
คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคม
ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา
ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน เพื่อขจัดความยากจนให้หมดไปจากโลกใบนี้ ได้บัญญัติคำว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” ขึ้น พร้อมให้คำนิยามว่า เป็นธุรกิจที่ออกแบบและจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้กับสังคม โดยเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ที่สำคัญต้องเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคงได้ โดยกำไรที่เกิดจากธุรกิจจะถูกนำไปใช้เพื่อลงทุนต่อในธุรกิจ หรือใช้เพื่อสร้างธุรกิจเพื่อสังคมขึ้นใหม่ เพื่อขยายผลกระทบต่อสังคมให้กว้างมากยิ่งขึ้น
ใครจะคิดว่า คำว่า “ธุรกิจ” และ “สังคม” ที่เคยถูกแยกกันอย่างชัดเจน จะสามารถบรรจบกัน แต่เมื่อได้ฟังไอเดียของกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมในการเสนอแผนธุรกิจเพื่อสังคมในงานสุดยอดการประชุมผู้นำเยาวชนโลก ครั้งที่ 6 (One Young World Summit 2015) ที่เพิ่งปิดฉากไปเมื่อเร็วๆ นี้แล้ว บอกได้เลยว่า แนวคิดนี้เป็นไปได้ และไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการมุ่งทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถตอบแทนสังคมไปด้วย
นี่คือ 4 ตัวแทนคนรุ่นใหม่จาก 4 ทีมสุดท้าย ในการเสนอแผนธุรกิจเพื่อสังคมในงานดังกล่าวที่จะมาร่วมสะท้อนถึงความสำคัญของธุรกิจเพื่อสังคม รวมทั้งบทบาทของคนรุ่นใหม่กับการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคม
ช่วยสังคมอย่างมีความสุข
ศา-ศานนท์ หวังสร้างสุข ตัวแทนของกลุ่มแทรเวลล์ (Trawell) ซึ่งเป็นทีมที่ชนะการประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคม ได้รับเงินจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อเป็นต้นทุนในการเดินหน้าโครงการที่เสนอต่อไป จากไอเดียสร้างธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจรและยั่งยืน ด้วยการวางแผนธุรกิจตามความเหมาะสมของชุมชน เปิดโอกาสให้นักลงทุนมาร่วมลงทุนปรับปรุงบ้านเก่า หรือตึกเก่าของชุมชนที่มีวิถีชุมชนที่น่าสนใจมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้านหนึ่งนักท่องเที่ยวจะได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ๆ ขณะที่คนในชุมชนก็ได้ประโยชน์จากเงินปันผล นักลงทุนเองก็มีโอกาสเข้ามาสู่ธุรกิจเพื่อสังคม
ศา บอกว่า ตอนนี้ทางทีมกำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจเลือกชุมชนที่จะทำตามคอนเซ็ปต์ คาดว่าภายในปีนี้จะได้ข้อสรุป แต่ด้วยสเกลของโปรเจกต์ที่ค่อนข้างใหญ่ เงินที่ได้มาอาจไม่พอสำหรับการทำให้เป็นรูปร่างทีเดียวดังนั้นในช่วงแรกๆ ต้องเริ่มหารายได้มาสมทบ ด้วยการจัดทริปพานักท่องเที่ยวมาเที่ยวในชุมชนที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังวางแผนจับมือกับทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำตั๋ว Day Pass ในการเข้าชมวัด วัง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ กทม.
