
Midnight in Paris บางแง่มุมของฝรั่งเศส
เพลง Je Suis Seul Ce Soir (แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า I am alone tonight) ลอยลมออกมาพร้อมฉากบ้านพักของโคลด โมเน่ต์
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected]
เพลง Je Suis Seul Ce Soir (แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า I am alone tonight) ลอยลมออกมาพร้อมฉากบ้านพักของโคลด โมเน่ต์ ช่างเป็นปารีสที่สวยงามและน่าจดจำหนึ่งในหนังของ วู้ดดี้ อัลเลน เรื่อง Midnight in Paris สำหรับผมนี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ทำให้ปารีสดูสวยงามน่าท่องเที่ยว
แต่เหตุการณ์ระเบิดที่ปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา อาจทำให้มุมมมองของปารีสและฝรั่งเศสในสายตานักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ซึ่งคงน่ากังวลกับธุรกิจในปารีส เพราะเกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อย ผมตามข่าวจากเว็บไซต์ของ Wall Street Journal เขารายงานผลกระทบที่เกิดจากการก่อการร้ายในปารีส พบว่ามันส่งผลจากธุรกิจหนึ่งไปสู่ธุรกิจหนึ่งเป็นทอดๆ เริ่มตั้งแต่ยกเลิกสายการบิน ยอดจองโรงแรมหด ร้านอาหารปิด คอนเสิร์ตของศิลปินถูกยกเลิก (รวมถึง U2) รวมถึงยอดขายของร้านแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton หรือ Salvatore Ferragamo ก็ลดลงทันที่ 6% ที่โชคร้าย
กว่านั้นคือ ทุกอย่างดันมาเกิดเหตุใกล้กับวันขอบคุณพระเจ้าและคริสต์มาส ปารีสอาจถูกตัดออกจากลิสต์ของนักท่องเที่ยวที่อยากมาจะฉลองวันหยุดปลายปี
แล้วสงสัยไหมครับว่าทำไมต้องเป็นปารีส ทำไมไม่เป็นนิวยอร์ก หรือวอชิงตัน ดีซี หรือลอนดอน
ส่วนหนึ่งอาจพูดได้ว่า นโยบายของการเปิดประเทศที่รับคนอพยพเข้ามาจากแอฟริกากลาง อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้าย เมื่อคนเดินทางไปมาสะดวกมากขึ้น การแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายจึงทำได้ง่ายขึ้น
ฝรั่งเศสเองก็เป็นเมืองที่มีชุมชนชาวมุสลิมอยู่มาก ปารีสก็เป็นเมืองในยุโรปที่มีคนนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ น่าจะทำให้ปารีสมีความเสี่ยง
นั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่หากว่าย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส จะพบว่ามีความเกี่ยวโยงกับมหารัฐซีเรียและกลุ่มคนในแถบนั้นอยู่มากมาย และอาจทำให้เราเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการก่อเหตุครั้งนี้ได้ดีขึ้น
ย้อนไปประมาณศตวรรษที่ 18 ฝรั่งเศสสมัยที่ยังเป็นนักล่าอาณานิคม มีบทบาทอย่างมากในดินแดนแถบซีเรีย ในช่วงของสงครามครูเสด ฝรั่งเศสเข้าไปมีบทบาทอยู่ไม่น้อยนะครับ ตอนนั้นมีการเจรจาระหว่างพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ของฝรั่งเศส กับสุลต่านออตโตมาน ผู้ปกครองดินแดนแถบนั้น ว่าฝรั่งเศสจะดูแลคนที่นับถือศาสนาคริสต์และชาวคริสมาโรนิตซึ่งปัจจุบันก็คือเลบานอนที่อยู่ในอาณาจักรออตโตมาน จากนั้นฝรั่งเศสก็เป็นผู้สนับสนุนให้ออตโตมานเตอร์ก (ปัจจุบันก็คือชาวเติร์ก) ตั้งดินแดนปกครองตนเองบนเขตภูเขาเลบานอน ซึ่งก็กลายเป็นที่ตั้งของประเทศเลบานอนจนถึงทุกวันนี้
