
บุรีรัมย์...นัมเบอร์วัน
ตอกย้ำความเป็นสโมสรฟุตบอลอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยการขนครอบครัว “เซราะกราว” นำโดย เนวิน ชิดชอบ
โดย...มิวโกโตะ
ตอกย้ำความเป็นสโมสรฟุตบอลอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยการขนครอบครัว “เซราะกราว” นำโดย เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กรุณา ชิดชอบ ประธานเชียร์ กนกศักดิ์ ปิ่นแสง ประธานบริหารฯ ทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน ผู้จัดการทีม และผู้บริหารผู้สนับสนุนสโมสร รวมทั้งนักเตะ มาทำพิธีเปิดสำนักงานสโมสร “ปราสาทสายฟ้า” และร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกของสโมสร สาขาสยามสแควร์ โดยมีแฟนบอลจำนวนมากร่วมกันเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 6 พ.ย.
สำหรับการเปิดเมกะ สโตร์ ณ ใจกลางเมืองสยามสแควร์ (ตรงข้ามศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์พาทีมก้าวสู่ระดับอินเตอร์อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ล่าสุดขุนพล “ปราสาทสายฟ้า” อยู่อันดับ 9 ของเอเชีย จากการจัดอันดับของเว็บไซต์ ฟุตบอลดาต้าเบส จัดอันดับและเก็บสถิติผลการแข่งขันของสโมสรทั่วโลก แต่บอสใหญ่ “เซราะกราว” กลับต้องการมากกว่านั้น
“เป้าหมายเดิมของเราคือการเป็นสโมสรอันดับ 5 ของเอเชีย เรากำลังทำทุกอย่างเพื่อเดินไปตรงจุดนั้น ในประเทศเราเป็นนัมเบอร์วันแบบไม่ต้องสงสัย ปีนี้เราก็จะคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกให้ได้ก่อนนัดสุดท้ายของฤดูกาล เพื่อเป็นรางวัลแก่แฟนบอลของเรา ซึ่งเราจะแสดงให้เห็นว่า ผู้เล่น 11 คน บวกกองเชียร์จะเอาชนะทุกทีมให้ได้ด้วยสปิริต GU12 เพียงพอกับการเป็นอันดับ 1 แบบแฟร์ๆ เราไม่ต้องใช้ 14 คนเพื่อชัยชนะ” เนวิน กล่าวจั่วหัว
หัวเรือใหญ่บุรีรัมย์ เล่าต่อว่า การเดินทางสู่เป้าหมายครั้งนี้เป็นแผนการประสบความสำเร็จแบบยั่งยืน ทุกโมเดลเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันเหมาะสม มีแบบแผน ซึ่งการจะไปตรงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างมหาศาล จึงหวังเซตมาตรฐานให้มั่นคง เพื่อพาทีมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2561
“ในปี 2561 เราจะนำบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากการแข่งขันในระดับนานาชาติต้องใช้งบประมาณสูง และเพื่อความมั่นคงของสโมสรในอนาคต เราเลือกเปิดช็อปใหม่ในกรุงเทพมหานคร เพราะมันอยู่ในแผนการขยายฐานแฟนบอลในเมืองไทย ปัจจุบันยอดขายเสื้ออยู่ที่ 4-5 แสนตัว/ฤดูกาล อนาคตเราต้องการเพิ่มเป็น 1 ล้านตัว มันไม่ใช่เรื่องยาก เราใช้การตลาดแบบวิน-วิน ผมเลือกไม่ใส่โลโก้แบรนด์ดังให้ราคาเหลือตัวละไม่กี่ร้อยบาท แต่คุณภาพไม่แพ้แน่นอน ทุกอย่างมาจากมาตรฐานเดียวกัน แถมดีไซน์เราปรับให้สวมใส่แบบลำลองได้ด้วย” เนวิน เสริม
ด้าน สมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์เชื่อว่าศักยภาพทีม “ปราสาทสายฟ้า” เข้าตลาดหุ้นได้สบาย เพราะธุรกิจฟุตบอลปัจจุบันสร้างรายได้และกำไรเติบโตทุกปี โดยมีรายได้จากหลายส่วน ทั้งเงินรางวัล ค่าตั๋วเข้าชม ยอดขายของที่ระลึก อีกทั้งกำไรจากการขายนักเตะ ส่วนจะเข้าไปรูปแบบใดนั้น ต้องศึกษาจากลีกชั้นนำของโลก เช่น อังกฤษ เยอรมนี หรืออิตาลีอีกที
ในสนามใช้เวลาเพียง 6 ปี คว้าแชมป์มาครอบครองแล้ว 14 โทรฟี่ นอกสนามหมากการตลาดยังแน่นปึ้ก น่าติดตามหากสโมสรเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อไหร่ เม็ดเงินหลายพันล้านจะนำพาบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปไกลเพียงใด







