
‘สุภัค-ปาริชาต’ ชีวิตคู่เหมือนบทเพลง...ให้เธอ
หลายคนโชคดีที่ได้พบผูกรักสมัครใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน แต่สำหรับคู่ของ “แซม” สุภัค ศิวะรักษ์
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
หลายคนโชคดีที่ได้พบผูกรักสมัครใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน แต่สำหรับคู่ของ “แซม” สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กับศรีภรรยา “หนิง” ปาริชาต ศิวะรักษ์ ดูเหมือนจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะไม่ได้ปิ๊งกันตั้งแต่แรกเจอแล้ว ยังเขม่นกันตั้งแต่แรกพบเลยทีเดียว แต่ทั้งสองยังครองคู่รักกันยืนนานมาจนทุกวันนี้ รวมเวลานานถึง 31 ปี ถ้านับตั้งแต่เริ่มรักกันสมัยเรียนระดับปริญญาโท ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา กระทั่งตกลงปลงใจแต่งงานกันเมื่อปี 2539 และร่วมเรียงเคียงหมอนกันมานานจนถึงปัจจุบัน
แน่นอนว่าในความสัมพันธ์ที่ยืนยาวย่อมมีความไม่เข้าใจระหว่างกันเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา แต่สำหรับกรณีของคู่นี้เกิดขึ้นแทบนับครั้งได้
แม้ว่าโดยอาชีพการงานที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก แถมครอบครัวก็เลี้ยงดูมาต่างกัน โดยแซมทำงานคร่ำหวอดในวงการการเงินการธนาคารมาตั้งแต่เริ่มต้นทำงานที่เมืองไทย ตั้งแต่ธนาคารทหารไทย จนกระทั่งปัจจุบันที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ซึ่งเป็นธนาคารที่ให้บริการธุรกิจการธนาคารแบบครบวงจร
ยังไม่รวมที่เคยทำในบริษัทต่างๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ บริษัท ไทยคม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ทหารไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ซึ่งดูๆ แล้วคงหาเวลาว่างยากเต็มที เพราะต้องยุ่งกับการบริหารกับตำแหน่งงานที่ไม่ได้เล็กเลย แถมแซมยังถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ เพราะเป็นลูกชายคนโตที่คุณป้าทั้งรักทั้งหลง
ขณะที่หนิงกลับชอบและถนัดในการทำงานวิจัย แถมชอบใช้ชีวิตที่อิสระไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาเหมือนพนักงานออฟฟิศ ดูๆ ไปแล้วทั้งคู่เหมือนจะมีวิธีคิดและนิสัยที่แตกต่างกันมาก แต่เอาเข้าจริงเมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตคู่ของทั้งคู่แล้ว จึงได้รู้ว่าทั้งคู่มีความเหมือนในความต่าง อย่างน้อยๆ ก็คงเพราะเป็นนักเรียนนอกมาด้วยกัน บวกกับการพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจกันและกันเป็นสำคัญ ทำให้มีชีวิตคู่มาได้ยืนนานโดยหน้าที่การงานไม่ได้เป็นอุปสรรค
เจอครั้งแรกก็เขม่น
แซม : เรื่องนี้มันบังเอิญมาก ดูเหมือนนิยายนะ เพราะครั้งแรกเจอหน้าเขาที่สถานทูตไทยในสหรัฐ ผมก็เหม็นหน้าเขาเลย เพราะเขาแซงคิวติดต่อทำธุระที่สถานทูต ทั้งที่คนอื่นต่อคิวกันอยู่เป็นแถวยาวเลย
แต่เขาไม่รู้ตัวเลยที่ผมเหม็นขี้หน้าหรือเขม่นเขามาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เจอ ต่อมาได้มาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ได้พบปะและช่วยเหลือกันในที่สุด ทำให้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกัน
ตอนที่จะได้คบกันครั้งนั้นก็บังเอิญอีกว่า พี่เลี้ยงคนสนิทของหนิงซึ่งเป็นเพื่อนผมด้วยเขาไม่ว่างที่จะมาดูแลหนิง ทั้งที่ปกติเวลามีงานเลี้ยงสังสรรค์นักเรียนไทยที่เมืองนั้น เขาจะเป็นคนดูแลหนิง แต่ดันติดธุระไม่ได้มาแล้วมาฝากผมดูแลแทน ไม่งั้นผมคงไม่มีโอกาสได้คุยกันสองคนแบบถูกคอหรอก