พอจักรวรรดิออตโตมานล่มสลาย ราวปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสได้คำสั่งจากองค์การสันนิบาตชาติ ให้เข้ามาดูแลซีเรียและเลบานอน ฝรั่งเศสในตอนนั้นมีเป้าหมายที่จะทำให้เขตปกครองของตนมี “อารยธรรม” มากขึ้น และเตรียมประกาศให้เป็นรัฐเอกราชในอนาคต แต่เรื่องราวแถบนั้นค่อนข้างซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก ปมใหญ่คือความขัดแย้งทางศาสนาที่มันยังคงเป็นปมขัดแย้งมาตั้งแต่สงครามครูเสด ชาวเลบานอนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวคริสต์ แม้ว่าจะมีฝรั่งเศสหนุนหลังแต่ก็กังวล ตนเองอาจจะถูกปกครองและครอบงำโดยชาวมุสลิมในท้ายที่สุด จึงพยายามโน้มน้าวฝรั่งเศสให้จัดตั้ง “รัฐอิสระเลบานอน” โดยหวังว่าในอนาคตจะสามารถควบคุมเบรุต ทริโปลี ซีดอน เมืองไทร์และพื้นที่ทางตอนใต้ นั่นทำให้ต่อมาฝรั่งเศสตัดสินใจแบ่งซีเรียออกเป็นสองรัฐในปี 1943
ประวัติศาสตร์ก็เป็นร่องรอยสำคัญนะครับที่ทำให้เราได้รู้ว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่บ่มเพาะมาอย่างเงียบๆ จนถึงปัจจุบันนั้นมีที่มาที่ไป ยิ่งหากมองย้อนกลับไปถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มที่อ้างว่าเป็นรัฐอิสลาม (IS) ที่อ้างเจตนารมณ์ว่าต้องการสานต่อสงครามศาสนาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เราเห็นว่าภาพความขัดแย้งนี้ว่า มันอาจมีอะไรมากกว่าที่เราคิดเยอะ
(นี่ผมยังไม่พูดถึงเบลเยียมเลยนะ ซึ่งก็เป็นตัวละครสำคัญไม่น้อยไปกว่าฝรั่งเศส และน่าสนใจว่าการมีชื่อของเบลเยียมเข้าไปเอี่ยวในกรณีนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย)
หลังจากซีเรียได้รับเอกราช (ซึ่งก็ไม่นานนัก) รัฐบาลมีนโยบายต่อต้านภาษาฝรั่งเศส ทำให้ภาษาฝรั่งเศสค่อยๆ หายไปอย่างรวดเร็วในดินแดนแถบนี้ ทั้งๆ ที่เคยมีบทบาทอย่างมาก ในขณะที่ในประเทศอย่างเลบานอน หรือเซเนกัล วัฒนธรรมและภาษาฝรั่งเศสยังคงเฟื่องฟู
การเปิดประเทศในช่วง 20 ปีหลังมานี้ เพื่อรับผู้อพยพจากดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในแถบแอฟริกากลาง ก็ได้เพิ่มจำนวนของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากในฝรั่งเศส ปารีสกลายเป็นหม้อแห่งการหลอมรวมทางวัฒนธรรม คุณไปเดินร้านอาหารในปารีสจะเริ่มมีเมนูอาหารฮาลาล เหมือนๆ กับที่ลอนดอนมีข้าวแกงมัสมั่นแบบอินเดียขาย
ปารีสอาจบอบช้ำไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าปารีสคงเงียบได้ไม่นาน มันยังคงเป็นเมืองที่เปี่ยมเสน่ห์
ถ้าไม่เคยไปปารีส ลองไปสักครั้งครับแล้วจะรู้ว่าปารีสนั้นสวยจริงๆ
ส่วนเรื่องเบลเยียมไว้จะหาโอกาสมาเล่าให้ฟัง







