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันในวงการลูกหนังไทยนั้นสูงมาก
ยกตัวอย่างฤดูกาล 2558 ทั้ง 18 ทีมในไทยพรีเมียร์ลีกอัดงบทำทีมรวมกันมหาศาลถึง 2,200 ล้านบาท โดยท็อปทรีจอมทุ่มได้แก่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด (300 ล้านบาท) บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (250 ล้านบาท) และ แบงค็อก ยูไนเต็ด (200 ล้านบาท) ตามลำดับ
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ เรื่องระบบบริหาร บางสโมสรยังไม่เป็นมืออาชีพเพียงพอ ทีมเล็กยังตั้งหน้ารอคอยเงินจากสมาคมฯ หรือทีมระดับกลางแค่วิ่งหาสปอนเซอร์มาอุดรอยรั่วทางการเงินก็แทบแย่ เมื่อผลงานไม่ดี ท่อน้ำเลี้ยงเริ่มติดขัด บางทีมโชคร้ายถังแตกจนต้องขายนักเตะตัวหลักกิน หรือรุนแรงถึงขั้นต้องเปลี่ยนชื่อทีมตามสปอนเซอร์ใหม่
เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ที่มีลุ้น 5 แชมป์ในซีซั่นนี้ เผยปัจจุบันลีกในประเทศไทยพัฒนาอย่างเขย่งก้าวกระโดด ดังนั้นทุกสโมสรต้องรู้จักวิธีหาเงินเข้าสู่ทีมอย่างเป็นระบบ
“ไม่ใช่ว่าบุรีรัมย์มีเงินมากกว่าจึงพัฒนาได้ดีกว่า บุรีรัมย์ใช้เงินเยอะจริง แต่เป็นเงินที่มีรายได้มาจากฟุตบอล ไม่ใช่ว่าเจ้าของทีมมีเงิน ผลประกอบการรายได้ของเรา 470 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายไปแล้วหลือบวกลบอยู่ประมาณ 10-20 ล้านบาท นั่นแสดงว่า
เม็ดเงินที่เจ้าของทีมใช้มันนิดเดียว ดังนั้นต้องเลิกคิดได้แล้วว่าทำทีมฟุตบอลแล้วทีมจะเก่งได้ เพราะเจ้าของควักเงินออกมาใส่เอาๆ แต่คุณต้องหารายได้แล้วทำให้ทีมมันใหญ่ขึ้น” ประธานเซราะกราว กล่าว
นอกจากนี้ เจ้าของทีมปราสาทสายฟ้ายังอัพเดทถึงแผนการพัฒนาแบบยั่งยืน โดยประกาศลั่นอีก 4 ปีข้างหน้า บุรีรัมย์จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างเท่าตัว
“ผมมั่นใจว่าจะนำทีมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2561 และจะทำให้ทีมก้าวกระโดดไปอีกสเต็ปในเวทีเอเชีย อีก 4 ปีจะเริ่มเห็นบุรีรัมย์ในอีกมิติ ทั้งสปีดบอล ฟิตเนส และมาตรฐานการเล่นจะเป็นอีกระบบเลย เพราะแม้ว่าผู้เล่นไทยวันนี้พัฒนาขึ้นมาก แต่ต้องยอมรับว่านักฟุตบอลที่เล่นเฟิสต์ทีมของเรายังเล่นแบบโมเดล ฟุตบอล ได้ไม่ถึง 70% ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาจะสามารถเล่นได้เกิน 70% เพราะพวกเขาได้เติบโตขึ้นมาจากแบบแผนการเล่นฟุตบอลที่ถูกวิธีตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งเรื่องระบบการเล่นและวิทยาศาสตร์การกีฬา” เนวิน กล่าว
น่าติดตามมาตรฐานบริหารของบุรีรัมย์ จะสามารถกระตุ้นให้สโมสรอื่นยกระดับทีมขึ้นมาเทียบเท่าหรือแซงได้เมื่อใด







