
‘วรัญญู เกตุชู’ ครบ 5 ปี เคราะห์ใหญ่ ที่ไม่มีวันลืม
หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว วันที่ 27 ธ.ค. 2553 มีเหตุอันน่าเศร้าสลดเกิดขึ้น เป็นข่าวใหญ่พาดหัวหน้าหนึ่งติดกันตลอดสัปดาห์
โดย...อณุสรา ทองอุไร-ณัฐดนัย คุณกมุท ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว วันที่ 27 ธ.ค. 2553 มีเหตุอันน่าเศร้าสลดเกิดขึ้น เป็นข่าวใหญ่พาดหัวหน้าหนึ่งติดกันตลอดสัปดาห์ กรณีอุบัติเหตุรถชน เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลที่ทุกคนจำกันได้ถึงอุบัติเหตุรถน้องแพรวาพุ่งชนรถตู้โดยสารสาธารณะบนทางด่วนโทลล์เวย์ บริเวณใกล้ทางลงหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่งผลให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนับ 10 รายที่เป็นบุคลากรระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซะเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ โดยหนึ่งในผู้รอดชีวิตคือ วรัญญู เกตุชู อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตอกย้ำชัดทั้งภาพและเสียง และเล่าถึงความทรมานทั้งร่ายกายและจิตใจที่ต้องเปลี่ยนไปหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น และวันนี้ที่บาดแผลทางร่างกายยังหลงเหลืออยู่แม้ในด้านจิตใจเขาพยายามที่จะให้อภัยและลืมมันไปให้หมดจากใจ
เคราะห์หนักมาเยือน เหตุการณ์รถชนบนโทลล์เวย์...
วรัญญู เล่าว่า ตอนนั้นเขากำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะสังคมสงเคราะห์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ซึ่งวันนั้นเป็นวันก่อนสอบมิดเทอมหนึ่งวัน ปกติแล้วเขาก็จะอ่านหนังสือสอบอยู่ที่ห้ององค์การนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จนถึงดึกประมาณเที่ยงคืนเป็นประจำเกือบทุกวัน แต่วันนี้เขานึกอยากกลับบ้านก่อน เนื่องจากบ้านอยู่ลาดพร้าวซึ่งมันค่อนข้างไกลและต้องเตรียมตัวสอบตอนเช้าสำหรับวันรุ่งขึ้นด้วย ก็เลยออกไปขึ้นรถตู้สาธารณะที่หน้ามหาวิทยาลัย โดยเป็นรถตู้จากวินข้างนอกที่เข้ามารับส่งเป็นประจำอยู่แล้ว แต่คนโดยสารส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรถตู้โดยสารคันนี้ ต้นสายคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มุ่งหน้าปลายทางรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีหมอชิต โดยเป็นรถตู้เที่ยวสุดท้ายสำหรับวันนั้นด้วยประมาณ 3 ทุ่มเศษๆ เขาก็นั่งรถตู้โดยสารแบบปกติไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.30 น. รถขับมาถึงบริเวณใกล้ๆ กับทางลงโทลล์เวย์หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งรถไม่ได้ขับเร็วมากเพราะเป็นเวลากลางคืน ในขณะที่เขาหลับมาตลอดทางอยู่ๆ ก็ต้องตกใจสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดจากคนในรถโดยไม่รู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมาทราบทีหลังว่าตอนที่คนกรี๊ดคือรถของน้องแพรวาเข้ามาชนท้ายแล้วรอบหนึ่ง เนื่องจากน้องพยายามจะแซงไปข้างหน้าแต่เผอิญมีรถขับอยู่ก็เลยหักเข้ามาแต่ไม่พ้น พอได้ยินเสียงกรี๊ดก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่ารถกำลังเซไปมา