posttoday
แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่

19 พฤศจิกายน 2558

อะไรคือจุดบรรจบของความเก่าและความทันสมัย ที่ทำให้สิ่งปลูกสร้างยังทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

โดย...พุสดี/กาญจนา ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หากมองย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคิดว่าวันนี้เราจะมีสมาร์ทโฟนเป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 และในวันนี้ก็คงไม่มีใครคาดคิดว่า พระราชวังเดิมหรือแม้แต่บ้านเก่าจะถูกแปลงโฉมให้อยู่ร่วมกับสังคมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

อะไรคือจุดบรรจบของความเก่าและความทันสมัย ที่ทำให้สิ่งปลูกสร้างยังทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

จากที่ดินพระราชทานสู่ร้านอาหารในสวนสวย 

ณัฐวดี เกตุเหมือน เจ้าของร้านเดอะ การ์เด้นส์ ออฟ ดินสอ พาเลซ เล่าว่า พื้นที่ของร้านตั้งอยู่บนพื้นที่ของวังดินสอเดิม ซึ่งที่ดิน 1.5 ไร่ นี้ เป็นผืนดินที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระราชทานให้เพื่อเป็นโฉนดในปี 2444 ซึ่งต่อมาประมาณปี 2473 ได้ถูกสร้างเป็นที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารำไพประภา พระธิดาในสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทายาทของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารำไพประภา ได้สงวนลักษณะบ้านและพื้นที่ส่วนเดิมเอาไว้ เพื่อเป็นที่รำลึกถึงสมัยเมื่อยังเป็นกรุงสยามเดิม ปัจจุบันวัง 2 ชั้นหลังงาม ซึ่งมีอายุกว่า 90 ปีแล้ว ได้ถูกเนรมิตเป็นร้านอาหาร บาร์ และร้านกาแฟ

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่ ณัฐวดี เกตุเหมือน

 

“ความยากและความท้าทายในการรีโนเวตวังเก่ามาเป็นร้านอาหาร คือด้วยความแข็งแรงของอาคารเก่ามีไม่มากนัก อีกทั้งสไตล์ในการตกแต่งก็ต้องนำดีไซน์ใหม่มาให้เข้ากับตัวบ้านเดิมด้วย ต้องอาศัยความรู้ในแง่ของวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ภายใต้โจทย์ที่ว่าอยากให้ทุกคนรู้สึกเหมือนว่ามากินอาหารที่บ้านตัวเอง ดังนั้น ต้องพยายามรักษาบรรยากาศความเป็นบ้านไว้ให้มากที่สุด”

ถึงจะมีการปรับดีไซน์จากของเดิมไปบ้าง แต่สิ่งที่ทางร้านให้ความสำคัญไม่น้อย คือ การรักษาคุณค่าทางกาลเวลาของวังเก่าแห่งนี้ไว้ ณัฐวดี บอกว่า ด้วยความที่เป็นบ้านเก่าก็จะมีโครงสร้างไม้แดงและไม้สักที่สวยงาม ทางเราเองก็ต้องดูแลรักษาไม่ให้ทรุดโทรม อีกทั้งพื้นที่ของบริเวณบ้านเองก็มีสวนสมุนไพร บ่อหงส์ที่เมื่อก่อนใช้เป็นเส้นทางคมนาคมที่เราต้องรักษาผังเดิมไว้ เพื่อที่ลูกค้าที่มากินอาหาร นอกจากจะได้ลิ้มลองอาหารอร่อยในบรรยากาศที่ร่มรื่นแล้วก็ยังได้ศึกษาวิถีชีวิตของคนสมัยก่อนด้วย

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่

 

การเดินทางของคฤหาสน์เก่า เดอะเฮ้าส์ออนสาทร 

เดอะเฮ้าส์ออนสาทร ตั้งอยู่บริเวณแยกสาทรและนราธิวาส อาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2432 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบ้านพักของครอบครัวหลวงสาทรราชายุกต์ นักธุรกิจ
ผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ริเริ่มขุดคลองสาทร

อาคารนี้กลายเป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูกหลาน จนกระทั่งช่วงปี 2463 ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงแรมหรูโฮเทล รอยัล ต่อมาระหว่างปี 2491-2542 คฤหาสน์นี้ถูกนำไปเช่าต่อเป็นที่ทำการสถานทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย และหลังจากนั้นอาคารหลังนี้ก็ไม่ได้ถูกใช้อีกเลย จนกระทั่งทีมบริหารของโรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ เข้ามาทะนุบำรุงซ่อมแซม จนได้เปิดเป็นเดอะเฮ้าส์ออนสาทร ที่ประกอบด้วยร้านอาหารและบาร์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่