“ไอเดียของกลุ่มเรา ท่านยูนุส บอกว่า ไม่ใช่เป็นโมเดลสำหรับเมืองไทยเท่านั้น แต่เป็นโมเดลที่นำเอาไปปรับใช้ได้ทั่วโลก โดยไอเดียของกลุ่มเรามองว่าแทนที่จะช่วยเหลือชุมชนด้วยการเอาเงินไปให้ เพื่อให้ชุมชนเอาไปพัฒนาตัวเองต่อไป สู้เราเข้าไปพัฒนาชุมชนเพื่อให้เขาอยู่ได้ เลี้ยงตัวเองได้เลยดีกว่า ยิ่งกว่านั้นไอเดียของกลุ่มเราที่สนใจเข้าไปพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น ยังสอดคล้องกับ
เทรนด์การท่องเที่ยวในอนาคต ที่เน้นการเดินทางโดยชุมชนเพื่อชุมชน”
ในฐานะคนรุ่นใหม่ ศา มองว่า ธุรกิจเพื่อสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในยุคนี้ แต่หัวใจสำคัญสำหรับคนที่จะทำธุรกิจเพื่อสังคมคือ ตามหลักข้อที่ 7 ของท่านยูนุส ที่บอกว่าทุกคนที่ทำงานให้กับธุรกิจเพื่อสังคม จะต้องทำงานอย่างมีความสุข ทำจากความชอบ
“การทำธุรกิจเพื่อสังคม เหมือนเรากำลังเล่นกับอะไรที่ยากๆ ทั้งปัญหาความยากจน ขยะ แต่ถ้าเราสนุกกับมันเราจะอยู่ได้นาน ยิ่งวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากทำอะไรของตัวเอง แต่ก็เบื่อง่ายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นความท้าทายคือ ต้องหาอะไรที่เราทำแล้วสนุกจะได้อยู่กับสิ่งนั้นได้นาน อย่าลืมว่าความสุขของคนทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่กำไรเท่านั้น เพราะถ้ามองให้ลึกบางทีความสุขที่ไกลกว่านั้นของคนทำธุรกิจคือ การได้แก้ปัญหาอะไรบางอย่างในสังคม ซึ่งการทำธุรกิจเพื่อสังคมก็ตอบโจทย์นี้”
อย่าเอาความสงสาร
มาช่วยเหลือสังคม
ด้าน ส้ม-กมลทิพย์ พงษ์พิพัฒน์วัฒนา ตัวแทนจากกลุ่มกู๊ดดี้ ทรัค (Goody Truck) เจ้าของไอเดียเป็นตัวกลางแปลงสินค้าส่วนเกินของผู้ผลิต มาสู่สินค้าคุณภาพดีแถมราคาถูกให้กับคนในชุมชนแออัด เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายครัวเรือน แก้ปัญหาความยากจน ขณะเดียวก็ได้ช่วยผู้ผลิตได้แปลงสินค้าส่วนเกินที่ไม่เกิดประโยชน์เป็นเม็ดเงิน ส่วนตัวกลางอย่าง กู๊ดดี้ ทรัค ก็ได้กำไรจากส่วนต่างในการขายสินค้ากับต้นทุน นำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการทำงานต่อไป
“ถึงทีมเราจะไม่ชนะ แต่ส้มและเพื่อนในทีมเห็นตรงกันว่าจะเดินหน้าไอเดียนี้ต่อ เพราะหลังไปทดลองลงพื้นที่ ก็มีชุมชนติดต่อมาว่าเมื่อไหร่จะมาอีก ซึ่งส้มตั้งใจว่าจะออกจากงานประจำที่ทำอยู่ มาเป็นตัวหลักในการสานต่อไอเดียนี้ โดยมีเพื่อนๆ เป็นที่ปรึกษา
ในฐานะที่ส้มมีโอกาสคลุกคลีกับธุรกิจเพื่อสังคมมาก่อนหน้านี้ ถามว่าอะไรคือปัญหาของการทำธุรกิจเพื่อสังคมในไทยที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ น่าจะเกิดจากภาพจำในใจคนไทยที่ยังมองภาพสังคมและธุรกิจแยกกัน ยังมองว่าธุรกิจเป็นฝ่ายเอาเปรียบสังคม แต่ในความเป็นจริง คอนเซ็ปต์ของธุรกิจเพื่อสังคมคือ เราเป็นตัวกลางระหว่างธุรกิจและสังคม ไม่ใช่ว่าถ้าอยากช่วยสังคม ฝ่ายธุรกิจต้องเสียเปรียบอย่างเดียว แต่ทั้งธุรกิจและชุมชนต้องอยู่ได้
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจเพื่อสังคม ก่อนอื่นต้องถามตัวเองให้ชัดว่า อยากช่วยแก้ปัญหาสังคมในประเด็นไหน จากนั้นตั้งคำถามต่อมาว่า เราจะนำความรู้ด้านธุรกิจที่แปลกใหม่มาแก้ปัญหาของสังคมดังกล่าวได้อย่างไร เช่น อยากช่วยแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร แต่เรายังใช้โมเดลธุรกิจเดิม ไม่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง พอเข้ามาในตลาดทุนก็อยู่ยาก เพราะต้นทุนในการทำธุรกิจเพื่อสังคมสูงกว่าธุรกิจทั่วไปอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเป็นแบบนี้ก็ไปต่อยาก
เราต้องไม่ทำธุรกิจโดยดึงเอาความสงสารของคนมาเป็นจุดขาย เพราะความสงสารเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน หัวใจสำคัญของธุรกิจเพื่อสังคมคือ ต้องเลี้ยงตัวเองได้ เพราะไม่มีใครยอมทำธุรกิจแล้วตัวเองต้องมากัดก้อนเกลือกิน”
