posttoday
ตัวจริงเกมลูกหนัง กุญแจพรีเมียร์ลีกทรงพลัง

ตัวจริงเกมลูกหนัง กุญแจพรีเมียร์ลีกทรงพลัง

08 พฤศจิกายน 2558

ปัจจุบันฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของโลก ทุกประเทศมีลีกลูกหนังของตัวเอง แต่พรีเมียร์ลีก

โดย...ทีมข่าวกีฬาโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของโลก ทุกประเทศมีลีกลูกหนังของตัวเอง แต่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่ง น่าตื่นเต้น และมีคนอยากดูมากกว่าลีกใดๆ ในโลก

ข้อมูลจากเว็บไซต์ฟุตบอล-มาร์เก็ตติ้งดอทคอม เมื่อปี 2011 ระบุว่า พรีเมียร์ลีกแต่ละแมตช์มีค่าเฉลี่ยผู้ชมทั่วโลก 12.3 ล้านคนสูงสุด และยังไม่วี่แววว่า ลาลีกา (2.2 ล้าน) บุนเดสลีกา (2 ล้าน)  และเซเรีย อา (4.5 ล้าน) จะโค่นลงได้ง่ายๆ

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ลีกลูกหนังสูงสุดของอังกฤษมีอำนาจในการต่อรองทั้งในเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอด และสัญญาสปอนเซอร์ของแต่ละสโมสร อ้างอิงได้จากนิตยสารฟอร์บส์ ที่รายงานตัวเลขรวมของค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดต่อฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก (2013/2016) อยู่ที่ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.36 หมื่นล้านบาท) สูงกว่าอันดับ 2 เซเรีย อา (1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ) ถึงเท่าตัว

ขณะที่การประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกล่าสุดมีการทุบสถิติของการประมูลลิขสิทธิ์ในสหรัฐและสแกนดิเนเวีย แม้ยังเหลือการประมูลอีกหลายประเทศ ด้วยตัวเลข 450 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท)

ริชาร์ด สคูดามอร์ ประธานบริหารพรีเมียร์ลีก อธิบายถึงความสำเร็จของพรีเมียร์ลีกว่า มี 2 สิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบอันยอดเยี่ยมของพวกเขา

“อย่างแรกคือ การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และตัวจริงของวงการลูก และอีกอย่างเวลามาตรฐานโลก (GMT) ก็ช่วยเราได้มากทีเดียว ผู้คนอาจจะประเมินค่าความสำคัญของ GMT ต่ำไป แต่เมื่อคุณทำธุรกิจ มันหมายถึงคุณอยู่ตรงกลาง สามารถติดต่อได้ทั้งตะวันออกไกลและแคลิฟอร์เนียในวันเดียวกัน” สคูดามอร์ กล่าว

อังกฤษปวารณาตัวเป็นเมืองแห่งลูกหนังโลก เนื่องจากทุกหย่อมย่านในประเทศต้องมีพื้นที่สนามฟุตบอล มีสโมสรสูงถึง 7,000 ทีม แบ่งได้ละเอียดยิบกว่า 480 ดิวิชั่น และมีนักเตะท้องถิ่นไม่น้อยฉายพรสวรรค์จนก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์อาทิ แฮร์รี เคน, เวยน์ รูนีย์, สตีเวน เจอร์ราร์ด หรือกระทั่งนักเตะคลาส ออฟ 92 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ขณะเดียวกัน สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ทุกยุคสมัยยังรู้จักเพิ่มมูลค่าให้นักเตะอังกฤษ ยกตัวอย่างเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกวัย 20 ปี ซึ่งไม่เคยสัมผัสแชมป์มาก่อน กลับถูกแมนฯ ซิตี้ ทุมซื้อด้วยตัวเลขมหาศาล 74 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,500 ล้านบาท) และยังเสมือนแหล่งขุมทรัพย์ของนักเตะจากทั่วโลก โดยซีซั่นก่อนแข้งที่นี่ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยตกคนละ 6.6 หมื่นเหรียญสหรัฐ/สัปดาห์ (ราว 2.3 ล้านบาท) ยิ่งถ้าใครดวงดีโคจรไปอยู่ทีมชั้นนำตัวเลขยิ่งทวีคูณ

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมระดับท็อปยังทำการตลาดหลายทางเพื่อขยายฐานแฟนบอล ไม่ว่าจะเป็นการทัวร์ปรีซีซั่นหรือการซื้อนักเตะเอเชียมาร่วมอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด

เสน่ห์อีกอย่างคือ ความดุเดือด ตื่นเต้น เล่นเร็วไม่เน้นลีลา และคาดเดายาก จ่าฝูงในอังกฤษพร้อมแพ้ทีมบ๊วยทุกเมื่อ นั่นเป็นเหตุผลไม่มีฟุตบอลที่ไหนลุ้นแชมป์สนุกเท่าในอังกฤษ เมื่อรูปเกมคาดเดายาก การพนันจึงเพิ่มอรรถรสในการลุ้นผลสกอร์ โดยเฉพาะวงการเซียนพนันในแถบเอเชียที่มีตัวเลขเทิร์นโอเวอร์เรื่องพนันฟุตบอลสูงสุดในโลก ส่งผลให้สัญญาณถ่ายทอดสดแถบนี้ถึงมีมูลค่าสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก

ตัวเลขประเทศที่ซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์แพงสุด 10 อันดับแรก (สัญญาเก่าฤดูกาล 2013/2016) จากการเปิดเผยของเดลีเมล เอเชียพาเหรดติดถึง 6 อันดับ คือ ไทย (1) สิงคโปร์ (2) ฮ่องกง (6) มาเลเซีย (7) อินเดียและตะวันออกกลาง (8) อินโดนีเซีย (9) จีนและมาเก๊า (10)

เมื่อค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดโซนเอเชียคือแหล่งทรัพย์ ช่วงเวลาถ่ายทอดจึงถูกบีบให้สอดคล้องกำลังดี หลายสโมสรยอมแหกขี้ตามาฟาดแข้งตั้งแต่บ่ายโมง (เวลาท้องถิ่น) อีกทั้งปีนี้มีการวางผังโปรแกรมใหม่ คู่แรกเน้นจั่วหัวด้วยบิ๊กแมตช์ นับเป็นการเบียดลาลีกาไปในตัว เพราะ 2 ฤดูกาลหลังลีกสเปนเพิ่มโปรแกรมคู่ 6 โมงเย็นบ้านเรา แต่เอฟเอฉลาดพอ เกลี่ยทีมท็อปซิกซ์ให้แข่งช่วงเวลาต่างกัน เพื่อขโมยผู้ชมไม่ให้ปันใจไปลีกอื่น

ไม่เพียงแค่ความนิยมของแฟนบอลเท่านั้น แต่ในช่วง 8 ปีล่าสุด ธุรกิจสโมสรฟุตบอลในต่างแดนยังได้รับความสนใจจากนายทุนไทยไม่น้อย หลังมีเศรษฐีไทยเข้าไปเทกโอเวอร์และร่วมทุนถึง 5 ทีม

เริ่มจากผู้บุกเบิก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าเทกโอเวอร์ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2550 ด้วยมูลค่า 123 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,305 ล้านบาท) ก่อนใช้เวลาเพียงปีเดียวฟันกำไรเละจากการขายหุ้นให้ ชีค มันซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน และกลุ่มทุนอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป 300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท)

จากนั้น วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท “คิง เพาเวอร์” ได้เข้าเทกโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ปี 2553 สมัยยังอยู่ในลีกรองอย่างเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยมูลค่าที่คาดว่า 53 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,855 ล้านบาท) ก่อนที่กลางปีที่แล้ว สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา เจ้าของบริษัท สัญญาประกันภัย พร้อมด้วย คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ และนรินทร์ นิรุตตินานนท์ ได้เข้าร่วมทุนกับเรดดิ้ง เอฟซี โดยไม่มีการเปิดเผยตัวเลข

ขณะที่ต้นปีที่ผ่านมา เดชพล จันศิริ ทายาทของ ไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือทียูเอฟ ได้ควักทุน 45 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,575 ล้านบาท) ซื้อหุ้นเป็นเจ้าของเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ และล่าสุดสร้างฮือฮาได้ไม่น้อย คือ การเข้าถือหุ้นเอซี มิลาน 48 เปอร์เซ็นต์ ของ บี เตชะอุบล ผู้บริหารคันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ด้วยมูลค่า 521 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท)

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน