posttoday

อนันตา อินทรอักษร หลงใหลลมหายใจของต้นไม้

03 ธันวาคม 2558

เห็นภายนอกคนอาจจะมองว่า กบ-อนันตา อินทรอักษร เป็นอาร์ติสต์หรือสาวทำงานบุคลิกแอ็กทีฟ

โดย...กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เห็นภายนอกคนอาจจะมองว่า กบ-อนันตา อินทรอักษร เป็นอาร์ติสต์หรือสาวทำงานบุคลิกแอ็กทีฟ แต่จะบอกว่าเธอเป็นคนที่สนใจเรื่องต้นไม้อย่างจริงจังมากคนหนึ่ง เธอเป็นหนึ่งในนักเรียนของโรงเรียนต้นไม้ ซึ่งเป็นโครงการอบรมเรื่องการดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมือง โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา และกลุ่มบิ๊กทรี วันนี้เธอมีแข่งขันปีนต้นไม้อย่างปลอดภัยให้ผ่านเพื่อการเป็นหมอต้นไม้ต่อไป

สาวสถาปัตย์ นิเทศศิลป์ ออกแบบสิ่งพิมพ์ เคยทำงานสร้างสรรค์มาหลายรูปแบบ ทั้งงานด้านภาพยนตร์ งานตัดต่อ งานออกแบบ นิทรรศการศิลปะ และล่าสุดเธอร่วมงานในฐานะคนเบื้องหลังสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลแห่งหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำงานเพื่อต้นไม้ใหญ่อย่างเต็มตัว

อนันตา อินทรอักษร หลงใหลลมหายใจของต้นไม้

 

“อะไรที่ทำให้เรากลายเป็นคนแบบนี้ อาจเป็นเพราะว่าสนามเด็กเล่นของเราตั้งแต่เด็กคือสนามหญ้า แม้ว่าจะอยู่ในเขตกรุงเทพฯ พื้นที่บ้านแค่ 200-300 ตร.ว. แต่ข้างบ้านมีสระบัว มีกะทกรกอยู่ข้างทาง มีต้นไม้เต็มไปหมด ของเล่นคือการขุดดิน เล่นดินเหนียว เอาโคลนมาพรางตัวแล้วมองดูสัตว์ซึ่งมีทั้งนกยูง นกหงส์หยก นกขุนทอง นี่คือสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นแบบนี้ ธรรมชาติดูแลเรามาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต”

อนันตา บอกว่า ถ้าไม่ได้คุยกันเธอก็คงนึกไม่ออกว่าจุดเริ่มต้นของลมหายใจสีเขียวของเธอมาจากไหน “มีบางช่วงเวลาที่มันห่างหายไป อาจจะไม่ใช่เวลาเป็นปีๆ แต่มันคือช่วงเวลาที่เราเดินหายไปในตึก เวลาที่เราติดอยู่ในห้องประชุมวันละหลายชั่วโมง ติดอยู่ในรถอาทิตย์หนึ่งรวมกันก็ได้เกินหนึ่งวัน เรารู้สึกอึดอัดในบรรยากาศแบบนั้น แต่ถ้าลงสวนเมื่อไหร่เราจะสัมผัสบางอย่างที่เปลี่ยนถ่ายพลังงานดีๆ เข้ามาในตัวเรา ตอนที่ทำงานออฟฟิศ มีคำถามผุดขึ้นมาตลอดว่าการเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวให้เป็นห้างทั้งหมดนั้นมันคือความเจริญจริงๆ น่ะหรือ เมื่อก่อนอาจจะได้แต่บ่นแต่ด่า แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

อนันตา อินทรอักษร หลงใหลลมหายใจของต้นไม้

 

เรื่องราวระหว่างป่ามาสู่เมือง ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน การตัดเตียนอุโมงค์ต้นไม้ที่มีอายุกว่าร้อยปี หรือการเดินทางไปในพื้นที่ต้นน้ำของเธอได้เจอคนพื้นที่ คนที่ดูแลต้นน้ำ ดูแลป่าใหญ่ ยิ่งทำให้เธอมีแรงฮึกเหิมที่อยากจะลุกขึ้นมาเป็นคนหนึ่งที่ปกป้องต้นไม้ “เราว่าการปกป้องมันเป็นสิ่งที่ไม่เกินแรงมนุษย์เลย นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ และถ้าปกป้องต้นไม้ช้ากว่านี้ก็ไม่มีเวลาแล้ว เลยพลิกชีวิตด้วยการลาออกจากงานประจำแล้วมาอยู่กับต้นไม้เต็มตัว เพราะว่าที่ผ่านมาเหมือนเราแหย่ขามาข้างเดียว มันก็ทำได้ไม่เต็มที่ วันที่เราตัดสินใจลาออกเหมือนได้เดินเข้าไปในป่าใหญ่แล้วมีเสียงกระซิบจากต้นไม้บอกกลับมาว่า นี่คือสิ่งที่เราเลือกแล้วนะ”

