posttoday
คราบน้ำมันชายหาด ปัญหาถาวรของทะเลไทย

คราบน้ำมันชายหาด ปัญหาถาวรของทะเลไทย

05 พฤศจิกายน 2558

โดย...ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดย...ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ไม่กี่วันก่อน หัวหินกลายเป็นข่าวดังเมื่อมีคราบน้ำมันเข้ามาที่ชายหาด เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร แม้หน่วยงานต่างๆ ช่วยกันจัดการเก็บกวาดอย่างรวดเร็ว แต่ทุกครั้งที่น้ำลง คราบน้ำมันยังปรากฏต่อมาอีกหลายวัน จนปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศหาดทรายและสัตว์ทะเลต่างๆ

หากย้อนกลับไปหลายปี เราจะได้ยินข่าวคราบน้ำมันถล่มหาดปีละหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกิดในอ่าวไทยทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก มีอยู่น้อยครั้งที่เราสามารถทราบต้นตอ เช่น คราบน้ำมันที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่เราไม่ทราบอะไรเลย ได้แต่สรุปว่าน่าจะเป็นเรือแอบทิ้ง แต่เรือลำไหนทิ้งที่ใด เราไม่เคยตามรอยสืบค้นไปจนเจอและจัดการกับผู้กระทำผิด

สถานการณ์เช่นนี้เหมือนกับระเบิดที่อาจตูมตามตรงไหนก็ได้ทุกเวลา หมายความว่าแหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งทะเลล้วนอยู่ในภาวะเสี่ยง แม้แต่หัวหินที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์คราบน้ำมันมาเนิ่นนาน ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ จึงไม่มีใครการันตีได้ว่าหาดไหนที่ใดจะปลอดภัย

เราฝากความหวังไว้กับฟ้าดิน จะไม่มีเรือแอบทิ้ง คลื่นลมและกระแสน้ำจะไม่พัดเข้าฝั่ง เราจะเก็บกวาดได้ทัน ฯลฯ แต่เราไม่เคยฝากความหวังไว้กับระบบป้องกันตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิด เพราะมันไม่เคยมีหวัง

แล้วมันน่าจะมีหวังหรือเปล่า? คำตอบคือมีครับ เรือที่แอบทิ้งคราบน้ำมันจำนวนมากไม่ใช่เรือขนาดเล็ก ต้องเป็นเรือขนาดใหญ่ที่น่าจะอยู่ในระบบตรวจสอบของกรมเจ้าท่า เราพัฒนาถึงขั้น PIPO (Port In-Port Out) สามารถทราบว่าเรือลำไหนเข้าออกเมื่อใด เรือพวกนี้ยังมีระบบดาวเทียมติดตามเส้นทางเดินเรือ เหมือนกับที่เครื่องบินต้องมีระบบแจ้งตำแหน่ง

นอกจากนี้ หน่วยงานอย่าง GISTDA ที่รับผิดชอบด้านข้อมูลดาวเทียม ยังสามารถทำแผนที่คราบน้ำมัน ซึ่งในกรณีของหัวหิน GISTDA วิเคราะห์ว่าคราบน้ำมันเกิดขึ้นบริเวณใกล้ปากแม่น้ำแม่กลอง ก่อนไหลลงทิศตะวันตกเฉียงใต้ด้วยอัตราเร็ว 16.8 กิโลเมตร/24 ชั่วโมง แผ่ขยายเป็นพื้นที่กว้าง 111 ตารางกิโลเมตร (ในวันที่ 24 ต.ค.) จนเข้าสู่ชายหาดหัวหินในวันที่ 27-29 ต.ค. และไหลลงใต้ไปจนเข้าที่ปราณบุรี ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ระบบที่ดีเหล่านั้นกระจายไปอยู่ตามแต่ละหน่วยงาน เราไม่ได้นำมาบูรณาการร่วมกันเพื่อจัดการให้จริงจัง เราได้แต่ “ตื่นตระหนก...เก็บกวาด...แจ้งความ...รอให้คนลืม” วนเวียนอย่างนั้นอยู่ร่ำไป

ในช่วงที่ผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปทะเลฯ เคยนำเสนอเรื่องที่สามารถกระทำได้ โดยเฉพาะศูนย์อำนวยการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานต่างๆ ในกรณีนี้ แต่เรากลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร อาจเป็นเพราะเพิ่งปรับโครงสร้าง เพราะเรื่องการท่องเที่ยวเป็นเรื่องเปราะบาง ไม่อยากทำให้เกิดการตื่นตระหนก ฯลฯ แต่ผมเสียดายโอกาสนี้เหลือเกิน

ประเทศไทยกำลังยึดตามแนวทางพัฒนา “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” แต่หากพูดถึงทะเลแล้ว เรามุ่งเน้นไปเพียงแค่มั่งคั่ง ทั้งการท่องเที่ยว ทั้งโลจิสติกส์ ฯลฯ ที่มีแผนจะทำกันให้ใหญ่โต แต่เมื่อมองระบบที่ใช้ในการรับมือกับความเจริญดังกล่าว บอกได้ว่ายังล้าหลังอยู่มาก เราไม่มี “ความมั่นคง” เพราะเราไม่รู้เลยว่าคราบน้ำมันจะลอยมาเมื่อไหร่ ไม่เคยจับใครได้ เราไม่มีความ “ยั่งยืน” เพราะคราบน้ำมันส่งผลกระทบแสนสาหัสให้ระบบนิเวศและการท่องเที่ยว

เน้นย้ำกันไว้ เมื่อเราปราศจากความมั่นคงและความยั่งยืน ใช้เพียงคำภาวนาสาธุ อย่าได้เป็นอะไรเลย...เจ้าประคุณเอ๋ย ความมั่งคั่งที่เห็นจึงเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา พร้อมจะหายไปได้ในพริบตา เหมือนกับบทเรียนที่สอนเรามาไม่รู้กี่หนต่อกี่หน

เรายังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งปีในการปฏิรูปประเทศ ปัญหาเห็นอยู่แล้ว เน้นมั่งคั่งแต่ระบบไม่สามารถเกิดความมั่นคงและยั่งยืน หากเราช่วยกันแก้ไขในจุดนี้ ใช้หน่วยงานที่มีให้เกิดประโยชน์ เบนหัวเรือที่เฉไปให้เข้าเส้นทาง ทุกอย่างเป็นไปได้ ขึ้นกับความใส่ใจของรัฐบาลและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ

มิฉะนั้น คราบน้ำมันถล่มหาดทรายก็ยังคงเป็นปัญหาถาวรของทะเลไทย เป็นฝันร้ายของกุ้งหอยปูปลาและคนที่ทำมาหากินกับท้องทะเลอีกนานเท่านาน ยืนยันมั่นใจครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน