
เรื่องเป็นมงคล
...หนูดี วนิษา เรซ
วันนี้ หนูดีมีเหตุให้ต้องนึกถึงเรื่องที่เป็นมงคลต่างๆ ในชีวิต และวิธีเสริมสร้างสิริมงคลของชีวิต เพราะว่าในวันเสาร์ที่ 24 ก.ค.นี้ หนูดีและคอลัมนิสต์ของนิตยสารซีเคร็ต ได้แก่ ท่าน ว.วชิรเมธี พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ รศ.นพ.ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต จะไปร่วมงานพบกันประจำปีของนิตยสาร ซึ่งเราจะเสวนากันในหัวข้อ
“สร้างเสริมมงคลชีวิต” หนูดีก็เลยมานั่งคิดแล้วคิดอีกว่า อะไรกันแน่คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้หนูดีรู้สึกว่าชีวิตนี้มีมงคลคิดไปคิดมา มีหลายเรื่องเหลือเกิน แต่หนูดีพบว่า เรื่องหนึ่งที่เด่นมาก และได้รับการจัดอันดับอยู่ต้นๆ ก็คือ เรื่องของการอภัย
การให้อภัยเป็น
“ทักษะ” อย่างหนึ่ง ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนเป็นประจำ คล้ายๆ การเล่นเปียโนหรือการเล่นฟุตบอล ที่ยิ่งฝึกยิ่งเก่ง เมื่อตอนเริ่มเราอาจทำได้ไม่ดีนัก ไม่เป็นไรค่ะ มีเวลาทั้งชีวิตให้ฝึก และแบบฝึกหัดก็มีมาให้เรื่อยๆ เสียด้วย ให้อภัยคนอื่นว่ายากแล้ว การให้อภัยตัวเองยิ่งยากเข้าไปใหญ่การให้อภัยยิ่งเป็นเรื่องยากใน
“คนรุ่นใหม่” ที่ถูกสอนมาให้ปกป้องสิทธิของตัวเอง สอนให้รักษาสิทธิ จัดการเรื่องใดแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันเต็มที่ หนูดีสังเกตบรรดาเพื่อนอเมริกันแล้วพบว่า ส่วนใหญ่พวกเขาให้อภัยคนได้ยากกว่าคนไทย อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมที่สอนให้คน “ซู” หรือ ฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายกันได้ ต่างกับคนไทยที่ค่อนข้างจะหยวนๆ ไม่เป็นไรๆ กันบ่อยๆ หรือ หากโกรธใครมากจริงๆ แต่ทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็มักจะปลอบใจตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ชาติที่แล้วสงสัยเราไปทำอะไรเขาไว้ก่อน” ซึ่งเป็นวิธีคิดที่น่ารักมาก แต่หนูดีอธิบายให้เพื่อนฝรั่งฟังทีไร พวกเขางงเป็นไก่ตาแตกทุกที “แล้วชาติที่แล้วมาเกี่ยวอะไรด้วย และที่สำคัญ มีใครเคยพิสูจน์ได้หรือว่า ชาติที่แล้วมีจริงๆ ไม่ใช่เรื่องความเชื่อลอยๆ” เรื่องนี้หนูดีก็ตอบไม่ได้ค่ะ เพราะไม่เคยเห็นชาติที่แล้วการอภัยไม่ใช่เรื่องง่ายของฝรั่ง เลยทำให้พวกเขามีงานวิจัยดีๆ เรื่องการให้อภัยออกมามากมาย
คนไทยสอนให้เราอภัยด้วยเหตุผลทางศาสนา เพราะการให้อภัยทานเป็นทานสูงสุดบ้าง อย่าทำเขาบ้างเดี๋ยวกรรมตามทัน แต่ฝรั่งจะสอนให้อภัยด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ คือ แสดงให้เห็นตัวเลขต่างๆ รวมถึงผลที่วัดได้ในอารมณ์และร่างกายของกลุ่มตัวอย่าง แล้ว ให้เราตัดสินใจเองว่า จะโกรธต่อไปหรือเลือกให้อภัยดี หนูดีว่า ได้ผลทั้งสองวิธีแต่ต้องให้เราเลือกตามความชอบของตัวเราเอง
ดร.เฟรด ลัสกิน เป็นผู้อำนวยการโครงการการให้อภัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University Forgiveness Project) ได้ทำวิจัยเรื่องการให้อภัยและพบว่า
คนที่ให้อภัยมีปัญหาสุขภาพที่ต้องพบแพทย์น้อยกว่า
การให้อภัยทำให้ระดับความเครียดลดลง
การให้อภัยทำให้เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียดน้อยกว่า
ความไม่สามารถให้อภัยจะทำให้คนมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงกว่า
คนที่โทษคนอื่นสำหรับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิตตัวเอง มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสูงกว่า (มหัศจรรย์ดีนะคะ)
คนที่จินตนาการว่าจะไม่ให้อภัย พบว่ามีผลลบในทันทีกับความดันเลือด การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
คนที่จินตนาการการให้อภัยคนที่เขาโกรธแค้นอยู่นั้น แพทย์พบว่า พวกเขามีการตอบสนองที่ดี
“ทันที” กับระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการหายใจ และระบบกล้ามเนื้อแม้กระทั่งคนที่ต้องสูญเสียมากมาย ก็ยังสามารถเรียนรู้เทคนิคการให้อภัย และพบว่าพวกเขามีสุขภาพกายและจิตที่ดีขึ้นมาก
กลุ่มตัวอย่างหนึ่งในงานวิจัยนี้ที่หนูดีว่าน่าสนใจมาก คือ ดร.เฟรด ลัสกิน ได้เชิญชาวคาทอลิกและโปรเตสแตนต์จากไอร์แลนด์เหนือ ที่สูญเสียคนในครอบครัวกับเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อถึง 30 ปีมารับการบำบัด
ในสัปดาห์แรก ดร.เฟรด ทำงานกับผู้หญิงที่สูญเสียลูกชายไปกับเหตุการณ์รุนแรงเท่านั้น หลังจากรับการสอนและการบำบัดเรื่องการให้อภัยเป็นเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ พบว่าผู้หญิงกลุ่มนี้รู้สึกเจ็บปวดน้อยลง เครียดน้อยลง โกรธน้อยลง มีความหวังมากขึ้น และสามารถมองโลกในแง่บวกได้มากขึ้น พวกเธอเดินทางกลับไปไอร์แลนด์เหนือ และ 6 เดือนหลังจากนั้นยังคงความรู้สึกที่ดีขึ้นไว้ได้
ตอนต้นสัปดาห์ พวกเธอทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาแล้วพบว่า ความทุกข์เฉลี่ยของกลุ่มอยู่ 8 ใน 10 คะแนน แต่เมื่อหมดสัปดาห์ พวกเธอมีความทุกข์เฉลี่ยอยู่ระดับ 4 คะแนนเท่านั้น
ในข้อสอบอีกชุดหนึ่งนั้น นักวิจัยพบว่า ระดับความเครียดของกลุ่มลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้ตกลงกันว่า เมื่อเดินทางกลับไปไอร์แลนด์แล้ว พวกเธอจะทำการสอนเรื่องการอภัยให้กับคนอื่นที่ประสบภาวะเดียวกัน
กลุ่มที่สองมาจากประเทศไอร์แลนด์เหนือเช่นกัน แต่กลุ่มนี้มีคนในครอบครัวถูกฆ่าตาย บางคนพ่อแม่ถูกฆ่า บางคนสามีหรือภรรยาถูกฆ่า แน่นอนว่า หากมีใครในโลกมีสิทธิชอบธรรมที่จะโกรธแค้น ขมขื่น สิ้นหวัง และถูกทำให้เป็นเหยื่อความไม่ดีไม่งาม พวกเขามีสิทธิมากที่สุดแล้วละค่ะ แต่แม้กระทั่งคนกลุ่มนี้ก็พบว่า พวกเขาสามารถเรียนรู้การให้อภัย รวมทั้งมีระดับความเครียดลดลงเช่นกัน สุขภาพโดยรวมดีขึ้น รู้สึกถึงพลังงานที่มากขึ้น และรู้สึกว่าความเจ็บปวดลดลงได้
นักวิจัยว่า การให้อภัย ไม่ใช่การยอมรับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่การลืมๆ ไปเสียว่าเคยเกิดเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดมากมายขึ้น ไม่ใช่การหาคำอธิบายสำหรับพฤติกรรมที่ไม่ดีของผู้กระทำ ไม่ใช่เรื่องทางศาสนาเสมอไป ไม่ใช่กลับไปคืนดีกับคนที่ทำให้เราโกรธหรือเจ็บปวด และที่สำคัญที่สุด การให้อภัยไม่ใช่การฝึกให้ใจเราแข็งจนไร้ความรู้สึก
หนูดีเห็นด้วยกับนักวิจัยค่ะ ว่าการให้อภัยคือ การให้ของขวัญสำหรับตัวเราเอง ทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุข
สำหรับวันเสาร์นี้ กิจกรรม
“สร้างเสริมมงคลชีวิต” จัดที่หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ มีวงสินเจริญมาบรรเลงเพลง มีตักบาตรหนังสือ และการเสวนา เริ่มตั้งแต่ 07.0016.00 น. นะคะ ใครสนใจเชิญได้เลยค่ะ