ธุรกิจและสังคมจะเดินไปด้วยกัน
ด้าน พลับ-นิญตา ลิ้มปิติ ตัวแทนจากกลุ่มอร่อยเหาะ เจ้าของไอเดียยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของรถเข็นขายอาหารผ่านการผ่อนจ่ายรถเข็น ช่วยจัดหาสถานที่ขายของ และอบรมความรู้ด้านการจัดการธุรกิจและการเงิน เพิ่มช่องทางการขายสู่ตลาดออนไลน์ มองว่า วัยรุ่นเจนวายคือกลุ่มที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมของการทำธุรกิจเพื่อสังคม เพราะเจนวายคือกลุ่มที่อยากหาความหมายของชีวิต อยากทำธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งคอนเซ็ปต์ของธุรกิจเพื่อสังคมตอบโจทย์ในจุดนี้
“จากที่ศึกษาการทำธุรกิจเพื่อสังคมในไทย พบว่า ปัญหาของคนไทยคือยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ของการทำธุรกิจเพื่อสังคม ไอเดียนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าซีเอชอาร์ สมัยก่อนเด็กๆ บางคนอยากช่วยเหลือสังคมผู้ใหญ่บอกให้ช่วยตัวเองให้รอดก่อน แต่สำหรับคอนเซ็ปต์ของธุรกิจเพื่อสังคมคือ เราทำธุรกิจให้อยู่รอดได้ เลี้ยงตัวเองได้พร้อมกับการช่วยเหลือสังคม”
พลับ บอกว่า คำว่าธุรกิจเพื่อสังคมถือกำเนิดในสังคมไทยนานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่มีการตั้งชื่อให้เท่านั้น ยกตัวอย่างโครงการดอยคำ ซึ่งแก้ปัญหาความยากจนของชาวเขา ด้วยการแนะนำให้หันมาปลูกฝิ่นแทนการปลูกกาแฟ ปลูกแล้วนำผลผลิตมาขายในราคาที่เป็นธรรมผ่านดอยคำ จากนั้นดอยคำก็นำสินค้าไปขายทำกำไรเพื่อต่อยอดธุรกิจต่อไป
ปิดท้ายด้วย กุ๊กไก่-ปิยภัทรา ชัยมหาวงศ์ ตัวแทนจากกลุ่มไทยดี (Tidy) ชูไอเดียแก้ปัญหาขยะล้นเมือง ด้วยการยกระดับอาชีพซาเล้ง และปลูกฝังนิสัยการแยกขยะในครัวเรือน โดยเริ่มจากขยะรีไซเคิล โดยแต่ละบ้านสามารถเรียกใช้บริการซาเล้งที่ได้มาตรฐานผ่านแอพพลิเคชั่นมารับกระดาษเพื่อแปลงขยะเป็นเงิน ส่วนซาเล้งจะนำมาส่งที่ศูนย์กลางของไทยดี แต่แทนที่เราจะนำชั่งกิโลขาย ซึ่งได้ผลตอบแทนน้อย เราเอามาต่อยอดแปรรูปขยะเป็นกระเป๋าเพื่อเพิ่มมูลค่า
“กุ๊กไก่เริ่มเข้ามาทำงานเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมตั้งแต่ 3 ปีก่อน และเห็นว่าการทำธุรกิจเพื่อสังคมสามารถตอบโจทย์สังคมมากกว่าการทำซีเอชอาร์ เพราะบางครั้งผลของการทำซีเอชอาร์ยังไม่ชัดเจน หรือบางครั้งก็แก้ปัญหาไม่ตรงจุดกับความต้องการของชุมชน ซึ่งในอนาคตกุ๊กไก่เชื่อว่าจำนวนธุรกิจเพื่อสังคมจะมีพอๆ กับธุรกิจทั่วไป อย่างช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นถึงกระแสตื่นตัวมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะคนไทยตระหนักถึงปัญหาสังคมมากขึ้น”
จากประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการนี้มา กุ๊กไก่ บอกว่า คนที่เข้ามาทำงานในธุรกิจเพื่อสังคมส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุ 23-30 ปี เพราะคนกลุ่มนี้เน้นสร้างอินโนเวชั่น สิ่งแปลกใหม่ให้สังคม แต่ปัญหาที่เจอคือ คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าธุรกิจเพื่อสังคมคืออะไร
“เรายังขาดการปลูกฝังว่า ถ้าเราอยากให้ ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดบริจาคเท่านั้น แต่เราสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาในสังคมได้ ซึ่งความรู้สึกในการอยากมีส่วนร่วมกับสังคมของคนไทยยังน้อย ยกตัวอย่าง ถ้าเข้าไปคุยกับบริษัทต่างชาติ แล้วพูดถึงธุรกิจเพื่อสังคม เขาจะมองว่านี่คือโอกาสทางธุรกิจ แต่ถ้าเป็นบริษัทไทยจะถามว่า แล้วเขาจะได้อะไร นี่คือการสะท้อนถึงมุมมองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง” กุ๊กไก่ ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ







