
วิกฤตศรัทธากับความจริงที่ควรพิจารณา (จบ)
ปุจฉา : “...จากภาพหลากหลายของหมู่พระภิกษุสงฆ์ที่ปรากฏต่อสายตาของสังคมในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ย่อมให้ความรู้สึกต่อชาวบ้านชาวเมือง ที่นับถือพระพุทธศาสนาในทางที่มิได้เสริมสร้างศรัทธา และแผ่กว้างไปสู่หมู่คนรุ่นใหม่ ให้มีมุมมองต่อพระพุทธศาสนาในทางลบ...จึงใคร่ขอความกรุณาพระอาจารย์อารยะวังโสช่วยให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาด้วยเทอญ...”
ปุจฉา : “...จากภาพหลากหลายของหมู่พระภิกษุสงฆ์ที่ปรากฏต่อสายตาของสังคมในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ย่อมให้ความรู้สึกต่อชาวบ้านชาวเมือง ที่นับถือพระพุทธศาสนาในทางที่มิได้เสริมสร้างศรัทธา และแผ่กว้างไปสู่หมู่คนรุ่นใหม่ ให้มีมุมมองต่อพระพุทธศาสนาในทางลบ...จึงใคร่ขอความกรุณาพระอาจารย์อารยะวังโสช่วยให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาด้วยเทอญ...”
...พระอาจารย์อารยะวังโส
วิสัชนา : องค์กรสงฆ์ของบ้านเมืองเรา จึงพยายามกันอย่างยิ่งที่จะรวมกันต่อสู้กับภัยร้ายที่คุกคามพระพุทธศาสนาในทุกรูปแบบ ดังที่มหาเถรสมาคมพยายามออกระเบียบต่างๆ เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา แต่ความสำเร็จจะเป็นไปได้หรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่จิตสำนึกของภาคสังคม ซึ่งมีองค์กรการเมืองชี้นำอยู่ หากการเมืองปฏิเสธพระพุทธศาสนา ภาคสังคมก็จะต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบ้านเมืองเราเป็นสังคมวิถีพุทธ มีชาวพุทธในชาติมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์
จึงต้องพิจารณาให้ถูกต้องเป็นส่วนๆ ไป ดังเช่น องค์ประกอบของวัด จะต้องมี ๔ ส่วน คือ ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ ศาสนสถาน และศาสนธรรม ในทั้ง ๔ ส่วน ความสำคัญที่สุดคือ ศาสนธรรม ซึ่งเที่ยงตรง มั่นคงไม่ผันแปรไปตามกาลเวลา ส่วนบุคคลนั้น ต้องสืบเนื่องด้วยคุณสมบัติที่ถูกต้อง ตรงตามศาสนธรรม แม้ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน ก็ต้องไม่ขัดแย้งต่อศาสนธรรม หากส่วนใดเสียหาย ก็ไล่เรียงสอบสวนไปเป็นส่วนๆ ซึ่งไม่ควรเหมารวมกันไป โดยเฉพาะศาสนธรรม หรือพุทธศาสนานั้น ไม่ผันแปร เสื่อมไปได้เลย จึงไม่ควรเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา หากส่วนบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องเสื่อมเสีย ก็ควรแก้ไขปัญหาในส่วนนั้นๆ ดังที่องค์กรสงฆ์ได้ดำเนินการกันอยู่ และจะต้องดำเนินการกันต่อไป เพราะปัญหาเรื่องที่ไม่เคยจบสิ้น คือ เรื่องของคน กับความหมายของคำว่า “คน” ที่แปลว่า “ไอ้ตัวยุ่ง” นั่นเอง
ขอเจริญพร







