
แอล. เอส. ลอว์รี่ กับภาพพอร์เทรตคนเมือง
ภาพเขียน Father and Two Sons (1950) สร้างยอดประมูลทำลายสถิติภาพพอร์เทรตของจิตรกรยุคโมเดิร์นชาวอังกฤษ
โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com
ภาพเขียน Father and Two Sons (1950) สร้างยอดประมูลทำลายสถิติภาพพอร์เทรตของจิตรกรยุคโมเดิร์นชาวอังกฤษ แอล. เอส. ลอว์รี่ ในการประมูลที่สถาบันซอเทอบีส์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยราคาพุ่งไปถึงกว่า 1.625 ล้านปอนด์
สำหรับคนที่ไม่รู้จัก แอล. เอส. ลอว์รี่ อาจไม่เข้าใจว่าภาพพอร์เทรตใคร (ก็ไม่รู้) ทำไมถึงได้แพงขนาดนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า โดยปกติจิตรกรชาวอังกฤษท่านนี้จะไปนั่งวาดภาพบรรยากาศผู้คนตามท้องถนน ซึ่งภาพ Father and Two Sons ที่เป็นภาพพ่อและลูกชาย 2 คนนี้ ไม่ได้มานั่งนิ่งๆ ให้วาดแต่อย่างใด หากเป็นการวาดโดยการเห็นพ่อ-ลูกในฝูงชนที่มาสนามกีฬา หรือกำลังจะไปขึ้นรถใต้ดินเพียงแวบเดียว
ก่อนหน้านี้ ภาพดังกล่าวเป็นของ มอนตี้ บลูม นายจ้างใหญ่ของ แอล. เอส. ลอว์รี่ ก่อนจะตกเป็นของ แฟรงก์ โคเฮน นักสะสมงานศิลปะชาวเมืองแมนเชสเตอร์ ผู้ชื่นชอบศิลปะยุคโมเดิร์นเป็นพิเศษ “หลายคนอาจจะรู้จักศิลปินโมเดิร์นของอังกฤษอย่างฟรานซิส เบคอน แฟรงก์ เอาเออร์บัค หรือลูเซียน ฟรอยด์ ซึ่งผมว่า แอล. เอส. ลอว์รี่ มีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าศิลปินท่านที่ว่ามาทั้งหมดนี้เลย” นักสะสมจากแมนเชสเตอร์บอกอีกว่า ถ้าใครถามเขาว่าจิตรกรโมเดิร์นของอังกฤษคนโปรดของเขาคือใคร เขาก็จะตอบว่า แฟรงก์ เอาเออร์บัค และ แอล. เอส. ลอว์รี่ นี่แหละ
แฟรงก์ โคเฮน เล่าว่า เขาถึงกับขายธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เล็กๆ ของตัวเอง เพื่อที่จะซื้อภาพเขียน Father and Two Sons ชิ้นนี้ ในปลายทศวรรษที่ 1990 โดยภาพดังกล่าวทำให้เขานึกถึงสมัยที่เขาทำงานให้ร้านเฟอร์นิเจอร์แห่งแรก ซึ่งเจ้าของคือ อาลี สตอลเบิร์ก และหลุยส์ โรเซนบลัตต์ ซึ่งทั้งคู่ใส่หมวกแบบคุณพ่อในรูปนี้มาทำงาน
“ภาพของนายเก่าอยู่ในหัวผมตลอดเวลา จนกระทั่งได้เห็นภาพนี้ มันใช่เลย ผมจะต้องเป็นเจ้าของมันให้ได้ Father and Two Sons ทำให้ผมคิดถึงคืนวันเก่าๆ สมัยยังหนุ่ม ตอนนี้ชีวิตผมค่อนข้างจะเลยวันนั้นมาไกลแล้ว ผมจึงอยากส่งต่อให้คนที่อาจจะมีความรู้สึกร่วม และเห็นคุณค่าของภาพเขียนชิ้นนี้” แฟรงก์ให้เหตุผลที่นำภาพออกมาขาย
แอล. เอส. ลอว์รี่ หรือชื่อเต็มๆ ว่า ลอเรนซ์ สตีเฟน ลอว์รี่ เกิดเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 1887 (เสียชีวิต 23 ก.พ. 1976) ที่แลงคาเชอร์ ประเทศอังกฤษ แม้ชีวิตวัยเด็กของเขาจะไม่สดใส ด้วยฐานะทางบ้านไม่ใคร่จะสู้ดี เลยไม่มีใครปลื้มพรสวรรค์ในการวาดภาพของเขาสักคน
