
2015... ปีทอง 2 โปรต่างวัย
ณ ตอนนี้ กำลังมีการแข่งขันกอล์ฟรายการใหญ่ นั่นคือ ศึกปิดซีซั่น ยูโรเปี้ยน ทัวร์ “ดีพี เวิลด์ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ”
โดย...SK'96
ณ ตอนนี้ กำลังมีการแข่งขันกอล์ฟรายการใหญ่ นั่นคือ ศึกปิดซีซั่น ยูโรเปี้ยน ทัวร์ “ดีพี เวิลด์ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ” ณ สนามจูไมราห์ กอล์ฟ เอสเตทส์ พาร์ 72 ที่ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (วันที่ 19-22 พ.ย.) ซึ่งมี 2 ยอดฝีมือของไทยเข้าร่วมแจม แถมกำลังทำผลงานได้ดีซะด้วย
“โปรช้าง” ธงชัย ใจดี วัย 46 ปี ได้สิทธิไปโชว์วงสวิงในฐานะอันดับ 8 ตารางทำเงินรางวัล ยูโรเปี้ยน ทัวร์ (เรซ ทู ดูไบ) ส่วน “โปรอาร์ม” กิรเดช อภิบาลรัตน์ วัย 26 ปี โกยเงินมาได้เป็นลำดับที่ 11 ถือว่าสุดยอดมาก เพราะในศึกเวิลด์ ทัวร์ฯ นี้คัดเอาเฉพาะนักกอล์ฟทำเงินติดท็อป 60 ยูโรเปี้ยนฯ เท่านั้น ไปดวลก้านเหล็กกัน
เท่ากับว่างานนี้จอมสวิงไทยไม่ได้ไปเพราะถูกรับเชิญ เป็นตัวประกอบ หรือไม้ประดับแน่ แต่ลงเล่นด้วยความเกรงขามจากบรรดานักกอล์ฟชาติอื่นๆ เพราะ 2 โปรต่างวัยของไทยเราได้สิทธิในระดับหัวแถวเลยทีเดียว
เอาเป็นว่าใครจะได้แชมป์ในศึกปิดฤดูกาลสวิงยูโรเปี้ยนฯ หรือ “ช้าง-อาร์ม” ของเรา จะผงาดชูถ้วยได้หรือไม่ คงไม่ขอกล่าวถึงก็แล้วกัน เพราะช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ย.นี้ก็จะได้รู้กันแล้ว
แต่ที่อยากจะพูดถึงก็คือ การสร้างประวัติศาสตร์ของ “ที.เจ.” ธงชัย ใจดี ที่ไปโกยเงินรางวัลจากศึกยูโรเปี้ยนฯ ซีซั่นเดียว ทะลุ 2 ล้านยูโร จากการลงแข่ง 25 รายการ โดยทำได้ถึง 2,080,976 ยูโร (ราว 81.16 ล้านบาท) ทำลายสถิติเดิมที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ 1,585,521 ยูโร (61.84 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2013
ขณะที่ “จอมตีไกล” กิรเดช ไปเล่นมา 24 ทัวร์นาเมนต์ โกยมา 1,971,518 24 ยูโร (ราว 76.89 ล้านบาท) ทั้งที่ยังไม่รวมรายการปิดทัวร์ในสัปดาห์นี้ ซึ่งดูแล้วมีสิทธิเกิน 2 ล้านยูโร อีกคน
ปีนี้จึงนับเป็นปีทองของยอดโปรมือ 1-2 ไทยเลยทีเดียว โดยธงชัยไปคว้ามา 1 แชมป์จาก “พอร์ช ยูโรเปี้ยน โอเพ่น” (รับเงินรางวัล 333,330 ยูโร) อันดับ 2 ร่วม อีก 2 รายการคือ “ทรู ไทยแลนด์ คลาสสิก พรีเซนเต็ด บาย แบล็ก เมาเทน” (151,057 ยูโร) กับ “บีเอ็มดับเบิลยู พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ” (454,275 ยูโร) และล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา เกือบจะได้แชมป์ “บีเอ็มดับเบิลยู มาสเตอร์ส” อยู่แล้ว แต่แผ่ววันสุดท้ายได้ที่ 3 ร่วม (305,750 ยูโร)
ส่วน กิรเดช () กวาดมาถึง 2 แชมป์ คือ “เสิ่นเจิ้น อินเตอร์เนชั่นแนล” (386,168 ยูโร) กับ “ซัลไทร์ เอเนอร์จี พอล ลอว์รี แมตช์เพลย์” (171,000 ยูโร), อันดับ 3 “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส โอเพ่น” (387,600 ยูโร) และจบที่ 4 ร่วม อีก 3 รายการ ได้แก่ “ทรู ไทยแลนด์ คลาสสิกฯ” (73,857 ยูโร), “บีเอ็มดับเบิลยู อินเตอร์เนชั่นแนล” (84,933 ยูโร), “อัลเฟรด ดันฮิลล์ ลิงค์ส แชมเปี้ยนชิพ” (155,005 ยูโร) รวมทั้งจบที่ 5 “เนดแบงก์ กอล์ฟ ชาลเลนจ์” (220,050 ยูโร) และอันดับ 5 ร่วม “บริติช มาสเตอร์ส ซัพพอร์ต บาย สกาย สปอร์ตส์” (133,370 ยูโร)
