
Sink of Middle Class เมื่อชนชั้นกลางกำลังจะหายไป
โดย...ภาพ เอกศาสตร์ สรรพช่าง
โดย...ภาพ เอกศาสตร์ สรรพช่าง
สองสัปดาห์ก่อนตอนที่บริษัทได้เชิญ อาจารย์อโนทัย ชลชาติภิญโญ มาบรรยายเกี่ยวกับงานวิจัยของอาจารย์ที่ทำเรื่องไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ เพื่อดูแนวโน้มพฤติกรรมของคนในปัจจุบันว่าเขาคิด เขาแต่งตัวและใช้ชีวิตอย่างไร
มีอยู่ตอนหนึ่งที่อาจารย์พูดถึงเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าสมัยนี้ว่า ตอนนี้สินค้าส่วนมากที่อยู่ในระดับกลางกำลังจะหายไปและกำลังจะมีสินค้าจากไฮแบรนด์ ที่พยายามสร้างแบรนด์ลูกเพื่อเจาะตลาดคนรวยหน้าใหม่ๆ (เป็นต้นว่า ปราดา ซึ่งมี มิวมิว) กับสินค้าระดับล่างลงมาเพื่อคนรายได้ไม่มาก แต่สร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าของตัวเองดูน่าซื้อ (เช่น เอช แอนด์ เอ็ม) เพื่อขายพวกวัยรุ่นที่เงินในกระเป๋าน้อยและเหล่าบรรดาชนชั้นกลางระดับล่างลงมา
ว่าแต่สินค้าแบบกลางๆ
หรือคนกลุ่มที่อยู่ตรงกลางจะค่อยๆ หายไป
ทำไมถึงหายไปล่ะ
ตอนที่นั่งฟังอาจารย์บรรยาย ผมไม่ทันคิดอะไร ดึกดื่นกลับมานั่งนึกดู ก็เกิดภาพวาบขึ้นมาว่านัยของการไม่มีอยู่ของชนชั้นกลางระดับกลางนี่ แง่หนึ่งอาจจะเป็นตัวสะท้อนว่าระยะห่างระหว่างชนชั้นกำลังเพิ่มมากขึ้น พูดง่ายๆ คือชนชั้นกลางกำลังหดตัว คนจนและคนรวยกำลังขยายตัวแย่งพื้นที่จากคนละมุมของม้านั่ง
เรื่องชนชั้นกลางหายไปนี่ซีเรียสนะครับ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะชนชั้นกลางหดตัวไปจริงๆ ประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐหรืออย่างออสเตรเลีย หรือในสหภาพยุโรปจะอยู่ไม่ได้เอา (เรายังไม่นับจีนนะครับ เพราะดูเหมือนชนชั้นกลางจริงๆ ยังมีไม่มาก) เพราะธุรกิจส่วนมากพึ่งพาการจับจ่ายของชนชั้นกลาง สหรัฐนี่อาจจะหนักกว่าใคร เพราะขนาดใหญ่กว่าเพื่อน ยักษ์ล้มยังไงก็เจ็บ
ตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2550 สิบกว่าปีผ่านมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้มีทีท่าจะกลับมาได้ดีเหมือนก่อน สำนักงานเครติดบูโรของสหรัฐบอกว่ารายได้ต่อครัวเรือนของคนอเมริกันชนชั้นกลางยังคง “ต่ำกว่า” ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2014 อยู่ ครอบครัวอเมริกันมีรายได้ต่อครัวเรือนอยู่ที่ราว 5.4 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ปี ต่ำกว่าก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์อยู่ราว 6.5% และต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ครัวเรือนชนชั้นกลางเคยทำได้เมื่อปี 1999 อยู่ 7.2% ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าคนอเมริกันก็ยังไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ที่มีอยู่ท่วมหัวตัวเอง และที่น่ากลัวกว่าก็คือ สิบปีที่ผ่านมามันทำให้คนอเมริกันเริ่มชินชากับการเป็นหนี้หรือการเป็นบุคคลล้มละลาย
ในสมัยก่อนยุคอาณานิคมในสหรัฐ หากคุณเป็นพวกหัวขโมย หรือว่าเบี้ยวไม่จ่ายหนี้ที่ค้างชำระ ลูกหนี้จะถูกประทับตัวอักษรตัว T ด้วยแท่งเหล็กร้อนบนฝ่ามือ ตัว T ย่อมาจาก Thief ซึ่งนั่นจะทำให้คุณค้าขายกับใครไม่ได้ เพราะว่าไม่มีใครเชื่อใจคุณอีกต่อไป แต่สมัยนี้การเป็นบุคคลล้มละลายในสหรัฐกลายเป็นเรื่องปกติ สิบปีหลังวิฤตซับไพรม์ดูเหมือนคนเริ่มชาชินกับการเป็นหนี้ หรือการใช้เงินเกินตัว พวกเขาเริ่มไม่สนใจและไม่คิดว่านี่คือเรื่องน่าอายหรือสูญเสียความน่าเชื่อถือ เมื่อไม่มีใครประณามอย่างโจ่งแจ้ง ยอดของผู้ที่ขอยื่นล้มละลายกับรัฐบาลนั้นสูงขึ้นมาสิบเท่าจาก 3.5 แสนคน เมื่อกลางทศวรรษที่ 1990 กลายเป็น 3 ล้านคนในทศวรรษนี้