“มันเหลือเชื่อเลยนะชีวิตคนเรา ในงานวันนั้นมีการเต้นรำ เต้นสโลว์ เราเลยเต้นสโลว์กัน ดูเหมือนนิยายนะ แต่ครั้งนั้นมาผมก็เลยชอบเขา และติดต่อมาเรื่อยๆ ตั้งแต่อยู่เมืองนอกและมาเมืองไทยก็ยังคบหาอีกพักใหญ่ จนมาตัดสินใจแต่งงานกัน” แซม เล่าย้อนถึงวันเก่าๆ พร้อมรอยยิ้มเปื้อนแก้ม
ผมประทับใจภรรยาในหลายเรื่อง เขาเป็นคนมีมุมความคิดเป็นของตัวเอง และด้วยมุมมองความคิด จากพื้นฐานและการศึกษาของเขา และความอิสระของเขาที่กล้าพูด มีส่วนช่วยให้ชีวิตผมมั่นคง อย่างผมอยู่องค์กรใหญ่ อาจจะเจอแต่ลูกน้องชม มีคนสรรเสริญ แต่ภรรยาผมเวลาผมเล่าว่าทำอะไรดีคนชื่นชมอะไรมา เขาก็จะให้ความเห็นผมแบบเจาะลูกโป่ง คือ ทำให้ผมเดินเส้นกลางไม่คิดอะไรใหญ่โตเกินเหตุ การไม่มายุ่งงานของกันและกันเลยกลายเป็นข้อดี
หลายครั้งหลายคราที่ผมปวดหัวมีเรื่องเครียดกับงาน แม้เขาจะไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านั้นด้วย แต่เขาทำให้ผมมองเห็นว่าโลกมีหลายอย่างหลายมุม อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเราคบกันมานาน เป็นเพื่อนกันมานานมาก ในความเป็นเพื่อนกันมาก่อนเลยรู้รสนิยมกัน เข้าใจไลฟ์สไตล์กัน และเราชอบทำอะไรด้วยตัวของตัวเอง ไปไหนมาไหนกับแฟนเราก็ขับรถเที่ยวกันเอง ไม่ได้ไปกับทัวร์ที่ต้องมีคนมาคอยช่วยดูแลหาพี่พักที่กินให้ ทำให้เราเข้ากันได้ และส่วนหนึ่งที่ผมชอบกันเพราะเจอที่สหรัฐด้วย ถ้าเจอเมืองไทยอาจจะไม่ธรรมชาติ และอาจจะเจอแต่มุมที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะการที่ไปเรียนเมืองนอกต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ทำอาหาร ซักผ้า ทำอะไรเอง ทำให้ปรับตัวเรียนรู้อะไรดีขึ้นด้วย
อยู่อย่างเข้าใจ
หนิง : ครั้งแรกที่เจอหน้ากันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเหม็นหน้า เพราะการไปติดต่อสถานทูตตอนนั้น ลัดคิวเพราะได้มีการติดต่อเจ้าหน้าที่ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว บวกกับหนิงมีปัญหาจะไม่ทันเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่สถานทูตเขาเลยลัดคิวเรียกให้ไปก่อนคนอื่น ซึ่งตอนหลังเขาก็เข้าใจสิ่งที่หนิงทำ
ทำให้อยู่กันมาได้จนถึงตอนนี้ น่าจะเป็นความเข้าใจกัน อย่างเวลาที่เขาเครียดอยู่กับงาน หนิงก็จะไม่เข้าไปยุ่ง ปล่อยให้เขาอยู่ในห้องทำงานของแต่ละคนที่ทำไว้แยกกันคนละห้องของบ้าน ให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวไป เพราะหนิงก็มีห้องทำงานส่วนตัวเหมือนกัน
การดูแลเอาใจใส่กัน แรกๆ ก็ยังไม่เข้าใจสไตล์กันนะ เพราะเขาไม่ชอบให้ดูแลอะไรมาก หรือเวลาโกรธกัน งอนกัน เราก็จะใช้วิธีพูดกัน อย่าทิ้งเวลาโกรธให้นานเกินหนึ่งวัน อย่างในเรื่องของงานถ้าเขามาเล่า เราก็เป็นผู้รับฟังที่ดี ช่วยแลกเปลี่ยนอะไรที่ให้มองกว้างขึ้น หรือกระทั่งการจัดเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ถ้าเขามีเวลาว่างน้อย หนิงก็จะพยายามเคลียร์งานให้เสร็จเพื่อให้มีเวลาตรงกัน หรือถ้าหนิงว่างไม่ตรงกับเขาก็ขยับตารางเขา ทำให้งานไม่เป็นปัญหาระหว่างกัน
เรื่องที่เขาถูกตามใจจากที่บ้านก็ไม่เป็นปัญหาในชีวิตคู่เลย เพราะเขาปรับตัวได้ตั้งแต่อยู่ต่างประเทศแล้ว อีกอย่างการที่เรามีบ้านในรั้วเดียวกันกับบ้านของฝั่งครอบครัวภรรยาก็ช่วยให้เขาเกรงใจเราด้วย
“ความรักเราที่อยู่มาได้จนวันนี้คงเพราะมันเหมือนเพลง” ให้เธอ ของ อัสนี-วสันต์ โชติกุล
...ฟ้าและท้องทะเลนั้นรู้อยู่ และเธอก็รู้ รู้ว่ามีเธอในใจฉัน จะเก็บเอาความห่วงใยไว้ให้กัน เก็บเอาคืนและวันที่ดีไว้...