 

ทีน่า ลิว ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ บอกเล่าถึงความยากและความท้าทายในการเปลี่ยนบ้านเก่าที่ทรงคุณค่ามาสู่การทำร้านอาหารกลางเมืองว่า ด้วยความที่เป็นอาคารเก่าอายุกว่า 126 ปี จึงต้องพยายามรักษาโครงสร้างของอาคาร “เราไม่สามารถเปลี่ยนการออกแบบที่มากับตัวบ้าน เช่น รอยแกะสลัก หรือแม้กระทั่งจะติดอะไรกับผนังเดิมก็ไม่สามารถทำได้ โดยการปรับปรุงอาคารหลังนี้ทำไปพร้อมๆ กับความดูแลอย่างเข้มงวดของกรมศิลปากร เรามีการทาสีใหม่ แต่สีนั่นต้องเป็นรหัสเดียวกับที่ทางกรมศิลปากรแจ้งเรามา และทุกขั้นจะต้องผ่านการนำเสนอต่อกรมศิลปากร และให้ทางกรมศิลปากรมาตรวจสอบอีกด้วย

เราพยายามรักษาโครงสร้างและงานออกแบบดั้งเดิมของบ้าน แต่เรื่องของการบำรุงรักษา ทางเราได้มีการเดินตรวจตราเป็นประจำ และในตัวบ้านมีงานไม้ค่อนข้างเยอะ เราจึงมีการป้องกันปลวกอย่างแน่นหนา”

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่ ทีน่า ลิว

 

คืนชีวิตใหม่ให้บ้านพระนนท์

ทายาทรุ่นหลานของคุณพระนนทปัญญา แจม-ทสมา คอทสไมร์ ชุบชีวิต “บ้านพระนนท์” อายุ 80 ปี ที่ถูกทิ้งร้างมานาน 15 ปี ให้เป็นที่พักแบบเบด แอนด์ เบรกฟาสต์ แต่กว่าจะเริ่มลงมือทำได้ต้องใช้เวลาโน้มน้าวใจคุณแม่และญาติๆ ถึง 10 ปี จนสามารถเปิดบริการได้เมื่อปี 2551

“ตั้งแต่ตอนแรกที่เห็นบ้านหลังนี้กำลังจะพังก็รู้สึกเสียดาย พอประกาศขายก็ไม่มีใครซื้อ เพราะหน้าบ้านถูกเวนคืนที่ไปทำทางด่วนหมดแล้ว เหลือแต่ตัวบ้านจริงๆ แจมในฐานะทายาทก็คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างที่จะอนุรักษ์เอาไว้”

การปรับปรุงบ้านเก่าสภาพทรุดโทรมมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะการบริหารพื้นที่ แต่เดิมบ้านพระนนท์มี 3 ห้องนอน ซึ่งในทางธุรกิจการเปิดขายแค่ 3 ห้องต้องใช้เวลาคืนทุนนาน จึงเป็นเหตุผลต้องสร้างตึกใหม่เพื่อเพิ่มปริมาณห้องเป็น 9 ห้อง

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่

 

“เราพยายามรักษาโครงสร้างเดิมไว้ จะมีการต่อเติมบนชั้น 2 เพราะสมัยก่อนเป็นห้องเดียวแล้วนอนรวมกัน เปลี่ยนหน้าบ้านที่ถูกเวนคืนให้เป็นหลังบ้าน และปรับหลังบ้านให้เป็นส่วนต้อนรับแขกแทน แต่โครงสร้างและลวดลายของตึกแบบไทย-โคโรเนียลยังคงอยู่ครบถ้วน” นอกจากนี้ ภายในตัวบ้านยังมีร้านอาหารและสระว่ายน้ำขนาดเล็กเพิ่มเข้ามาด้วย

แจม กล่าวด้วยว่า โชคดีที่คุณแม่เคยอาศัยที่บ้านหลังนี้ จึงสามารถบอกเล่าได้ว่าควรทาบ้านสีอะไร ของใช้ในบ้านต้องดีไซน์แบบไหน ซึ่งของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่ยังใช้งานได้ก็ยังคงใช้ต่อไป หรือหากซื้อใหม่ก็เลือกในลักษณะเดียวกันเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของบ้านพระนนท์

“เราสามารถอะแดปความเก่าให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้” แจม กล่าว ดังนั้นแล้วใครที่มีบ้านเก่าเป็นมรดกของครอบครัว ไม่จำเป็นต้องทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ แต่ถ้าคุณมีความตั้งใจที่จะรักษาของเก่าไว้ มันก็ไม่ยากเกินไปที่จะคืนชีวิตให้อดีตอีกครั้ง