แต่ซักพักคนขับซึ่งเป็นผู้หญิงก็สามารถควบคุมรถกลับมายังทางปกติเหมือนเดิมได้ เขาก็ไม่นึกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ก็กำลังจะหลับต่อ แต่หลังจากนั้นอีกไม่กี่วินาที ก็ได้ยินเสียงรถมาจากข้างหลังกระแทกกับรถตู้ดังปั้ง ก็มาทราบภายหลังเหมือนกันว่าหลังจากที่รถของน้องแพรวาชนเข้ามาครั้งแรกแล้วนั้น รถทั้งสองคันก็เสียหลัก แต่รถตู้สามารถประคองกลับมาได้ ในขณะที่รถน้องแพรวายังคงเซไปเซมาอยู่ ทำให้พุ่งเข้ามาชนบริเวณด้านซ้ายมือหลังรถเป็นแนวเฉียง ทำให้รถตู้หมุนอย่างแรงอีกรอบหนึ่ง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก จำได้แค่ว่าพอได้ยินเสียงชนนั้นแล้ว ก็ได้ยินเสียงกรี๊ดของทุกๆ คนและรถตู้กำลังหมุนด้วยความแรงค่อนข้างมาก และหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย คาดว่าตัวเองน่าจะสลบไปซักพัก
หลังจากนั้นเขาก็สะลึมสะลือขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินเสียงคนข้างๆ พูดว่า ช่วยผมด้วย ช่วยผมด้วย คงเป็นเพราะการที่ตัวเขาเองกำลังนอนทับตัวของอีกคนหนึ่งอยู่ เนื่องจากแรงเหวี่ยงของรถที่ทำให้คนไปกระเด็นรวมกันอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เขาจำได้ว่าเขาเดินออกมาจากรถด้วยอาการที่สะลึมสะลือ รองเท้าหลุดหาย กระเป๋าที่วางบนตักกระเด็นหายไปหมดเลยมันคงเหวี่ยงแรงมาก และงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก หลังจากที่ออกมาจากรถประมาณ 30 นาที ก็มีหน่วยกู้ภัยมาและให้เขาไปนั่งพิงบริเวณริมขอบทางโทลล์เวย์ เขารู้สึกว่าตอนนั้นไม่ได้เจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย
เขาเล่าว่าที่ตัวเขาก็มีเลือดออกเยอะเหมือนกัน ทั้งบริเวณแขนขวา ใบหน้า ภาพที่เขาเห็นในขณะที่นั่งอยู่คือ รถที่สวนไปมา ผู้คนที่กระจัดกระจายกองกันอยู่บนถนน เลือดเต็มไปหมด มีบางส่วนที่ติดคาอยู่ในรถ ไม่ทราบว่ามีคนตกลงไปด้านล่าง ตอนนั้นเขาไม่ทราบว่านี่คืออุบัติเหตุที่รุนแรงมาก ไม่ทราบว่ามีผู้เสียชีวิต ไม่ทราบว่าใครชนใคร ที่สำคัญ เขามองไปยังสภาพของรถตู้ที่สภาพพังยับเยินทั้งคัน ข้างหน้ายุบเข้ามาเยอะมาก กระจกแตกทุกบาน 4 ด้านเลย สภาพรถแย่มาก จนเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนเขาออกมาจากรถ เขาออกมาทางไหนอย่างไร แต่เขามั่นใจว่าตอนนั้นเขาอาจจะเป็นคนที่มีสติที่สุด รู้เรื่อง เพราะเขาสามารถบอกเบอร์โทรศัพท์ติดต่อครอบครัวให้กับหน่วยกู้ภัยได้
วรัญญู เล่าต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 ราย และมีผู้รอดชีวิตทั้งสิ้น 4 ราย โดย 3 ราย เป็นผู้ที่นั่งแถวเดียวกันกับเขาทั้งหมด นั่นคือแถวที่ 2 ของรถตู้ถ้านับจากข้างหลัง ซึ่งจะมี 3 ที่นั่ง โดยเป็นที่นั่งที่กรมขนส่งทางบกบอกว่าเป็นที่นั่งที่ปลอดภัยที่สุด อีกหนึ่งรายคือผู้ที่นั่งกับคนขับด้านหน้า รถเหวี่ยงแรงมากจนทำให้คนด้านหน้ากระเด็นออกจากรถไปก่อน รถเหวี่ยงแรงถึงขนาดว่าหลายคนรองเท้าหลุดหายไปเลย โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็กระเด็นออกไปหาไม่เจอ หลังจากนั้นหน่วยกู้ภัยก็โทรแจ้งครอบครัวก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาลวิภาวดี
ร่องรอยแห่งความทรงจำ รอยแผลที่เกิดขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ...
