
จากวิศวกรสู่ศิลปิน
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเทต นำเสนอนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์
โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเทต นำเสนอนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ครั้งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ กับ Alexander Calder : Performing Sculpture อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ (มีชีวิตระหว่างปี 1898-1976) เขาเป็นคนที่สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการศิลปะศตวรรษที่ 20 ด้วยการสร้างสรรค์ประติมากรรมแบบเคลื่อนไหวได้ แถมยังเล่นกับรูปทรงและสีสันแบบที่เรียกได้ว่าเป็นการวางรากฐานให้ศิลปะยุคโมเดิร์นนิสม์ ซึ่งนิทรรศการ Alexander Calder : Performing Sculpture ได้รวบรวมกว่า 100 ชิ้นงานที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนรูปโฉมของประติมากรรม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นหุ่นนิ่ง กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถจะมีประสบการณ์ร่วมในการจับต้องให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ ได้
ก่อนหน้าที่จะมาทุ่มเทตัวให้กับงานศิลปะ อเล็กซานเดอร์ศึกษามาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะหันมาศึกษาทางด้านศิลปะที่อาร์ตส์ สติวเดนต์ส ลีก ในนิวยอร์ก หลังจากนั้นก็เดินทางไปยังกรุงปารีสราวทศวรรษที่ 1920 เพื่อหาประสบการณ์ทางด้านศิลปะ
เขาเริ่มพัฒนาประติมากรรมที่มีอุปกรณ์เด่นเป็นเส้นลวด ณ กรุงปารีสนี่เอง โดยในปี 1931 เขาก็ได้สร้างสรรค์ประติมากรรมชนิดแขวน ที่ศิลปินดังอย่างมาร์เซล ดูชอมป์ เรียกว่าเป็น “สิ่งประดิษฐ์” ชิ้นแรกของอเล็กซานเดอร์ออกมา ซึ่งในนิทรรศการครั้งนี้จะได้เห็นวิวัฒนาการของประติมากรรมเคลื่อนไหว ที่บ่งบอกเรื่องราวชีวิตของเขาได้ชัดเจนราวกับคำพูด ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ท่ามกลางชีวิตแบบศิลปินที่มีความแปลกแยกหลากหลายและแข่งขันสูงในปารีส กับขณะที่ย้ายไปอยู่ในเมืองรอกซ์
บิวรี่ในคอนเนกทิคัต และเมืองเล็กๆ อย่างซาเชแอง ในฝรั่งเศสส่วนที่น่าชมมากก็คือ ประติมากรรมเคลื่อนไหว ที่อเล็กซานเดอร์บอกว่าเป็นเหมือนกับภาพพอร์เทรตของศิลปินอย่างจวน มีโร (Joan Miro 1930) และแฟร์นองด์ เลแชร์ (Fernand Leger c.1930) รวมทั้งประติมากรรมสไตล์โมบายล์ ที่บ่งบรรยายรูปลักษณ์ของตัวละครในคณะละครสัตว์ และคณะคาบาเรต์ รวมถึงคณะการแสดงชนิดอื่นๆ ตั้งแต่ชิ้นงาน Two Acrobats 1929, The Brass Family 1929 และ Aztec Josephine Baker c.1929
หลังจากได้ไปเยี่ยมชมสตูดิโอสร้างสรรค์งานศิลปะของ ปีต มอนเดรียน จิตรกรชื่อดังชาวดัตช์ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ก็เกิดแรงบันดาลใจมากมายมหาศาล เขาตีความภาพรวมที่ได้เห็นออกมาเป็นศิลปะจัดวางแบบสามมิติ โดยนำเส้นและสีจากงานศิลปะของ ปีต มอนเดรียน มาสร้างเป็นผลงานที่ไร้ผืนผ้าใบ แต่อาศัยการแขวนบนผนัง ออกมาเป็น Red Panel 1936, White Panel 1936 แล้วก็ Snake and the Cross 1936 ตามชื่อผลงานของจิตรกรชาวดัตช์เลย การนำผลงานของทั้งคู่มาจัดแสดงให้ชมคู่กันหลังจากนั้น ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้อเล็กซานเดอร์พัฒนาผลงานของเขาไปข้างหน้าอีก
แน่นอนว่าในนิทรรศการนี้จะต้องมีผลงานชิ้นเอกอย่าง Black Frame 1934 และ A Universe 1934 ซึ่งเชื่อว่าเขาใช้ความรู้ทางวิศวกรรมมาทำให้ประติมากรรมของเขาเคลื่อนไหวได้เองราวติดเครื่องยนต์ เพียงมีลมพัดเบาๆ เท่านั้นเอง
อเล็กซานเดอร์ แซนดี้ คาลเดอร์ เกิดที่เมืองลอว์นตัน รัฐเพนซิลเวเนีย ปู่ของเขาเป็นประติมากรชาวสกอตติช ที่อพยพมายังฟิลาเดลเฟีย และมีผลงานดังอย่างรูปปั้นของวิลเลียม เพนน์ ที่อยู่บนตึกศาลาว่าการเมืองฟิลาเดลเฟีย ขณะที่ สเตอริง คาลเดอร์ บิดาของเขาก็เป็นประติมากรเช่นเดียวกัน และมีผลงานขนาดมหึมาชื่อดังออกมามากมาย ส่วนมารดาของเขา นาแนตต์ เป็นจิตรกรวาดภาพพอร์เทรตมืออาชีพ โดยเธอไปศึกษาถึงกรุงปารีสที่สถาบันศิลปะชูเลียง รวมทั้งที่มหาวิทยาลัยซอร์กบอนน์
แม่ของเขาไม่อยากให้ลูกลำบากลำบนบนเส้นทางศิลปิน เธอจึงกล่อมให้เขาเรียนด้านวิศวะ ซึ่งเขาก็รู้สึกชอบ และต้องการเป็นวิศวกร แต่ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น หลังจากได้งานวิศวกรในกัวเตมาลา สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่นั่นน่าตื่นตาตื่นใจสุดแสนจะบรรยาย เขาส่งจดหมายบอกน้องสาวให้ส่งอุปกรณ์การวาดภาพมาให้ อีกไม่นานก็ย้ายกลับมาสหรัฐ และไปศึกษาศิลปะที่นิวยอร์ก และกลายเป็นประติมากรเต็มตัว