อย่างไรก็ตาม นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่ธงชัยลงเล่นศึกสวิงใหญ่ของ ยูโรเปี้ยน ทัวร์ ครบทั้ง 10 รายการ นั่นคือ คาดิแลค แชมเปี้ยนชิพ, เดอะ มาสเตอร์ส, คาดิแลค แมตช์เพลย์, บีเอ็มดับเบิลยู พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ, ยูเอส โอเพ่น, ดิ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ, บริดจสโตน อินวิเตชั่นแนล, พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ, เอชเอสบีซี แชมเปี้ยนชิพ และ ดีพี เวิลด์ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ สัปดาห์นี้
นั่นแสดงให้เห็นว่า ในเวทีระดับโลกต้องมีโปรไทยเข้าร่วมประกวดด้วย โดยเฉพาะทุกวันนี้ โปรช้างได้ไปปักหมุดสำหรับตัวเองในสังเวียนสวิงโลกเอาไว้แล้ว เพื่อรอให้นักกอล์ฟรุ่นน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ชาวไทยเราเดินตามมาให้ได้
ตอนนี้โปรอาร์มกำลังก้าวตามไปติดๆ และเชื่อว่าจะมีอีกหลายคนที่กำลังใกล้เข้าไป เพราะสวิงเยาวชนบ้านเราที่ฝีมือดียังมีอีกเพียบ
ธงชัย ดีกรีมือ 1 เอเชียน ทัวร์ 3 สมัย (ปี 2011, 2004, 2009) เป็นนักกอล์ฟไทยคนแรกที่ผงาดเข้าไปดวลวงสวิงในศึกระดับเมเจอร์ได้ครบทั้ง 4 รายการ โดยมีผลงานดีสุดคือ อันดับ 37 ร่วม "เดอะ มาสเตอร์ส 2014", ที่ 47 ร่วม "ยูเอส โอเพ่น 2010", อันดับ 13 ร่วม "ดิ โอเพ่น 2009", ที่ 36 ร่วม "พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ 2009"
ขณะที่ กิรเดช มือ 1 ศึกเอเชียนฯ 2013 ยังไม่เคยเข้าร่วมแข่งขันใน "เดอะ มาสเตอร์ส" และ "ยูเอส โอเพ่น" แต่ลงเล่น "ดิ โอเพ่น" มา 3 ครั้ง (ปี 2013-2015) ยังไม่สามารถผ่านการตัดตัวได้เลย โดยผลงานดีสุดในระดับเมเจอร์คือ อันดับ 25 ร่วม "พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ 2013"
เชื่อว่าอีกไม่นาน เราน่าจะได้เห็นนักกอล์ฟไทยไปคว้าแชมป์ในศึกใหญ่ระดับเมเจอร์มาได้ เหมือนกับที่ ยางยองอึน โปรชาวเกาหลีใต้ วัย 43 ปี ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นโปรเอเชียคนแรกและหนึ่งเดียว ไปผงาดชูถ้วยเมเจอร์ใน "พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ 2009" แถมมีผลงานยอดเยี่ยมในเมเจอร์อื่นๆ อีกด้วย (อันดับ 8 ร่วม "เดอะ มาสเตอร์ส 2010", ที่ 3 ร่วม "ยูเอส โอเพ่น 2011", อันดับ 16 ร่วม "ดิ โอเพ่น 2011")
ตอนนี้กระแสบอลไทยกำลังแรงฝุดๆ จากผลงานอันยอดเยี่ยมของ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ที่กำลังขยับเข้าใกล้รอบสุดท้าย "เวิลด์คัพ" เข้าไปทุกที ขณะที่นักกอล์ฟไทยในเวทีโลก นับวันก็เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นเยอะเลย
ไม่รู้ว่าระหว่าง “บอลไทยไปบอลโลก” กับ “โปรไทยผงาดแชมป์เมเจอร์”...อะไรจะเป็นไปได้ก่อนกัน ซึ่งโดยส่วนตัวนั้น ชอบทั้งบอลทั้งกอล์ฟ จึงอยากเห็นมันเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเลยก็ดี