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่ แจม-ทสมา คอทสไมร์

บ้านนพวงศ์อนุรักษ์ในแบบบูติกโฮเต็ล

บ้านนพวงศ์ถูกสร้างอย่างพิถีพิถันจาก ม.ล.ดิษพงษ์ นพวงศ์ ผู้เป็นคุณตาของ ตั้ว-กันตศม นพวงศ์ ณ อยุธยา ลักษณะเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 7 ตอนปลาย (ปี 2488) ออกแบบโดยคุณหลวงบูรกรรมโกวิท หนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยาม ที่มีบทบาทสำคัญในการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยนั้น

ตั้วเข้ามาปรับบ้านนพวงศ์ให้เป็นบูติกโฮเต็ลเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สถาปัตยกรรมแบบโคโรเนียลมีความโดดเด่นตรงที่ลวดลายประดับ ลายฉลุ อันเป็นอิทธิพลของตะวันตกที่ฝรั่งเรียกว่า Ginger Bread House หรือบ้านขนมขิงที่พบเห็นได้มากในประเทศอังกฤษ

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่

 

“ผมทำการวิจัยโครงสร้างบ้านหนึ่งปี ทั้งเรื่องการใช้วัสดุ เทคนิคการก่อสร้าง หลังจากนั้นใช้เวลาก่อสร้างอีก 2 ปี เพราะมันเป็นเรื่องของรายละเอียดต่างๆ โดยโครงสร้างเดิมก็ยังคงไว้ แต่จะมีการเสริมโครงสร้างเหล็กเข้าไป ส่วนรายละเอียด เช่น ขอบประตู หน้าต่าง บานกระทุ้ง ยังเป็นของเดิม ซึ่งผมเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด”

บ้านนพวงศ์มีห้องพัก 7 ห้อง ตามคอนเซ็ปต์มณีนพเก้าอยู่ในบ้าน 2 หลัง คือ เรือนประธานที่ใช้เป็นบ้านพักอาศัยและเรือนเล็กที่เคยเป็นห้องน้ำและห้องครัว ในทัศนะของผู้สืบทอดมรดกเห็นว่า การทำบ้านเก่าให้เป็นบูติกโฮเต็ลถือว่าเป็นการอนุรักษ์วิธีหนึ่ง

“คำว่าอนุรักษ์ของเราและของท่านอื่นๆ มันอาจแตกต่างกัน บางท่านบอกว่าการอนุรักษ์คือการซ่อมแซมให้ทุกอย่างเหมือนเดิมแล้วเก็บเอาไว้ แต่สำหรับผมมองว่า เราอนุรักษ์และต้องพัฒนาต่อ มันจึงเป็นโจทย์ว่าจะพัฒนาเป็นอะไร ซึ่งถ้าต้องการทำเป็นที่พักขนาดเล็ก มันก็กลายเป็นโจทย์เพิ่มเข้ามาว่าจะทำอย่างไรให้มีฟังก์ชั่นสอดคล้องกับสิ่งที่จะพัฒนาต่อไป”

แปลงโฉมตึกเก่า สู่ความงามบริบทใหม่ กันตศม นพวงศ์ ณ อยุธยา

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าคิดถึงธุรกิจมากเกินไป จนทำให้เอกลักษณ์ เสน่ห์ และคุณค่าของบ้านหายไป เพราะถ้าการพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาได้มันจะสร้างทั้งคุณค่าและมูลค่าไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้วิถีความเป็นไทย เช่น ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน เดินเบาๆ บนบ้านไม้ ไปโดยปริยาย

“ผมอยากเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะผลักดันการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าแบบนี้ บางคนมองว่ามันน่ากลัว ไม่ค่อยสะอาด แต่บ้านนพวงศ์ก็เป็นคำตอบแล้วว่าเราสามารถทำให้เป็นบูติกโฮเต็ลที่หรูหราได้ ตอนนี้แล้วคนยังมองไม่ออกอีกหรือว่าสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มีคุณค่ามากกว่าตึกสูง”

นอกจากนี้ ตั้วยังเปิดบริษัทออกแบบชื่อ สยามโฮเทลเมคเกอร์ (Siam Hotel Maker) รับออกแบบโรงแรมขนาดเล็ก ดำเนินการก่อสร้าง ไปถึงจัดวางระบบโรงแรมแบบครบวงจร ซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาบ้านเก่าให้เป็นบูติกโฮเต็ลอย่างที่ทำบ้านนพวงศ์ของตัวเองสำเร็จมาแล้ว

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล