
บันทึกเล่มน้ำเงิน
หลายวันก่อนได้อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษผ่านโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่องราวเด็กหญิงซายุริ ซากาโตะ วัย 8 ขวบ
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว [email protected]
หลายวันก่อนได้อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษผ่านโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่องราวเด็กหญิงซายุริ ซากาโตะ วัย 8 ขวบ โดยผู้สัมภาษณ์บรรยายว่า น่าเป็นนักเขียนอายุน้อยที่สุดของเมืองไทยโดยเธอเขียนบันทึกเรื่องสั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
ผมอ่านไปยิ้มไป นอกจากปลื้มปริ่ม ประทับใจความสามารถของสาวน้อยมากพลัง ก็ทำให้หวนมองมาที่ “น้ำผึ้ง” ลูกสาวคนเดียวของครอบครัว เพราะมีบางสิ่งที่เหมือนและแตกต่าง
แน่นอนเธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยนักเขียนลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นได้รับการสนับสนุนจากบรรณาธิการสำนักพิมพ์ชื่อดังและศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ให้การขัดเกลา ปลุกปั้น
แต่สำหรับลูกน้ำผึ้งไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ทุกวัน โอกาสชี้แนะหลักการเขียน การสะกดตามอักขรวิธีจึงมีไม่มากนัก
เห็นจะมีแต่นิทาน วรรณกรรมไทย การ์ตูนเรื่องสั้น เป็นเพื่อนชักพาให้เธอเข้าสู่โลกของการฝึกอ่าน ฝึกเขียน ช่วงวัยเยาว์แม้จะอ่านผิดเพี้ยนสำเนียงไปบ้างก็ใช่ว่าพ่อแม่จะตำหนิ ได้แต่ให้กำลังใจ เพื่อให้เพื่อนหนังสืออยู่กับเธอนานๆ และเพิ่มขึ้น
ผลพวงจากหนังสือการ์ตูน ทำให้เธออยากวาดภาพให้เหมือนเจ้าของผลงาน ส่วนเนื้อหาจากหนังสือหลากหลายเล่ม ทำให้เธอจดจำประโยคสุดแสนประทับใจหยิบยืมนำมาเขียนเป็นเรื่องเล่าประกอบตัวละครขึ้นได้เอง
จากแผ่นกระดาษสู่บันทึกเล่มเล็ก ถ่ายทอดความรู้สึกความรักอันอบอุ่นของครอบครัวหนึ่งที่มีคุณย่า พ่อ แม่ และลูกสาว พัฒนาไปสู่บันทึกเล่มอื่นๆ โดยเฉพาะบันทึกเล่มสีน้ำเงิน ตั้งตนเป็นบรรณาธิการ เขียนคำนำขึ้นเอง โดยเล่มนี้นำเสนอเรื่องราวชีวิตในวัยเรียน สร้างตัวละครสมมติขึ้นแบ่งเป็นหลายบทหลายตอน
ครั้งหนึ่งผมพาเธอไปส่งโรงเรียน ระหว่างเดินทางยังแอบถามถึงผลงานเล่มต่อไปจะมีอะไรนำเสนอ เธออุบเงียบแสดงท่าทีอมยิ้มทิ้งไว้เป็นปริศนา
หนึ่งสัปดาห์ที่พ่อแม่ต้องจากเธอไปทำงาน เมื่อกลับถึงบ้านช่วงดึกสงัด ทันใดนั้นแสงไฟภายในบ้านก็สว่างขึ้นลูกน้ำผึ้งโผกอดโดยไม่ทันตั้งตัวพร้อมนำสมุดบันทึกเล่มสีน้ำเงินยัดใส่มือ ตามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พ่อหนูเขียนเรื่องรถเมล์สีเหลืองแล้วนะคะ”
โอ้ว! ใครจะคาดคิด เพราะจำได้ว่าในวันที่ผมไปส่งเธอที่โรงเรียน สังเกตเห็นรถรับส่งนักเรียนคันหนึ่งเดินทางมาถึงช้ากว่าคันอื่น เด็กๆ ต้องวิ่งหน้าตั้งเพื่อให้ทันเข้าแถวก่อนเคารพธงชาติ ปรากฏว่าหลังจากนั้นลูกน้ำผึ้งใช้เวลาเฝ้าสังเกต เก็บรายละเอียดจากการพูดคุยกับเพื่อนๆ เพื่อมาเขียนเป็นบันทึก ทำให้ได้รับรู้ถึงเบื้องหลังรถประจำทางคันดังกล่าว กว่าจะมาถึงโรงเรียนได้ต้องผจญเส้นทางอันแสนวิบาก บางครั้งโชคร้ายยางแบน เครื่องยนต์เสีย
เธอวิงวอนให้ผมอ่านจนจบเหมือนอยากให้วิจารณ์ผลงานที่อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนไว้อย่างมาก
เล่ามาทั้งหมด เพื่อบอกว่า ในเมื่อเราเริ่มต้นมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูก ตั้งแต่ปลูกฝังรักการอ่าน การเขียน กระทั่งเขาเริ่มมีฝัน จงเติมพลังฝันด้วยการส่งเสริมสนับสนุน
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องไปคาดหวังหรือบังคับให้เขาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ปลดปล่อยยืดหยุ่นตามจังหวะ ติดตามดูความตั้งใจอันสวยงามของเขาต่อไป
ถึงวันหนึ่งฝันนั้นอาจเป็นจริงขึ้นมาก็ได้ “นักเขียนตัวน้อย”