หลังต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานตั้งแต่ยังเด็กเพื่อสนับสนุนครอบครัว และใช้เงินตัวเองไปเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งจ้างครูศิลปินยุคอิมเพรสชันนิสม์ชาวฝรั่งเศส อย่างปิแอร์ อดอล์ฟ ฟาแลตต์ ที่เด่นในด้านการวาดภาพแลนด์สเคปมาสอน ทำให้เขาได้อิทธิพลมาเต็มๆ จากนั้นเขาย้ายไปเรียนต่อที่สถาบันรอยัล เทคนิค ซัลฟอร์ด (ภายหลังเปลี่ยนเป็นวิทยาลัย) และเริ่มนำเอาพื้นฐานการวาดภาพแลนด์สเคปมาพัฒนาให้เป็นสไตล์ของตัวเอง
เขาเริ่มไปนั่งในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน และวาดภาพฝูงชน รวมทั้งบรรยากาศของสถานที่ โดยเฉพาะย่านเพนเดิลบิวรี ในแลงคาเชอร์ บ้านเกิดของเขาเอง รวมทั้งในย่านซัลฟอร์ด ที่ไปศึกษาเล่าเรียน
ภาพเขียนของเขาส่วนใหญ่จึงเป็นภาพฉากชีวิตของผู้คนในย่านอุตสาหกรรมจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่ง แอล. เอส. ลอว์รี่ สร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นตัวเองในแนวที่เรียกว่า เออร์บัน แลนด์สเคป ที่มิใช่เป็นภาพวาดทิวทัศน์ในเมืองที่มีเฉพาะอาคารสถานที่ หากเต็มไปด้วยผู้คน ที่เขาเรียกว่า “มนุษย์หัวไม้ขีด” (Matchstick Men)
นอกจากนี้ เขายังได้วาดภาพบุคคลที่เดินผ่านไปมา โดยไม่มีใครรู้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร โดยเรียกภาพพอร์เทรตแบบนี้ว่า “หุ่นชัก” (Marionette) ซึ่ง Father and Two Sons เป็นหนึ่งในหลายๆ ภาพที่ไม่เคยมีคนเห็นมาก่อน ซึ่งสไตล์ของเขามักออกมาในโทนสีหม่นเข้ม โดยได้อิทธิพลจากยุคอิมเพรสชันนิสม์ตามครู ก่อนจะได้รับสไตล์เอ็กซ์เพรสชันนิสม์เข้ามา หลังจากได้ไปชมนิทรรศการของวินเซนต์ ฟาน โค้ค ที่มาโชว์ในหอศิลป์เมืองแมนเชสเตอร์
บิดาของ ลอเรนซ์ เสียชีวิตในปี 1932 พร้อมทิ้งหนี้ก้อนโตเอาไว้ มารดาจึงเครียดจัดและล้มป่วยหนัก ทำให้หลังจากเลิกงานแล้วต้องอาศัยช่วงเวลาที่แม่หลับในการวาดภาพ คือช่วงสี่ทุ่มถึงตีสอง หรือจนกว่าจะง่วง แม่ของเขาเสียชีวิตในอีกไม่กี่ปีต่อมา (ปี 1939) พอดีกับการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเขาได้รับเลือกให้เป็นศิลปินผู้วาดภาพในสงครามอย่างเป็นทางการในปี 1943
แอล. เอส. ลอว์รี่ เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว เขามีเพื่อนไม่มาก ที่สนิทสนมก็เป็นเพื่อนเรียนศิลปะมาด้วยกันอย่าง ฮาโรลด์ ไรลีย์ กับ เจมส์ ลอเรนซ์ อีเชอร์วูด ส่วนอื่นๆ เกี่ยวกับตัวเขาถูกเก็บเป็นปริศนา พอๆ กับภาพเขียนบางภาพที่ดูน่าฉงนสนเท่ห์เป็นยิ่งนัก อย่างเช่น ภาพเออร์บัน แลนด์สเคปแบบที่ไม่มีผู้คน ที่ดูแสนจะวังเวง และไม่ค่อยมีคนเคยเห็น กระทั่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว
เช่นเดียวกับการที่เขาปฏิเสธการรับรางวัลต่างๆ มาตลอดชีวิต รวมถึงปฏิเสธที่จะรับพระราชทานยศอัศวินในปี 1968 ด้วย
ผลงานของ แอล. เอส. ลอว์รี่ ส่วนใหญ่อยู่ที่แกลเลอรี่ลอว์รี่ ที่มีคนสร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ณ ซัลฟอร์ด คีย์ส







