
สองมังกรผนึกกาย
การพบปะกันระหว่างสีจิ้นผิง แห่งแผ่นดินใหญ่ กับหม่าอิงจิ่ว แห่งไต้หวัน ทำให้หลายคนนึกถึงการพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง เหมาเจ๋อตง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์ กับ เจียงไคเช็ก แห่งก๊กมินตั๋ง ในการประชุมที่ฉงชิ่ง ในปี 1945 เป็นการพบปะกันครั้งสุดท้ายระหว่างผู้นำจีน 2 ฝ่าย หลังจากนั้นก็สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และจีนเริ่มสงครามกลางเมืองในทันที ตามด้วยความพ่ายแพ้ของก๊กมินตั๋ง จนต้องอพยพไปไต้หวัน นับจากนั้นจนถึงการประชุมที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. เป็นเวลา 70 ปีพอดีที่ผู้นำจีน 2 ฝ่าย ไม่เคยพบหน้าจับมือกันเลย
การพบปะกันระหว่างสีจิ้นผิง แห่งแผ่นดินใหญ่ กับหม่าอิงจิ่ว แห่งไต้หวัน ทำให้หลายคนนึกถึงการพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง เหมาเจ๋อตง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์ กับ เจียงไคเช็ก แห่งก๊กมินตั๋ง ในการประชุมที่ฉงชิ่ง ในปี 1945 เป็นการพบปะกันครั้งสุดท้ายระหว่างผู้นำจีน 2 ฝ่าย หลังจากนั้นก็สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และจีนเริ่มสงครามกลางเมืองในทันที ตามด้วยความพ่ายแพ้ของก๊กมินตั๋ง จนต้องอพยพไปไต้หวัน นับจากนั้นจนถึงการประชุมที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. เป็นเวลา 70 ปีพอดีที่ผู้นำจีน 2 ฝ่าย ไม่เคยพบหน้าจับมือกันเลย
การประชุมที่สิงคโปร์มีนิมิตหมายอันดี อย่างน้อยก็ช่วยลดแรงกดดันในภูมิภาคที่ตึงเครียดขึ้นมากในช่วงปีสองปีมานี้ ก่อนจะพบกับไต้หวัน จีนก็เดินสายหารือกับญี่ปุ่น-เกาหลี หรือแม้แต่เวียดนามที่ชิงชังจีนถึงขีดสุดในช่วงหลัง แสดงว่ามีเจตนาเพื่อที่จะสลายพันธมิตรภายนอก ลดการเผชิญหน้าภายในภูมิภาค
คำถามสำคัญก็คือ มีโอกาสที่แผ่นดินใหญ่และไต้หวันจะกลับมาเป็นแผ่นดินเดียวกันหรือไม่?
แต่หากคิดจะรวมตัวกันจริงๆ มีข้อเสนอให้ 2 ฝ่ายรวมตัวกันในลักษณะสหพันธรัฐ (Federal Republic) หรือสหสาธารณรัฐ (United Republics) และอื่นๆ อีกมากมาย เฉพาะแค่ในยุคปัจจุบัน เช่น
1.สหพันธรัฐจีน (&>0013;&&3775;&&2879;&&7030;&>0849;&>1644;&>2283;) เคยมีการเสนอมาในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 2 และครั้งที่ 7 ที่ไต้หวัน มีจูเกาเจิ้ง แห่งพรรค DPP เสนอไว้เมื่อปี 1991 และล่าสุด หลิวเสี่ยวปอ แอกทิวิสต์ชาวจีนที่ลี้ภัยในสหรัฐ จีนใหม่จะประกอบรัฐจีนจงหยวน รัฐไต้หวัน รัฐซินเจียง รัฐมองโกล รัฐทิเบต มาเก๊า และฮ่องกง ซึ่งรัฐต่างๆ จะมีอำนาจกลาโหม การต่างประเทศ และการคลังมากกว่าปกติ
2.สันนิบาตแห่งชาติจีน หรือสมาคมชาติจีน (&>0013;&&3775;&>2283;&&2879;/&>0013;&&3775;&>2283;&>1332;) เสนอโดย จางซวี่เฉิง นักวิชาการและอดีต สส. ไต้หวันในปี 1982 ต่อมาสานต่อโดยสมาคมสานสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบ (ARATS) แนวทางนี้เน้นให้ไต้หวันและจีนรวมตัวแบบหลวมๆ ต่างฝ่ายต่างมีอิสรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก ไต้หวันมีลักษณะเป็น Dominion or free state หรือรัฐกึ่งอิสระภายใต้จักรภพเดียวกัน
3.สมาพันธรัฐจีน (&>0013;&&3775;&&7030;&&2879;) เสนอโดย เฟ่ยซีผิง นักการเมืองไต้หวัน แนะให้ 2 ฝ่ายรวมกันแต่มีอำนาจแยกจากกันค่อนข้างเอกเทศ โดยมีการกำหนดธรรมนูญร่วมกัน จากนั้นปล่อยให้สมาพันธ์ดำเนินไปตามครรลอง จากนั้นประมาณ 10-20 ปี เมื่อประชาชนรู้สึกว่าพร้อมที่ร่วมตัดสินใจชะตาตัวเอง ก็ให้จัดการลงประชามติเลือกระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุด
4.สหชาติจีน (&>0013;&&3775;&&2879;&&0431;) เสนอให้จีนใช้แนวทาง “หนึ่งประเทศ หลายระบบ” คือ ให้มีการแบ่งกันบริหารประเทศระหว่าง “พันธมิตร 4 ฝ่าย” คือ แผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า อย่างไรก็ตาม แผ่นดินใหญ่ยังมีอำนาจมากกว่า และไต้หวันมีอิสรภาพมาก
5.สหสาธารณรัฐจีน (&>0013;&&3775;&&2879;&>1512;&>0849;&>1644;&>2283;) ผู้เสนอแนวทางนี้ เช่น หลินจงปิน อดีตรัฐมนตรีช่วยกลาโหมไต้หวัน แนวทางหลักๆ คือ ให้จีนกับไต้หวันใช้ระบบเดียวกับประเทศสหรัฐสาธารณรัฐแทนซาเนีย ที่ประกอบด้วยแทนซาเนีย และแซนซิบาร์ แต่ละเขตมีประธานาธิบดีของตัวเอง มีระบบการปกครองแยกต่างๆ หาก โดยประธานาธิบดีแซนซิบาร์เป็นรองของแทนซาเนีย ระบบนี้เรียกว่า “หนึ่งประเทศ สองรัฐธรรมนูญ” คาดว่า เติ้งเสี่ยวผิง ได้รับแรงบันดาลใจ ปรับมาใช้เป็น “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ส่วน หรือ จางย่าจงแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เสนอระบบ “หนึ่งประเทศ สามรัฐธรรมนูญ” คือ สองจีนรวมกัน ใช้รัฐธรรมนูญคนละฉบับ แต่มีสัญญาสันติภาพกึ่งรวมตัว ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่สามให้เหนือกว่าทั้งสองฉบับ