ที่น่ากลัวกว่าก็คือ ยอดการทำบัตรเครดิตใหม่ของสถาบันการเงินและการใช้จ่ายแบบเกินตัวก็ยังดูเหมือนจะมีอยู่ ฟารีด ซาคาเรีย นักวิเคราะห์ของ CNN ยังบอกเลยว่าทุกวันนี้คนอเมริกันยังคงมีบัตรเครดิตเฉลี่ยคนละ 13 ใบ! (มองโลกในแง่ดี-เขาก็อาจจะแค่อยากได้ของแถมเหมือนเรา)
ผลพวงนี้เริ่มส่งผลมาถึงผู้ประกอบการที่หากินกับชนชั้นกลาง ห้างสรรพสินค้าอย่างวอลมาร์ตเริ่มประสบปัญหาเรื่องยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคนไม่จับจ่าย
John Bilbrey ซีอีโอของช็อกโกแลต Hershey ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับ BusinessInsider ด้วยเหมือนกันว่ายอดขายช็อกโกแลตของพวกเขาตกลง เนื่องจากว่าชนชั้นกลางหดตัวคนที่มีรายได้สูงก็ไม่ซื้อของเขา ส่วนคนที่มีรายได้น้อยลง ก็หันไปซื้อของที่เกรดต่ำกว่าแทน
ตอนนี้ชนชั้นกลางกลายร่างไปเป็นพวก Cost-Concious ไปเสียแล้ว เป็นพวกที่คิดคำนวณราคาทุกอย่างสำหรับสินค้าที่พวกเขาจับจ่าย
ผลกระทบแบบนี้เกิดกับทุกแบรนด์นะครับ ไม่ใช่แค่สินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าระดับกลางถึงบนก็ได้รับผลกระทบ ยอดขายที่ลดลงของ Louis Vuitton นอกเหนือจากเพราะเศรษฐกิจจีนหดตัวลงแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากชนชั้นกลางทั่วโลกเริ่มหดตัวลงด้วยเช่นกัน ผิดกับสินค้าที่เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่าง Uniqlo กลับโตขึ้นอย่างมาก
จริงๆ แล้วชนชั้นกลางกับการเป็นหนี้ถือเป็นของคู่กันนะครับ เพราะเป็นเงื่อนไขของการทำให้เศรษฐกิจอยู่ได้ แต่ถ้าหากว่าชนชั้นกลาง พนักงานเงินเดือน หรือนักเขียนอย่างผมมีหนี้มากเกินไป ผ่อนทั้งบ้าน ทั้งรถยนต์ ไหนจะประกันชีวิต ไหนจะค่าโทรศัพท์ ไอโฟนก็จะพังแล้ว ฯลฯ หากไม่ยับยั้งชั่งใจไว้บ้าง จากชนชั้นกลาง เราก็อาจจะต้องเลื่อนสถานภาพลงไปเป็นคนอีกชนชั้นหนึ่งซึ่งเครดิตบูโรอาจไม่รักเราแล้ว
ครั้งหนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การใช้จ่ายเกินตัวนี่แหละที่ทำให้คนฉลาดๆ เป๋มาเยอะแล้ว “ถ้าคุณทำเรื่องฉลาดๆ คุณจะลงเอยด้วยการมีฐานะร่ำรวย” เขาบอก “แต่ถ้าคุณทำเรื่องฉลาดพร้อมกับก่อหนี้ แล้วเผลอทำผิดพลาดแค่ครั้งเดียว คุณจะสูญเสียทุกอย่างไปหมด เพราะไม่ว่าอะไรๆ เอาไปคูณกับศูนย์ก็จะได้ศูนย์เสมอ ปัญหาก็คือเมื่อคุณเห็นคนอื่นสำเร็จและคุณก็กำลังสำเร็จ ก็จะยิ่งกระตุ้นให้คุณอยากทำมากขึ้นไปอีก เหมือน ซินเดอเรลลาที่ไปงานเลี้ยง เมื่อถึงเวลาที่คุณควรต้องกลับตอนห้าทุ่มสี่สิบห้า แต่คุณคิดว่าคุณจะอยู่ต่อไปอีกสักสิบนาทีก็ได้ ปัญหาก็คือไม่มีคนแขวนนาฬิกาไว้ให้คุณดูและทุกคนก็คิดว่าจะออกงานเวลาเดียวกับคุณเหมือนกัน” (แกหมายถึงว่าเราควรรู้จักพอในเวลาที่เหมาะสมน่ะครับ อย่าเห่อตามคนอื่นให้มาก เพราะไม่งั้นอาจจะก่อหนี้เสียในระบบมากได้) นั่นเป็นที่มาของความฉิบหายและการล่มสลายของชนชั้นกลางที่บัฟเฟตต์นิยามไว้
อีกไม่นานเราคงได้เห็นการปรับตัวขนานใหญ่ของบรรดาแบรนด์ต่างๆ ที่ต้องเอาตัวรอด แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าก็คือวิถีชีวิตแบบ “ยอมรับการเป็นหนี้ได้ง่ายขึ้น” อาจกำลังบั่นทอนชนชั้นกลางและความมั่นคงทางการเงินของคุณ ของประเทศ และของโลกได้เลยทีเดียว สังเกตได้จากสภาพล้มละลายของกรีกซึ่งอาจจะลามไปถึงอีกหลายประเทศ ถึงตอนนั้นนึกไม่ออกเหมือนกันว่าเราจะจัดระเบียบล้างไพ่กันยังไง มีคนเปรียบไว้ว่าสภาพการณ์ของประเทศลูกหนี้กับเจ้าหนี้ตอนนี้เหมือนคนจนไม่ลง เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 1980 ที่เกิดกระแส Welfare Queen ที่ผู้หญิงมักปั้นเรื่องให้ดูน่าสงสารและขอเงินสนับสนุนจากเงินสวัสดิการแทนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของ
ตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพ
แบบนี้เขาไม่เรียกว่า “Cool” นะครับ
เขาเรียกเป็นอย่างอื่น