ความคิดเล็กๆ ของเธอคนนี้ก็คือเธออยากนำพลังบวกที่ได้รับจากต้นไม้ ถ่ายทอดผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นสื่อชักชวนให้คนมาดูแลต้นไม้ โดยเริ่มจากสิ่งที่เธอถนัดคือใช้ศิลปะ และภาพถ่ายเป็นสื่อ ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ที่จะจุดประกายความรักต้นไม้ในตัวทุกคนขึ้นมาในฐานะคนทำงานกับต้นไม้ใหญ่ในนามบิ๊กทรี “ถ้าในเชิงลึกก็คือชวนเขามาทำความรู้จักกับต้นไม้ใหญ่ อย่างโรงเรียนต้นไม้ เรามาเรียนรู้ในเรื่องที่เราไม่รู้ มาเพื่อรู้และไปบอกคนอื่นต่อ อย่างน้อยคนที่เข้ามาที่นี่ก็จะรู้ว่าการตัดต้นไม้ที่ถูกต้อง ตัดให้สวยและต้นไม้ไม่บาดเจ็บทำอย่างไร และสิ่งที่เหนือไปกว่านั้นก็คือมันสร้างรายได้ให้กับเขาได้ในอนาคตด้วย บิ๊กทรีไม่ใช่แค่ต้นไม้ใหญ่ แต่มันคือเรื่องใหญ่ของต้นไม้ เรื่องใหญ่ของต้นไม้คือแผ่นดิน ผืนน้ำ ท้องฟ้า ขยะ สิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งเมืองก็ยังเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหมด”

อนันตา อินทรอักษร หลงใหลลมหายใจของต้นไม้

 

จากการทำงานกับต้นไม้ ทำให้อนันตารู้จักต้นไม้มากกว่าต้นมะม่วง กล้วย หรือมะละกอ แต่เธอได้เห็นต้นไม้มรดกอายุหลายร้อยปี รู้จักชื่อต้นไม้มากกว่าเมื่อก่อน แยกแยะชนิดของต้นไม้ นอกจากรู้จักชื่อแล้วยังรู้ว่าอะไรเป็นไม้พื้นถิ่น เธอบอกว่านี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้ลึกๆ โดยธรรมชาติเป็นคนสอน “การปลูกต้นไม้ในใจมันเป็นงานหนัก แต่ก็หยุดไม่ได้ ต้องทำต่อเนื่อง เพราะถ้าเราหยุดมันก็จะหายไปเพราะมันถูกพลังของเมืองกลืนไป เพราะฉะนั้นเราไม่เน้นทำงานใหญ่ เราทำอะไรกันเล็กๆ แต่จะไม่หยุดทำ เราไม่ได้หมายความว่าทุกส่วนจะต้องกลายเป็นต้นไม้ทั้งหมด แต่อยากให้มันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ตึกอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ภูมิทัศน์ที่มีต้นไม้เป็นองค์ประกอบ กบเชื่อว่าเราอยู่ร่วมกันได้”

เมื่อถามถึงความสุขในวิถีสีเขียว เธอตอบหลังหันไปส่งเสียงเชียร์เพื่อนที่แข่งปีนต้นไม้กันอยู่... “กบมองว่าความสุขของเราอาจจะไม่ใช่ความสุขของคนอื่น การทำให้ลมหายใจเราเป็นอีโค กบเริ่มจากการเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ไม่ง้อรถ เมื่อไม่ง้อรถใช้ชีวิตยังไง จากรถที่บ้านเยอะแยะไปหมด 5-6 คัน แต่กบไม่เลือกรถ แต่เลือกเดินเลียบคลอง 1 กิโล เพื่อไปรอเรือ

อนันตา อินทรอักษร หลงใหลลมหายใจของต้นไม้

 

เชื่อไหมเราได้เห็นอะไรข้างทางมากมาย ได้เห็นว่าความสกปรกเป็นยังไง ความร่มรื่นเป็นแบบไหน เราเห็นช่วงเวลาทั้งสีเขียวและความอึดอัดในเส้นทางเดียวกัน เราหลีกเลี่ยงสี่ล้อ ใช้ระบบรางและใช้บริการขนส่งที่เชื่อมต่อกัน ตั้งแต่ออกจากบ้านก็พกพาน้ำมาเอง เรามีถุงใส่ขยะกลับบ้าน จะกินอะไรก็เตรียมกล่องมาเอง มีอะไรเหลือเราก็เก็บกลับไปให้น้องสัตว์เร่ร่อนแถวบ้าน ทีนี้พอย้อนคิดว่าการใช้ชีวิตแบบนี้มันก็มีความสุขเนอะ ปั่นจักรยานแล้วลมเย็นตีหน้า ได้เห็นแสงสีส้มสวยๆ ตอนเย็น แค่นี้ก็ฟินแล้ว ลมหายใจของอีโคเป็นแบบนี้เองมั้ง กบพูดได้เต็มปากว่าทุกวันที่ได้เรียนรู้จากธรรมชาติทำให้เรามีความสุขแล้ว”

เหนือสิ่งอื่นใด อนันตา บอกว่า เป็นโชคดีของเธอที่มีครอบครัวที่พื้นฐานแข็งแรง มีพ่อแม่ที่ไม่อยากบังคับให้ลูกต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เธอจึงมีชีวิตที่เลือกได้ “ทุกคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อ น้องสาว แม่นม หรือแม้กระทั่งแม่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ให้กำลังใจในสิ่งที่เราพยามยามทำ เขายอมรับในชีวิตที่ไม่แน่นอนได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับทุกคน แต่มันเกิดขึ้นกับเรา” สาวผู้หลงใหลลมหายใจของต้นไม้ บอกยิ้มๆ

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?