หลังจากที่หน่วยกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ก็มีการติดต่อไปยังครอบครัว โดยตอนนั้นคุณวรัญญูให้ติดต่อไปยังพี่ชายและคุณพ่อ เพราะอยู่ใกล้ที่สุดคืออยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนคุณแม่นั้นอยู่ที่ใต้ “พอคุณพ่อกับพี่ชายมาถึง เขาตกใจมากเอามือปิดหน้าแบบจะปล่อยโฮออกมาแบบนั้นเลย เขาตกใจตอนที่เห็นสภาพผมที่โรงพยาบาล นั่นคือสภาพที่ลูกเลือดอาบหน้าและแขน เขาตกใจกันมากต้องวิ่งออกไปอย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ตัวผมเองก็งงว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเราไม่เห็นสภาพตัวเองตอนนั้น ไม่คิดว่าจะร้ายแรงขนาดนั้น”
อีกด้านหนึ่งคือคุณแม่ ซึ่งอยู่ จ.ภูเก็ต เมื่อทราบข่าวก็ตกใจกันมาก ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวที่ออกทางทีวีบอกว่าเขาเสียชีวิตมีรายชื่อเขาปรากฏขึ้นมาในรายการข่าว ทำให้คุณแม่และคุณป้าเป็นลมไปเลย และก็พยายามติดต่อมาทางกรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ก็เลยไม่มีใครสะดวกในการอธิบายรายละเอียดมันชุลมุน ทำให้คุณแม่และญาติๆ ตัดสินใจขับรถขึ้นมากรุงเทพฯ ในคืนวันนั้นเลย เนื่องจากเป็นตอนกลางคืน ทั้งเครื่องบิน รถทัวร์ รวมถึงรถโดยสารอื่นๆ ก็ไม่มีแล้วทุกคนเลยมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ แม่ก็นั่งรถร้องไห้มาตลอดทาง
จากการที่คิดว่าตัวเองไม่เป็นไรมาก มาถึงผลสรุปของอาการทุกอย่าง วรัญญูสรุปอาการให้ฟังว่า “หลังจากที่หมอเข้ามาเช็ดเลือดให้ครั้งแรก ก็รู้เลยว่าอาการตัวเองเริ่มหนักแล้วเพราะเริ่มเจ็บปวดและรู้ว่าคงมีอะไรหักแน่แล้ว หลังจากนั้นหมอก็ให้รอโดยการฉีดมอร์ฟีน ระงับอาการปวดไว้ก่อน เพราะคุณหมอสังเกตจากอาการบวมของไหล่ซ้าย โดยในระหว่างรออาการเขาก็เริ่มรู้สึกปวดมาก จนถึงขั้นขยับไม่ได้ เขาเริ่มเข้าห้องผ่าตัด ประมาณ 7 โมงเช้า และผ่าตัดเสร็จประมาณบ่าย 3 โมง สรุปคือ กระดูกไหปลาร้าซ้ายแตก เอ็นเข่าซ้ายฉีก แขนขวาเป็นแผลฉกรรจ์เกิดจากโดนกระจกบาดจนกล้ามเนื้อฉีกขาด และมีรอยกระจกบาดบริเวณตา ศีรษะ และก็ตามร่างกาย แต่ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง ซึ่งทั้งหมดทำให้เขาต้องนอนโรงพยาบาลแบบไม่สามารถเดินได้ถึง 2 เดือน และกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลอีก 1 เดือนเต็มๆ สำหรับการกายภาพก็เริ่มตั้งแต่หัดเดิน เพราะเดินไม่ได้ ใช้แขนขวาไม่ได้ องศาในการทำอะไรมันจะเปลี่ยนไป ต้องยืดหมุนให้กลับมาเป็นปกติ เพราะหนีบแขนไว้ข้างตัวตลอด ต้องใส่เหล็กไว้ที่ไหปลาร้า เพื่อที่จะดามกระดูกให้มันสนิท รักษาตัวเต็มๆ 3 เดือน กว่าร่างกายจะเป็นปกติทำอะไรสะดวกก็ 6 เดือนกว่า อึดอัดมาก” เขาย้อนอดีตให้ฟัง
สัญญาณบอกเหตุร้าย...
เขาบอกว่าบางคนอาจจะไม่เชื่อเรื่องลางบอกเหตุ หรือสัญญาณบางอย่างที่เรียกว่าสัมผัสที่ 6 อะไรแบบนั้น แต่วรัญญู เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาทักเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ คุณแม่ของเขาฝันร้ายติดๆ กัน ฝันว่ามีใครซักคนบอกให้เขาไปบวช “คุณแม่เล่าให้ผมฟังว่า ท่านฝันเห็นเหมือนเป็นงู เหมือนพญานาคตัวใหญ่ๆ มาทับ และก็พูดว่าให้ลูกมาบวชได้แล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่าเรียนจะจบแล้ว รออีกนิดเดียวให้จบก่อน รวมกับคิดว่าช่วงนี้เป็นสอบมิดเทอม ไม่ใช่ไฟนอล เดี๋ยวซัมเมอร์ก็ค่อยไปบวชก็ได้ แต่พอออกจากโรงพยาบาลมาคุณแม่ก็ให้ไปบวชเลย คุณแม่เล่าว่าท่านฝันต่อเนื่องหลายวันมาก เหมือนเริ่มหนักขึ้น แม่ก็เลยเชื่อหนัก ทำให้กลัว จนวันสุดท้ายในฝันแม่ก็เลยถามเลยว่าอยากได้อะไร พญานาคก็บอกกลับมาว่าไหนว่าจะพาลูกไปบวช ไม่เห็นจะพาไปเลย นี่มันถึงเวลาแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่ามันน่าจะถึงเวลาที่ต้องบวชแล้ว เกินเวลาแล้ว เหมือนว่าเขามาทวงสัญญามากกว่า ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ” เขากล่าวอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ในวันเกิดเหตุก็ยังมีเหตุการณ์แปลกๆ หลายอย่าง ทั้งมีคนทักว่าหน้าหมองคล้ำ ดำมาก ไม่มีราศีเลย เหมือนไม่ใช่ตัวเขาเลย รวมถึงวันเกิดเหตุเขาก็สตาร์ทรถไม่ติด เพราะปกติเขาจะขับรถไปมหาวิทยาลัยเอง ตอนเช้าเลยตัดสินใจนั่งแท็กซี่และกลับรถตู้ แต่หลังจากเขาออกไปแล้วคุณพ่อก็มาลองสตาร์ทรถดูก็บอกว่ารถปกติดี ไม่มีอะไรเสียนี่ และอีกอย่างคือ “ผมพูดโดยไม่ทันคิด ขณะที่นอนอยู่ในห้ององค์การนักศึกษาก็ทักให้เพื่อนดูไฟที่เพดานและบอกว่าเหมือนนอนดูไฟโรงพยาบาลเลย พูดขำๆ กับเพื่อนว่า ทำไมไฟในห้ององค์การนักศึกษามันเหมือนกับไฟในโรงพยาบาลเลย รวมถึงที่นั่งในรถตู้ด้วย เพราะปกติจะนั่งหลังคนขับตลอด เพราะเป็นที่กว้างที่สุด แต่วันนั้นเหลือแค่ที่นั่นตรงนั้นซึ่งค่อนข้างอึดอัด แต่ไม่มีคนนั่งเลยต้องนั่งถัดแถวตรงนั้นไป
เตือนใจหลังพ่ายเคราะห์...
บทเรียนในครั้งนี้สอนเขามากมาย โดยวรัญญูทิ้งท้ายว่า ตอนแรกยอมรับว่าโกรธน้อง(แพรวา)อยู่เหมือนกัน กว่าจะเข้มแข็งได้ทุกวันนี้ก็ต้องใช้เวลาเป็นปี ตอนที่เขาออกจากโรงพยาบาลแรกๆ เหมือนคนพิการเลย มันทำตัวยากไปทุกอย่าง กว่าจะกล้าเปิดแผลก็ใช้เวลานาน ไปที่ไหนคนก็มองแผล และทุกคนก็จะมีคำถามว่าโดนอะไรมา แล้วก็ต้องตอบคำถามนี้ซ้ำๆ ภายในหนึ่งปี พอเล่าไปมันก็ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นเรื่อยๆ กับเรื่องนี้ เหมือนโดนอีกครั้งหนึ่งคอยตอกย้ำสิ่งที่อยากจะลืมๆ มันทำให้ตอนนั้นเขาก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับน้อง แต่พอผ่านมาซักพักหนึ่ง พอขึ้นปีที่ 2 ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น คิดว่าถ้าน้องเขาเลือกได้ ก็คงไม่อยากจะให้มันเกิด มันเป็นอุบัติเหตุที่เขาก็คงรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ
ทุกอย่างมันสอนให้เขาไม่ประมาท ชีวิตนี้มันสั้นมากความเป็นกับความตายมันอยู่ใกล้กันนิดเดียวอยากทำอะไรให้รีบทำ มันเหมือนเกิดใหม่จริงๆ ถ้าวันนั้นเป็นอะไรไปก็จะไม่มีทางรู้เรื่องอะไรอีกต่อไปเลย หลังจากนั้นก็ต้องเอาชนะความกลัวด้วยการกลับไปขึ้นรถตู้อีกครั้ง และตัวเองก็ทำได้ขึ้นครั้งแรกก็เกร็งเหมือนกันกลัวนะมันยังหลอนๆ แต่สุดท้ายไม่อยากให้ทุกคนมองเป็นเรื่องเวรกรรมไปซะหมดทุกอย่าง อยากให้คนไทยหันมามองถึงปัญหาที่แท้จริงให้มากกว่านี้ มองเรื่องความปลอดภัย ขับรถอย่างมีวินัย มีน้ำใจ มองเรื่องความไม่ประมาท ไม่ใช่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อนแล้วมาแก้ไขกัน ค่อยมารณรงค์แก้ไขทีหลัง บางอย่างมันเกิดจากครอบครัว การปลูกฝัง การตักเตือน อายุยังไม่ถึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ขับรถได้พ่อแม่ก็ต้องดูแลบุตรหลานของตน มันอันตรายต่อคนอื่นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บางอย่างมันอาจจะลดทอนหนักให้เป็นเบาได้บ้าง ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขตรวจสอบดูแล
วรัญญูเล่าต่อว่า “ชีวิตตอนนี้ปกติดีครับ เรียนจบก็ทำงานเลย ทำงานเป็นพนักงานขายอยู่ที่ SCG เครื่องสุขภัณฑ์ Cotto พยายามใช้ชีวิตปกติ แต่ถ้าด้านร่างกายก็ไม่มีอะไรที่รู้สึกว่ากระทบกระเทือนมาก เกือบเท่าเดิม ประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ ทำอะไรหนักๆ มากไม่ได้ ส่วนสภาพจิตใจตอนนี้ดีมาก มองในแง่บวกมากขึ้น ทุกอย่างมีเหตุมีผลของมัน ส่วนความรู้สึกทางด้านคดีตอนนี้ก็รู้สึกเฉยๆ แล้วถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะคดีมันตั้ง 5 ปีแล้ว ที่บ้านผมก็จ่ายไปให้ 2 แสนกว่าบาทเลยตามเลยไป ผมก็ไม่ได้หวังว่าเราจะต้องรวยหรือได้เงินจากเขา เลือกได้ก็ไม่อยากได้เงินจากการต้องมาโดนกระทำแบบนี้ครับ” เขากล่าวอย่างทำใจได้แล้ว







